เกือบๆ สองปีหลังจากรัฐประหารโค่นล้มอำนาจการปกครองของผู้นำที่มีศักยภาพมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยไม่นานมานี้ สื่อสารมวลชนไทยยังคงเป็น “ผู้นำเชียร์” ของกลุ่มคนที่ “เกลียดทักษิณ” และ “ชอบโยนความผิดให้กับทักษิณก่อนเป็นคนแรก” เหมือนเดิม

สื่อกระแสหลักของไทยได้ทุจริตต่อจรรณยาบรรณสื่ออย่างไร? เลวทรามอย่างไร? แสดงอาการต่อต้านทักษิณอย่างสุดโต่งอย่างไร?

สถานีโทรทัศน์ NBT นำเสนอสารคดีพิเศษ “สื่อเป็นพิษ” เมื่อช่วงวันที่ 2- 7 มิถุนายน 2550 ที่ผ่านมารวมทั้งสิ้น 6 ตอนซึ่งประกอบด้วย

  • ตอนที่ 1: บทบาทของสื่อ
  • ตอนที่ 2: หนังสือพิมพ์ดาวสยาม
  • ตอนที่ 3: จริยธรรมของสื่อ
  • ตอนที่ 4: การวางตัวของสื่อสาธารณะ “TPBS”
  • ตอนที่ 5: มุมมองของประชาชนกับสื่อปัจจุบัน
  • ตอนที่ 6: อนาคตสื่อสารมวลชนคนรุ่นใหม่

ท่านสามารถรับชมได้ทั้ง 6 ตอนที่วีดีโอคลิปข้างล่างนี้

Nearly two years after a military coup toppled the most dynamic leader in Thailand’s recent history, the mass media of Thailand are still the cheerleaders of the anti-Thaksin and “Blame Thaksin First” crowd.

How depraved can the Thai mainstream media be? How despicable? and How utterly anti-Thaksin?

National Broadcasting Services of Thailand (NBT) presented a six-part documentary series entitled “poisonous media” on June 2- 7, 2008

  • Part I: The Role of the Media
  • Part II: Daosiam Newspaper
  • Part III: Ethics of Media
  • Part IV: The Behaviour of Thai Public Broadcasting Service(TPBS)
  • Part V: The Point of View of the People on today’s news media
  • Part VI: The future of young-blood Mass Media

You can watch six video clips below:
 


ตอนที่ 1: บทบาทของสื่อ
Part I: The Role of the Media


อ่านต่อ…

“ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง แต่เป็นเรื่องของคนดีมีจริยธรรม มีความรู้” เป็นอีกวาทกรรมหลักที่ครอบงำสังคมไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาแม้ฟังดูสวยหรู น่าค้นหาและไม่สามารถปฏิเสธขัดขืนได้แต่มันคือวาทกรรมที่มุ่งทำลายล้างความชอบธรรมประชาธิปไตยในระบอบรัฐสภาและสิทธิเสียงของคนส่วนใหญ่นั่นเอง

ในโลกเสรีประชาธิปไตย ประชาธิปไตยมีเพียงความหมายเดียวเท่านั้นคือ “ประชาธิปไตยของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน” หากการปกครองใดที่ผิดจากความหมายนี้เราไม่อาจเรียกว่า รัฐนั้นปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยได้อีกแล้ว แต่มันคือ “เผด็จการ” นั่นเอง

ทีนี้เราลองมาดูกันค่ะว่า “ประชาธิปไตยของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน” นั้นมีโฉมหน้าที่แท้จริงเป็นอย่างไร

หลักการแห่งระบอบประชาธิปไตย

คำนำ

วารสารฉบับนี้ประกอบด้วยบทความ 21 เรื่องเกี่ยวกับหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยที่เขียนโดยสำนักงานสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ

แม้เราจะเห็นคำว่า “ประชาธิปไตย” อย่างดาษดื่นในปัจจุบัน แต่การอธิบายความหมายของคำนี้อาจเป็นเรื่องท้าทาย บทความต่อไปนี้กล่าวถึงองค์ประกอบต่างๆ ในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยแบ่งออกเป็นหัวข้อๆ แต่ละหัวข้อจะกล่าวถึงแนวคิดของนักทฤษฎีประชาธิปไตยและธรรมเนียมปฏิบัติทั่วๆ ไปในสังคมเสรีซึ่งกำลังเจริญเติบโตภายใต้การปกครองแบบประชาธิปไตย

ท่านสามารถส่งคำถามหรือข้อคิดเห็นใดๆ เกี่ยวกับประชาธิปไตยมาได้ที่ iiptcp@state.gov

ประชาธิปไตยคืออะไร
(What is Democracy?)

ประชาธิปไตยมาจากภาษากรีก คำว่า “Demos” แปลว่าประชาชน ในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนมีอำนาจเหนือฝ่ายนิติบัญญัติและรัฐบาลแม้ว่าระบอบประชาธิปไตยทั่วโลกจะมีความแตกต่างกันไปไม่มากก็น้อย หากแต่ระบอบประชาธิปไตยก็มีหลักการและหลักปฏิบัติที่แตกต่างจากการปกครองในรูปแบบอื่นๆ อย่างชัดเจน

  • ระบอบประชาธิปไตยเป็นรูปแบบการปกครองที่ประชาชนทุกคนเป็นผู้ใช้อำนาจและมีหน้าที่ที่ตนต้องรับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นโดยตรง หรือโดยผ่านตัวแทนที่ได้รับเลือกจากประชาชนอย่างเสรี
  • ระบอบประชาธิปไตยประกอบไปด้วยหลักการและหลักปฏิบัติที่คุ้มครองเสรีภาพของมนุษย์ กล่าวได้ว่าระบอบประชาธิปไตยเป็นระบบที่ทำให้เสรีภาพกลายเป็นสถาบัน
  • ระบอบประชาธิปไตยถือเสียงของคนส่วนใหญ่เป็นเกณฑ์ควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิของคนส่วนน้อย ประเทศประชาธิปไตยทุกประเทศเคารพเจตนารมณ์ของคนส่วนใหญ่ ในขณะเดียวกันก็ให้ความคุ้มครองสิทธิพื้นฐานของแต่ละบุคคลและคนส่วนน้อยด้วย
  • ระบอบประชาธิปไตยคอยระวังไม่ให้รัฐบาลกลางมีอำนาจมากเกินไป และกระจายอำนาจลงสู่ระดับภูมิภาคและระดับท้องถิ่น ด้วยความเชื่อที่ว่าประชาชนต้องสามารถเข้าถึงรัฐบาลท้องถิ่นได้ง่ายและตอบสนองประชาชนให้มากที่สุดที่จะเป็นไปได้
  • ในระบอบประชาธิปไตย หนึ่งในหน้าที่หลักคือการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนพื้นฐาน เช่นเสรีภาพในการพูด และการนับถือศาสนา สิทธิในการได้รับความคุ้มครองอย่างเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย นอกจากนี้ยังครอบคลุมถึงการคุ้มครองโอกาสของประชาชนในการจัดตั้งองค์กรและเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง เศรษฐกิจและวัฒนธรรมของสังคมอย่างเต็มที่ด้วย
  • ในระบอบประชาธิปไตย มีการจัดการเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรมสำหรับประชาชนทุกคน อนึ่งระบอบประชาธิปไตยต้องไม่เป็นเพียงโฉมหน้าของเผด็จการ หรือมีพรรคใดพรรคหนึ่งที่อยู่เบื้องหลัง แต่ต้องเป็นการแข่งขันกันอย่างแท้จริงโดยได้รับการสนับสนุนจากประชาชน
  • ในระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลต้องอยู่ภายใต้หลักนิติธรรม และต้องสร้างหลักประกันว่าประชาชนทุกคนจะได้รับการคุ้มครองอย่างเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย และสิทธิของประชาชนจะได้รับการคุ้มครองด้วยระบบกฎหมาย
  • ระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบที่มีความหลากหลาย สะท้อนให้เห็นมิติด้านการเมืองสังคมและวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ อนึ่งระบอบประชาธิปไตยเป็นระบบที่ตั้งอยู่บนหลักการ ไม่ใช่ธรรมเนียมปฏิบัติที่เหมือนกัน
  • ประชาชนในระบอบประชาธิปไตยไม่เพียงจะมีสิทธิเท่านั้น หากยังมีหน้าที่ในการเข้ามามีส่วนร่วมในระบบการเมือง ซึ่งจะให้ความคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของพวกเขา
  • สังคมในระบอบประชาธิปไตยเป็นสังคมที่ยอมรับในความแตกต่าง การร่วมมือและการประนีประนอม

