ได้อ่านบทความ “ภารกิจของผู้ลี้ภัย” ที่เขียนโดย “กาหลิบ” แห่งนสพ. โลกวันนี้ นับว่าเป็นบทความที่พูดได้ตรงจุดตรงประเด็นดีทีเดียวซึ่งหาได้ยากยิ่งในยุคที่ใครๆในฝ่ายต่อต้านอมาตยาธิปไตยก็ต้องละไว้เพื่อถนอมตัวเองหรือเพื่อรักษาตัวรอดเป็นยอดดี ขอเบี่ยงเบนเป้าหมายไปตีเรื่องยิบย่อยแทนดีกว่าเช่นเรื่อง “ตุลาการณ์ภิวัฒน์” อะไรเทือกนี้เป็นต้นซึ่งการ “ตี” เรื่องตุลาการณ์ภิวัฒน์นี้ผู้เขียนคิดว่าคงจะร้อนแรงเป็น “ไฟไหม้ฟาง” ไประยะหนึ่งเดี๋ยวเดียวแล้วก็ดับไม่ลูกลามอยู่นานและไม่ได้ก่อผลสะเทือนในระยะยาวจนถึงกับจะทำให้ฝ่ายประชาธิปไตยพลิกกลับมาเอาชนะฝ่ายอำมาตย์ได้เพราะ “ตุลาการณ์ภิวัฒน์” ไม่ใช่ “รากเหง้าแห่งการเกิดรัฐประหาร” แต่เป็นผลพวงที่เกิดจาก “รัฐประหาร”
การตีเรื่องตุลาการณ์ภิวัฒน์จึงเป็นการตีที่ปลายเหตุไม่ใช่ต้นเหตุเพราะ “อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ” ทั้งหลายต้องแทรกแซงการเมืองในระบบโดยยืมมือ “กฎหมาย” นั่นเอง การที่เนื้อหารัฐธรรมนูญฉบับ 50 สนับสนุนตุลาการณ์ภิวัฒน์นั้นได้ให้อำนาจกับกลุ่มคนที่มีอำนาจอยู่เบื้องหลังและยังเป็นอำนาจที่ลอยอยู่เหนือความรับผิดชอบต่อสังคมทำให้มีอาญาสิทธิอยู่เหนือการเลือกตั้งและข้าราชการซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับ50ก็เป็น “ดอกผลของต้นไม้มีพิษ” ซึ่งก็มาจาก “รัฐประหาร” นั่นเอง
วงจรแห่งอำนาจมันก็วนเวียนอยู่อย่างนี้อยู่ที่ว่านักการเมืองที่เราเลือกมากับมือให้ปกป้องสิทธิของประชาชนมีความกล้าหาญพอที่จะต่อกรกับ “ผู้มีบารมีนอกระบบ” หรือเปล่า? หรือเลือกที่แต่จะ “ถอยสุดซอย” ซึ่งก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าแพ้ทางเขาอย่างสิ้นเชิง
หรือหากศาลท่านเกิดมีแนวความคิดอย่างที่โจนาธาน เฮดวิเคราะห์ไว้ในตอนท้ายของบทความ Thaksin family’s gamble fails to pay ว่า
“ในประเทศไทย แม้กระทั่งนักการเมืองที่มั่งคั่งและได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างท่วมท้นอย่างคุณทักษิณ ชินวัตรก็ยังไม่อาจเทียบได้กับอำนาจที่กษัตริย์มีอยู่ หากว่าในตอนนี้การที่ศาลแสดงความมุ่งมั่นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในการจัดการกับทักษิณให้ลุล่วง นั่นอาจเป็นเพราะศาลเชื่อว่าพวกเขาได้รับการสนับสนุนจากกษัตริย์นั่นเอง”
ซึ่งการวิเคราะห์ของนักคอลัมนิสต์บีบีซีคนนี้อาจเป็นความจริงหรือไม่จริงก็ได้แต่หากเป็นจริงตามที่โจนาธานตั้งข้อสังเกตุไว้ แล้วนักการเมืองที่เป็นตัวแทนของประชาชนจะใช้สภาฯอันทรงเกียรติแก้ปมปัญหานี้อย่างไร? เมื่อหลักกฎหมายเป็นเครื่องมือของฝ่ายตุลาการ แต่ กฎหมายมาจากรัฐสภาและรัฐสภาก็มาจากประชาชน สุดท้ายก็มาจบที่ สส.ในสภาฯซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน หากยังจำกันได้กรณีเทปลับที่เผยถึงเสียงสนทนาระหว่างข้าราชการ ซี 11 ทำเนียบและข้าราชการระดับสูงในศาลฎีกา ที่เกี่ยวข้องกับการที่ให้ตุลาการต้องเข้ามาดำเนินการกับ กกต.ชุดเก่านั้นก็มีการอ้างถึงพระราชดำรัสของกษัตริย์เช่นกัน
หรือการที่รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมและโฆษกสำนักงานศาลยุติธรรมอ้างถึงพระราชดำรัสของในหลวงซึ่งพระราชทานแก่คณะตุลาการศาลปกครอง เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 ความว่า
“หน้าที่ของท่านกว้างขวางมาก ท่านอาจจะนึกว่าหน้าที่ของผู้ที่เป็นศาลปกครอง มีขอบข่ายไม่กว้างขวาง ที่จริงกว้างขวางมาก การเลือกตั้งที่ได้คะแนนไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ และเลือกตั้งคนเดียว เป็นการเลือกตั้งไม่สมบูรณ์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับตุลาการศาลปกครอง เพราะเมื่อการปกครองแบบประชาธิปไตยดำเนินการไม่ได้ คำปฏิญาณของตุลาการศาลปกครองก็เป็นหมัน และถ้าทำงานไม่ได้ตุลาการศาลปกครองจึงอาจต้องลาออก เพราะไม่ได้แก้ไขปัญหา”
มาอธิบายถึงความชอบธรรมของ “ตุลาการภิวัฒณ์” โดยสรุปว่า “จากพระราชดำรัสพระองค์ทรงเล็งเห็นว่า อำนาจหน้าที่ ของศาลนั้นกว้างขวางมาก และเป็นอำนาจที่สามารถก่อให้เกิดความยุติธรรมได้ ดังนั้นศาลจึงควรใช้อำนาจที่ตนมีอยู่ให้บรรลุถึงประสิทธิผลสูงสุด ซึ่งตนพึงกระทำได้ เพื่อนำความยุติธรรมมาสู่สังคม”
ด้วยเหตุนี้หากศาลยึดการตีความพระราชดำรัสมากกว่าหลักนิติรัฐแล้วการสอบสวนดำเนินคดีตามหลักนิติธรรมสากล จะดำรงอยู่ได้อย่างไร? ในส่วนตรงนี้ประชาชนมีสิทธิที่จะสงสัยได้เพราะกรณีเทปลับเป็นตัวอย่างมาแล้ว
บทความ “ภารกิจของผู้ลี้ภัย” โดยกาหลิบชิ้นนี้จึงกล่าวได้ว่าเป็นบทความที่หาอ่านยากชิ้นหนึ่งในยุคที่วัฒนธรรมการเมืองแบบไพร่ฟ้ายังมีสัดส่วนมากที่สุดในสังคมไทย และเขียนได้ตรงประเด็นถึงแก่นของปัญหาเรียกว่าอย่าไปมัวเดินอ้อมเขาวงกตอยู่เลย เพราะการเดินอ้อมเขาวงกตโดย “เลี่ยงหรือไม่กล้า” ที่จะ “ตีตรงๆ” นั้นนอกจากจะช่วยยืดเวลาให้ฝ่ายเผด็จการและผู้สนับสนุนสร้างฐานกำลังที่แข็งแกร่งขึ้นทุกวันแล้วยังลดทอนขวัญ กำลังใจฝ่ายประชาธิปไตยเองอีกด้วย เพราะผู้สนับสนุนประชาธิปไตย สนับสนุนอดีตนายกทักษิณและพรรคพลังประชาชนชักจะเกิดอาการท้อแท้ว่าทำไมสู้ไปก็ไม่เห็นชนะ มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้วก็ยังต้องยอม “ถอยสุดซอย” ให้กับฝ่ายอำมาตย์อีก ซึ่งจะไม่ส่งผลดีต่อฐานเสียงของพรรคพลังประชาชนอย่างแน่นอนเพราะมีประชาชนจำนวนไม่น้อยเหมือนกันที่เบื่อหน่ายกับการที่ต้องมองผู้แทนฯที่ตนเลือกมากับมือ “ยอม” เดินตามเกมส์ของฝ่ายอำมาตย์อย่างไม่สมศักดิ์ศรีนั่นเพราะพวกเขาฝากความหวังไว้กับนักการเมืองที่พวกเขาเลือกเข้ามาให้ต่อสู้กับอมาตยาธิปไตย ยกประชาชนเป็นใหญ่ ไม่ใช่คอยประณีประนอมยอมความกับฝ่ายอำมาตย์