    ในระบอบประชาธิปไตยนั้น การจะได้มาซึ่งฉันทามติต้องอาศัยการประนีประนอม และบางครั้งก็ไม่ได้มาเสมอไป จากคำพูดของมหาตมะ คานธีที่ว่า

  • “การขาดความอดกลั้นคือรูปแบบหนึ่งของความรุนแรง และเป็นอุปสรรคของการเจริญเติบโตของจิตวิญญาณประชาธิปไตย”

    ยังมีต่อ….

    อดีตนายกฯทักษิณออกแถลงการณ์ย้ำความบริสุทธิ์ไม่เกี่ยวคดีทนายติดสินบน

    จากกรณีวานนี้ (25 มิ.ย.) ศาลฎีกามีคำสั่งให้จำคุกนายพิชิฏ ชื่นบาน อายุ 48 ปี น.ส.ศุภศรี ศรีสวัสดิ์ อายุ 43 ปี และนายธนา ตันศิริ อายุ 46 ปี คณะทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา ที่นำเงินจำนวน 2 ล้านบาท ใส่ถุงขนมไปมอบให้เจ้าหน้าที่ธุรการ ซี 7 เป็นเวลา 6 เดือน

     

    ล่าสุด บ่ายวันนี้ (26 มิ.ย.) พ.ต.ท.ทักษิณ ได้มอบมายให้ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว นำแถลงการณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมาแถลงกับสื่อมวลชน มีเนื้อหาสรุปว่า 

    พ.ต.ท.ทักษิณ เคารพในดุลพินิจของศาล และขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่ทนายความ เสมียนทนาย และผู้ประสานงานถูกกล่าวหา การที่ พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางกลับประเทศไทย เพื่อต้องการต่อสู้คดีจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาพิเษกอย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมา เพราะมั่นใจในความบริสุทธิ์ของตัวเอง พร้อมต่อสู้ภายใต้กลไกกระบวนการยุติธรรมของศาล ดังนั้น การกระทำที่มีการกล่าวหา จึงไม่เป็นประโยชน์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ อีกทั้ง เจ้าหน้าที่ธุรการของศาลก็ไม่มีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดี จึงไม่มีเหตุต้องนำเงินไปมอบให้ “

    อ่านต่อ…

    ‘สู้ครั้งสุดท้าย?’ เขาพระวิหาร ประวัติศาสตร์จักจารึกนามท่านว่า…

    โดย ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข

    การไล่รัฐบาลของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยรอบใหม่กว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมา นับได้ว่ามาถึงจุดที่เลอะเทอะและสะท้อนการอับจนปัญญาของกลุ่มพันธมิตรฯอย่างถึงที่สุด โดยเฉพาะการเอาเรื่องเขาพระวิหารมาเล่น อันเป็นประเด็นเกี่ยวกับเขตแดนหรือ ‘ชาติ’ โดยตรง

    เรื่องเขาพระวิหาร เด็กรุ่นใหม่ๆ ต่างรับรู้เป็นอย่างดีว่า “ปราสาทเป็นของกัมพูชา ทางขึ้นเป็นของไทย” และรู้กระทั่งว่า ไทยเสียเขาพระวิหารอันเนื่องมาจากการพิพาท และการยอมยุติข้อพิพาทด้วยเวทีศาลโลก ด้วยหลักฐาน การอ้างอิง และการชั่งตวงวัดน้ำหนักต่างๆ ซึ่งหมายความว่า โลกทั้งใบนี้รับรู้ข้อยุติตามนั้น

    เอาเป็นว่า เขาพระวิหารเป็นของกัมพูชานั้นเป็น ‘ข้อเท็จจริงอันเป็นที่ยุติ’ ที่ยากจะเถียง ส่วนพื้นที่ทับซ้อน ก็คือพื้นที่ทับซ้อน ซึ่งหมายความว่า จะต้องเจรจาตกลงกันต่อไประหว่างไทยกับกัมพูชา

    จริงเรื่องเขตแดนนั้น ต้องถือว่า กองทัพไทยเป็นเจ้าของประเด็นนี้โดยตรง การขอขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกนั้น พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ก็ออกมานั่งแถลงเองว่า เป็นแต่เพื่ยงเฉพาะตัวปราสาท (ตัวปราสาทซึ่งเราเองก็รับแล้วว่าเป็นของเขา คนไทยส่วนใหญ่ก็รับรู้เรื่องนี้) ไม่เกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อน

    แล้วกลุ่มพันธมิตรฯกำลังเล่นอะไรกันอยู่ ต่อให้ใช้ประเด็นนี้ไล่รัฐบาลได้สำเร็จ เราก็หนี ‘ข้อเท็จจริง’ ไปไม่ได้ ประเด็นนี้จึงเป็นประเด็นเพื่อปลุกกระแสและอารมณ์คลั่งชาติอย่างไร้เหตุผลที่สุด สะเทือนความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างที่สุด เพราะจินตนาการไปทางไหนก็ไม่มีทางได้เขาพระวิหารมาเป็นของไทยได้
    อ่านต่อ…

    สำนักข่าวรอยเตอร์พาผู้อ่านมารู้จักกับ “ผู้เล่นคนสำคัญ” ในเกมการเมืองไทยที่กำลังชิงไหวชิงพริบกันอยู่ในตอนนี้ว่ามีใครบ้าง

    เป็นที่น่าสังเกตุว่า “ผู้เล่นคนสำคัญ” ในเกมนี้กลับไม่ชื่อ “ป๋าเปรม” และ “ทหารระดับนายพล” ติดทำเนียบในครั้งนี้เลยแต่หากเรามองการเมืองไทยที่มี “อำนาจนอกระบบ” อยู่เหนือ “อำนาจการเมืองในระบบรัฐสภา” แล้วเราก็จะเห็นได้ชัดเจนว่า “ป๋าเปรม” และ “นายพลคนสำคัญ” ก็เป็นเพียง ” มือไม้ ” ของ “ผู้นำทางจิตวิญญาณของฝ่ายอมาตยาธิปไตย” เท่านั่นเอง 

    ดังนั้นแม้การเมืองไทย “ขาดป๋าลงมาเล่นด้วย”  รัฐประหารก็ยังไม่หมดไปจากประเทศไทยในทันทีทันใด ถนนแห่งการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่มีอำนาจเป็นของปวงชนยังคงทอดยาวอีกไกล 

    ตราบใดที่วัฒนธรรมการเมืองไทยยังไม่สามารถก้าวข้ามพ้นจากวัฒนธรรมแบบไพร่ฟ้าได้ ….

    ตราบใดที่คนไทยยังมองว่า “ประชาธิปไตยเป็นเรื่องของปากท้อง” เป็นสำคัญไม่ใช่เป็นเรื่องของ “สิทธิเสรีภาพ” ซึ่งเป็นฐานรากของระบอบประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

    Fri Jun 20, 2008 3:10am EDT

    June 20 (Reuters) - The following are pen portraits of the key players in Thailand’s long-running political crisis nearly two years after a bloodless 2006 coup.

    SAMAK SUNDARAVEJ

    - A combative right-wing politician and celebrity chef, Thailand’s prime minister leads a six-party coalition government struggling to cope with street protests, stuttering economic growth and soaring inflation.