การทำให้ประชาชนเบื่อหน่ายการเมืองของพวกพันธมิตรและฝ่ายอำมาตย์นี่แหละที่จะทำให้ฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยอ่อนกำลังลงลง
หากนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไม่สามารถมองเห็นถึง “รากเหง้าแห่งการเกิดปฎิวัติรัฐประหาร” ได้แล้ว การต่อสู้กับอมาตยาธิปไตยจะสัมฤทธิผลคงจะยากและใช้เวลานานอย่างที่ไม่ควรจะเป็น นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยต้องเร่ง “ตีแผ่” รากเหง้าแห่งการเกิดปฎิวัติรัฐประหารได้แล้วและต้องรีบลงมือทำด้วย
การต่อสู้กับเผด็จการมันก็เหมือนกับการรักษาโรคนั่นแหละ คือต้องวินิจฉัยโรคให้ถูกด้วยว่าสาเหตุของโรคมันเกิดจากอะไร หากเราวินิจฉัยปัจจัยแห่งการเกิดโรคได้แล้วย่อมนำมาซึ่งวิธีการรักษาที่ถูกต้อง
จริงๆบทความแบบนี้น่าจะออกมาตั้งแต่หลัง 19 กันยาฯแล้วเพราะ “ฟางเส้นสุดท้าย” มันไม่ใช่เรื่องของการแก้รัฐธรรมนูญ เรื่องเศรษฐกิจ หรือ เรื่องอดีตนายกฯทักษิณลี้ภัย(เพราะท่านเคยลี้ภัยการเมืองมาแล้วหลังรัฐประหาร 19 กันยาฯแต่ไม่ได้ทำเรื่องขอลี้ภัยอย่างเป็นทางการเท่านั้นเองและนี่คือสิ่งที่ผิดพลาดต่อจากการไม่ยอมตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นตั้งแต่แรก) แต่มันคือ เรื่องการล้มระบอบประชาธิปไตย ล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ต่างหาก หากว่า “ความหวงแหนในสิทธิ เสรีภาพและประชาธิปไตยของคนไทยซึมลึกมากกว่านี้” คมช.ไม่มีทางอยู่ครบหนึ่งปีจนร่างรัฐธรรมนูญฉบับลดทอนอำนาจประชาชนเสร็จแน่นอน พวกเขาต้องรีบคายอำนาจให้ประชาชนแล้วเพราะทนแรงกดดันจากประชาชนไม่ไหว
จากเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยาฯ มาจนถึงปัจจุบันที่มีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งโดยส่วนตัวแล้วคิดว่าอดีตนายกฯทักษิณท่านเป็น “ผู้นำของไทย” ที่มีความอดทนสูงมากที่สุดคนหนึ่งเลยทีเดียว มากกว่ามาตรฐานที่คนธรรมดาจะรับมือได้ หากมอง “ความอดทน” ตรงนี้ว่าเป็นความ “อ่อนแอ ไม่สู้” ของท่านก็คงไม่ผิดเช่นกันเพราะท่านยืนนิ่งยอมให้เขาตีและหวดท่านอยู่ฝ่ายเดียว ท่านสามารถอดทนยอมให้กับฝ่ายที่ต้องการทำลายล้างท่านได้ทำลายชื่อเสียงวงค์ตระกูลของท่านมาอย่างต่อเนื่องและที่สำคัญรังแก “ภริยาที่ท่านรัก” ได้ด้วยนั้น นับว่าความอดทนของท่านเป็นเลิศทีเดียว เพราะด้วยศรัทธาที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศมีต่อตัวท่านอย่างมากมายนั้น เพียงแค่อดีตนายกฯทักษิณบอกให้ ประชาชนและฝ่ายสนับสนุน ลุกขึ้นสู้โดย “ไม่ต้องเกรงใจใคร” เท่านั้นแหละ รับรองว่า ฝ่ายอำมาตย์นั้นพ่ายแพ้อย่างหมดรูปไปนานแล้ว แพ้ตั้งแต่ 19 กันยาฯ 2549 แล้วเพราะประชาชนที่สนับสนุนเขายกให้อดีตนายกฯทักษิณได้กลายเป็นสัญญลักษณ์ตัวแทนฝ่ายประชาธิปไตยไปแล้ว ไม่ว่าอดีตนายกฯทักษิณจะรับตำแหน่งนี้หรือไม่ก็ตาม
เมื่อ “ผู้นำ” หรือ “สัญญลักษณ์ฝ่ายประชาธิปไตย” พร้อมชักธงรบแล้วมีหรือที่กองทัพฝ่ายประชาธิปไตยจะอยู่นิ่งเฉย เพราะ “สารพร้อมรบจากผู้นำ” มันคือขวัญและกำลังใจของฝ่ายประชาธิปไตยในการเดินทัพ ตรงนี้จะเห็นได้ว่าอดีตนายกฯทักษิณสามารถสร้างความฮึกเหิมให้กับฝ่ายประชาธิปไตยได้และสามารถตีฝ่ายอำมาตย์ให้ราบเป็นนาบกลองได้เพราะการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยให้สำเร็จได้นั้นมันต้องมี “ผู้นำที่มีบารมี” เป็นผู้นำแห่งจิตวิญญาณประชาธิปไตยนำทัพค่ะ การต่อสู้แบบไม่มีผู้นำนั้นยากที่จะสำเร็จและจะเป็นไปแบบสะเปะสะปะไม่มีตัวชูโรง แต่อดีตนายกฯทักษิณท่านไม่ทำเท่านั้นเอง โดยเลือกที่จะสมานฉันท์กับฝ่ายอำมาตย์แทนจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งมาถึงตรงนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นประจักษ์ชัดแล้วว่าความพยายามของท่านที่ต้องสร้างความปรองดองกับฝ่ายอำมาตย์เป็นไปอย่าง “สูญเปล่า”
แม้จะมีการตีความ “จดหมายแถลงการณ์ลี้ภัย” ไปในแง่มุมต่างๆจากนักวิเคราะห์การเมืองฝ่ายประชาธิปไตยว่าจดหมายฉบับล่าสุดของอดีตนายกฯทักษิณคือ “สารประกาศว่าท่านพร้อมจะสู้” แล้ว แต่ผู้เขียนเองไม่คิดว่าอดีตนายกฯทักษิณท่านจะเลือกต่อสู้กับฝ่ายอำมาตย์แต่อย่างใดเพราะหากเราติดตามบทสัมภาษณ์ของท่านทักษิณตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่เกิดรัฐประหาร 19 กันยาฯ 2549 จะจับความรู้สึกของท่านได้ชัดเจนว่า “ท่านหมดความทะยานอยากทางด้านการเมืองไปนานแล้ว” ท่านต้องการอยู่กับครอบครัวอย่างสงบในบั้นปลายชีวิตเท่านั้นเอง คนเราเมื่อหมดแรงบันดาลใจด้านการเมืองย่อมไม่ใฝ่หาในชัยชนะใดๆทั้งสิ้น
ดังนั้นเมื่อต้องการอยู่อย่างคนธรรมดาสิ่งที่ท่านทักษิณกำลังทำอยู่ตอนนี้ก็คือ ต่อสู้เพื่อปกป้องเกียรติยศชื่อเสียงรวมไปถึงความปลอดภัยในชีวิตของท่านและครอบครัว ซึ่งไม่ใช่การต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยอย่างที่ฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยเฝ้ารอคอยอยู่