    Samak, 73, has made enemies in the military and royalist establishment since he campaigned in December elections as a frontman for ousted Prime Minister Thaksin Shinawatra.
    อ่านต่อ…

    Posted by: Jess | มิถุนายน 19, 2008

    Quote of the day: 19-06-08

    “ There is a myth that though we love freedom, other don’t; that our attachment to freedom is a product of culture; that freedom, democracy,human right, the rule of law are American values, or Western values…’Ours are not Western values, they are universal values of the human spirit. And anywhere, anytime ordinary people are given the chance to choose, the choice is the same: freedom, not tyranny; democracy, not dictatorship; the rule of law, not the rule of secret police ” — Tony Blair, Former British Prime Minister

    “ มีมายาคติอันหนึ่งที่มักกล่าวกันว่า แม้เรารักเสรีภาพแต่ชนชาติอื่นไม่ได้บูชาเสรีภาพเหมือนอย่างเรา ความหวงแหนและยึดมั่นในเสรีภาพของเราเป็นเพียงผลผลิตทางวัฒนธรรม  เรื่องเสรีภาพ ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน หลักนิติรัฐ เหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องของ “ค่านิยมอเมริกัน” หรือ “ค่านิยมของพวกตะวันตก” ทั้งสิ้น …. เปล่าเลย ความหวงแหนในเสรีภาพ ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน หลักนิติรัฐของเราหาใช่ “ค่านิยมตะวันตก” แต่มันคือ “ค่านิยมสากลแห่งจิตวิญญาณของมวลมนุษยชาติ “ และไม่ว่า ณ ที่แห่งหนใด ไม่ว่าเวลาใดคนธรรมดาสามัญก็มีสิทธิและโอกาสที่จะเลือกและถวิลหาในสิ่งเหล่านี้   ตัวเลือกของพวกเขาก็ไม่แตกต่างจากเราเลยนั่นคือ ถวิลหาเสรีภาพหาใช่การปกครองแบบกดขี่ …ประชาธิปไตยหาใช่เผด็จการทรราชย์ …ความเป็นนิติรัฐหาใช่กฏเหล็กของเครือข่ายตำรวจลับ “– โทนี่ แบลร์, อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ 

    คัดลอกจากหนังสือThe Case For Democracy: The Power of Freedom to Overcome Tyranny and Terror ประพันธ์โดยนาธาน ชารานสกี้(Natan Sharansky)

    สัมภาษณ์และถอดความโดย คุณต้นกล้าประชาธิปไตย
    จากเว็บ Thaicenternews

    ท่านสามารถรับชมและฟังสารจากคุณจักรภพ เพ็ญแขถึงประชาชนที่รักประชาธิปไตยทุกคนได้ที่วีดีโอคลิปข้างล่างนี้

    สวัสดีครับ

    ไม่ได้เห็นหน้ากันนาน คิดถึงนะครับ ตอนช่วงที่ที่อยู่สนามหลวงกันเราก็เต็มที่ เพราะตอนนั้นเรามีเป้าหมายชัดว่า เราสู้กับเผด็จการ คมช. และกับรัฐบาลที่ คมช.ตั้งขึ้นมา มาตอนนี้เนี่ย หลายคนเกิดความรู้สึกว่า เอ๊ะเราจะสู้กับอะไร รัฐบาลก็มาจากการเลือกตั้ง แต่ผมเองอยากจะเรียนพี่น้องอย่างนี้ครับว่า สำหรับคนที่ต่อสู้กันมาเนี่ย ขอให้ทราบเถิดว่า ประชาธิปไตย นาน กว่าจะเข้าที่ ถึงแม้เราจะได้โอกาสเป็นรัฐบาล แต่คำถามก็คือเราได้อำนาจในการบริหารประเทศ เพื่อจะให้ผลการบริหารไปถึงประชาชนเนี่ยจริงหรือเปล่า