เป็นความโชคดีของฝ่ายอำมาตย์ที่ท่านทักษิณไม่ใช่นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในแบบฉบับสากล แต่ต้องถือว่าเป็นความโชคร้ายของฝ่ายประชาธิปไตยที่ขาด “ผู้นำที่มีบารมี” เป็นแม่ทัพ
เราอาจบอกว่าการเรียกร้องประชาธิปไตยไม่จำเป็นต้องมีผู้นำก็ได้ ชาวบ้านธรรมดาที่รักประชาธิปไตยสามารถเป็นผู้นำเรียกร้องประชาธิปไตยได้เหมือนกัน แน่นอนว่าใครๆก็สามารถเรียกร้องประชาธิปไตย ไปยืนถือไมค์พูดบนเวทีได้ แต่ทว่าการเรียกร้องแบบนั้นมันสามารถที่จะดึงมวลชนให้เป็นพลังประชาธิปไตยอันแข็งแกร่งต่อกรกับอมาตยาธิปไตยได้สัมฤทธิผลหรือไม่ ตรงนี้ต่างหากที่สำคัญ ตรงนี้แหละที่ทำให้เกิดความแตกต่างมากมายระหว่างคนธรรมดาที่เป็น nobody เรียกร้องประชาธิปไตยกับนักการเมืองที่เป็น somebody เรียกร้องประชาธิปไตย เพราะนักการเมืองเป็นตัวแทนของประชาชน เป็นคนของสาธารณะชน มีต้นทุนทางสังคมสูงเสียงของนักการเมืองจึงมีพลัง และพูดได้ดังกว่าชาวบ้านที่รักประชาธิปไตยธรรมดา คำพูดของนักการเมืองจึงก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ได้ผลมากกว่า
ยิ่งหากผู้เรียกร้องประชาธิปไตยคนนั้นเป็น “นักการเมืองที่มีบารมีและครองใจประชาชนได้” การต่อสู้ของฝ่ายประชาธิปไตยจะยิ่งมีพลังเป็นเท่าทวีคูณ แต่น่าเสียดายว่า ประเทศไทยในห้วงเวลานี้ ฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตยยังขาด “ผู้นำ” ในการนำทัพ ทัพของฝ่ายประชาธิปไตยจึงอ่อนแรงและถอยร่นอย่างไม่เป็นขบวน ดังนั้นการเรียกร้องประชาธิปไตยในตอนนี้จึงไม่อาจใกล้เคียงกับคำว่า “เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่” ได้เลย
ต้องเรียกว่าฝ่ายอำมาตย์นั้นยังโชคดีอยู่ที่ต่อสู้กับ “สุภาพบุรุษประชาธิปไตย” อย่างอดีตนายกฯทักษิณ ไม่ใช่ “นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” แต่สุภาพบุรุษของเราจะกลายเป็นนักต่อสู้อย่างที่ “กาหลิบ” วาดหวังไว้หรือเปล่า ตรงนี้คงต้อง “Wait And See” กันต่อไป…
หากสถานการณ์ในอนาคตข้างหน้าผิดไปจากที่ผู้เขียนวิเคราะห์ไว้ต้องถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีของฝ่ายประชาธิปไตยเพราะท่านอดีตนายกฯทักษิณกล้า “คิดนอกกรอบ” หรือ “Think Outside the Box” แล้ว
หนทางของการคิดนอกกรอบนั้นไม่ยากเลยสำคัญอยู่ที่ “ใจ” ว่าท่านทักษิณมีความตั้งใจมากน้อยเพียงไร มีความปรารถนาที่จะเห็นสังคมไทยเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงมากเพียงไรเหตุเพราะการคิดนอกกรอบจะนำท่านไปสู่การปฏิบัติที่นอกกรอบ “คิดใหม่ทำใหม่” ด้วยเช่นเดียวกัน