    ตอนนี้เค้าก็สาดใส่กันใหญ่ บอกว่ารัฐบาลไม่มีน้ำยา ไม่มีผลงาน แต่เค้าไม่ถามว่า ที่ผ่านมา 4 เดือนรัฐบาลได้รับอนุญาตให้บริหารประเทศหรือเปล่า ถูกตีทุกวัน ผมเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ถูกตี แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับผมเนี่ย พี่น้องอย่าได้ต้องเป็นห่วงเลยครับ ผมเองรับได้สบายมาก เพราะผมรู้ดีว่าบ้านเมืองเนี่ย มันมี อุปสรรคขัดขวางอยู่เยอะ คนที่อยากจะต่อสู้เพื่อความเป็นประชาธิปไตย เพื่อความก้าวหน้าของบ้านเมืองเนี่ย ไม่ได้มีเฉพาะผมคนเดียว แต่เผอิญผมไปขวางวิถีกระสุน เค้าต้องเอาผมออก ด้วยวิธีการอย่างที่เห็นกันอยู่แล้ว ในเรื่องนั้นเรื่องนี้ ก็กล่าวหากันใหญ่ จุดสำคัญก็คือ เราต้องรู้ว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมันต้องใช้เวลา ให้คนในประเทศเกิดความรู้สึกว่า เอ๊ะนี่ประเทศที่ ที่เราอยู่เนี่ย เราเสียภาษีไป เราเสียค่าธรรมเนียมต่างๆ ไป มันย้อนกลับมาสู่เราได้อย่างไร นี่คือสิ่งที่เราต้องต่อสู้เพื่อสิทธิของเราต่อไป
    อ่านต่อ…

    จำได้ว่าเมื่อตอนที่คุณจักรภพแถลงข่าวลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีเสร็จเรียบร้อย มีผู้สื่อข่าวตั้งคำถามกับคุณจักรภพว่า

    ผู้สื่อข่าว: “นปก.เคยเปรียบว่าถ้านายจักรภพลาออกไปจะเป็นการเสียแขน และต่อไปอาจถึงขั้นเสียหัว แต่วันนี้ทำไมเหตุการณ์ถึงเปลี่ยนแปลงไป”

    คุณจักรภพได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวคนนั้นว่า “สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ในอนาคตจะกลับมาเล่าให้ฟังว่า 3 วันที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นบ้าง”

    มาในวันนี้หากผู้เขียนมีเซ้นส์ที่ถูกต้องกับเกมแห่งอำนาจในครั้งนี้ ผู้เขียนคิดว่าพารากราฟสุดท้ายของบทความ “คดีไทย” ที่เขียนโดยคุณ “กาหลิบ” ที่ความตอนสุดท้ายระบุว่า

    ….พอคนที่เป็นปฏิปักษ์และกรำศึกกันมานานปีเขาเกิดจะ “เกี๊ยะเซียะ” กันขึ้นมา ก็ต้องมีการเซ่นสังเวยกันบ้าง แล้วเครื่องสังเวยใดจะเหมาะไปกว่าคนที่ดันมีอุดมการณ์และหลักการ ซึ่งเป็นคนพันธุ์ประหลาดที่ผิดแผกไปจากทั้งสองฝ่ายเล่า?….

    คือความกระจ่างชัดของคำตอบที่คุณจักรภพสัญญาว่าในอนาคตจะกลับมาเล่าให้ฟังว่า 3 วันที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นบ้าง

    บทความ “คดีไทย” ชิ้นนี้นอกจากจะเป็นคำตอบกับ “ภาพทักษิณไหว้เปรม” ในงานศพของแม่พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดาที่นำมาซึ่งการลาออกของคุณ จักรภพ เพ็ญแข ผู้ไม่ละทิ้งอุดมการณ์ประชาธิปไตยเพราะ “นายใหญ่” ท่านเอาตัวรอดยอมก้มหัวให้กับ “ผู้มีบารมีคนนั้น” ไปแล้วยังมีความหมายที่สำคัญในทางประชาธิปไตยว่ามันคือความล้มเหลวของฝ่ายประชาธิปไตยแท้ เพราะมันคือการยอมจำนนต่อ “อำนาจนอกระบบ” นั่นเอง เป็นการบ่งบอกว่า หากต้องการให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอยู่รอดและปลอดจากการรัฐประหารแล้วกระบวนการประชาธิปไตยไม่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตนเองต้อง “พึ่งพา” อำนาจนอกรัฐสภา อยู่ร่ำไป
    อ่านต่อ…

    โดย กาหลิบ

    นสพ. โลกวันนี้

    วันนี้ในเวลา ๐๙.๐๐ น. มีข่าวว่าคุณจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปรับฟังข้อกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่กองปราบปรามฯ ซึ่งถือเป็นขั้นแรกของการดำเนินคดีหลังจากที่ถูกกล่าวหาและลาออกจากตำแหน่งมาแล้ว

    ข่าวในเรื่องนี้ประโคมกันไปทั่วโลก เพราะนอกจากรัฐมนตรีจะเป็นผู้ถูกกล่าวหาแล้ว ผู้สื่อข่าวต่างประเทศระดับอาวุโสของ BBC คือโจนาธาน เฮด ที่ทำหน้าที่ดำเนินรายการในวันนั้น ก็ถูกกล่าวหาเสียหลายคดีด้วย

    สรุปใจความว่ารัฐมนตรีคนหนึ่งกับนักข่าวฝรั่งอีกคนหนึ่ง ถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรม “หมิ่น” องค์พระมหากษัตริย์ไทยโดยตรง
    ถูกกล่าวหาในเมืองที่ว่ากันว่าจริงจังกันอยู่เพียงเรื่องเดียวคือ เรื่องของสถาบันฯ เรื่องอื่นๆถือเป็นเรื่องเด็กเล่น หรือ child’s play ทั้งนั้น ไม่ต้องมีหลักการอะไรติดตัวมาจากบ้านเลย แม้แต่หลักนิติธรรมและคุณธรรม หรือหลักการประชาธิปไตย

    เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องขนาดคอขาดบาดตายในประเทศนี้

    ปัญหาคือเป็นเรื่องคอขาดบาดตายของใคร…คุณจักรภพ คุณโจนาธาน หรือมือและเท้าที่มองไม่เห็นของผู้หนึ่งผู้ใด
    อ่านต่อ…

    Posted by: Jess | มิถุนายน 11, 2008

    ศึกระหว่างภาค

    โดย กาหลิบ
    นสพ. โลกวันนี้

    ขณะนี้การแย่งตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่คุณจักรภพ เพ็ญแข ลาออกเอาไว้มีทีท่าจะชุลมุนไม่น้อย ข่าวออกมาเป็นระลอกว่าเกิดการทุ่มเถียงกันอุตลุดว่าควรจะเป็นโควตาของภาคเหนือหรือภาคอีสานกันแน่เล่นเอาพรรคพลังประชาชนออกจะสะเทือนอยู่

    ความจริงการแย่งตำแหน่งในทางการเมืองไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใด นักการเมืองแสวงหาอำนาจรัฐอยู่แล้วเป็นปรกติ จึงไม่ควรมีหน้าไหนดัดจริตออกมาแสดงคุณธรรมอันสูงส่ง เช่นว่า “จงอย่าแก่งแย่งกันเลย เห็นแก่ประเทศชาติเถิด” เหมือนตัวเองอยู่สูงกว่าเกมอำนาจเหล่านี้ ทั้งที่ความจริงแล้วมัวเมากว่าใครเขาทั้งหมดในประเทศนี้

    แต่เกมล่าสุดนี้เป็นที่น่าจับตามองว่าจะทำให้เกิดผลสุดท้ายอย่างไรกับพรรคพลังประชาชน อันเป็นพรรคที่มีจุดยืนชัดเจนที่สุดในการต่อสู้กับเผด็จการเชื้อชั่วไม่ยอมตาย ชนิดหวังกับพรรคอื่นไม่ได้เลยเงื่อนไขที่ทำให้น่าสนใจมี ๓ ประการคือ
    อ่านต่อ…

    « Newer Posts - Older Posts »

    หมวดหมู่