อดีตนายกฯทักษิณออกแถลงการณ์ย้ำความบริสุทธิ์ไม่เกี่ยวคดีทนายติดสินบน
จากกรณีวานนี้ (25 มิ.ย.) ศาลฎีกามีคำสั่งให้จำคุกนายพิชิฏ ชื่นบาน อายุ 48 ปี น.ส.ศุภศรี ศรีสวัสดิ์ อายุ 43 ปี และนายธนา ตันศิริ อายุ 46 ปี คณะทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา ที่นำเงินจำนวน 2 ล้านบาท ใส่ถุงขนมไปมอบให้เจ้าหน้าที่ธุรการ ซี 7 เป็นเวลา 6 เดือน
ล่าสุด บ่ายวันนี้ (26 มิ.ย.) พ.ต.ท.ทักษิณ ได้มอบมายให้ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว นำแถลงการณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมาแถลงกับสื่อมวลชน มีเนื้อหาสรุปว่า
” พ.ต.ท.ทักษิณ เคารพในดุลพินิจของศาล และขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่ทนายความ เสมียนทนาย และผู้ประสานงานถูกกล่าวหา การที่ พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางกลับประเทศไทย เพื่อต้องการต่อสู้คดีจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาพิเษกอย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมา เพราะมั่นใจในความบริสุทธิ์ของตัวเอง พร้อมต่อสู้ภายใต้กลไกกระบวนการยุติธรรมของศาล ดังนั้น การกระทำที่มีการกล่าวหา จึงไม่เป็นประโยชน์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ อีกทั้ง เจ้าหน้าที่ธุรการของศาลก็ไม่มีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดี จึงไม่มีเหตุต้องนำเงินไปมอบให้ “
นายพงศ์เทพ กล่าวว่า จะไม่มีการโต้แย้งดุลพินิจของศาล และ พ.ต.ท.ทักษิณพร้อมไปเป็นพยานให้ปากคำ ในชั้นการพิจารณาคดีอาญา ที่เลขาธิการศาลฎีกาจะไปฟ้องร้องเอาผิดทางอาญา นอกจากนี้ ยังจะไม่มีการแต่งตั้งทนายเพิ่ม เพราะแต่ละคดีมีทนายหลายคน และแม้นายพิชิฏจะถูกจำคุกเป็นเวลา 6 เดือน ไม่สามารถมาเป็นทนายให้ได้ ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อการพิจารณาคดี ที่เข้าสู่กระบวนการขั้นตอนของศาลแล้ว
โฆษกส่วนตัวอดีตนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจทำให้สังคมมอง พ.ต.ท.ทักษิณในทางที่ไม่ดี แต่หากใช้ดุลพินิจพิจารณาให้รอบคอบแล้วจะเข้าใจว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และไม่หวั่นที่ฝ่ายค้านจะนำเรื่องนี้ไปขยายความ และที่ พ.ต.ท.ทักษิณไม่มาแถลงข่าวเอง เนื่องจากไม่ต้องการเป็นข่าว จะเป็นข้อครหาภายหลังได้ จึงปลีกตัวออกจากพื้นที่ข่าว
ส่วนนายธนา ตันศิริ 1 ใน 3 ของผู้ต้องหาคดีดังกล่าว ยังไม่ถูกจับกุมตัวนั้น นายพงศ์เทพ กล่าวว่า นายธนาไม่ได้หนีไปไหน พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจไปควบคุมตัวไว้แล้ว หากหายดีก็ต้องถูกดำเนินการตามกฎหมาย
วันเดียวกัน นางณัชชา วรวัฒนเมธีกุล ผู้อำนวยการประจำศาลฎีกา รับมอบอำนาจจากเลขานุการศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เดินทางมาพบ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล 1 ที่ สน.ชนะสงคราม เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับ นายพิชิฏ ชื่นบาน ทนายความอดีตนายกรัฐมนตรีและภรรยา น.ส.ศุภศรี ศรีสวัสดิ์ เสมียนทนายความ และนายธนา ตันศิริ ผู้ประสานงานคดีของอดีตนายกรัฐมนตรี ฐานให้สินบนเจ้าพนักงานมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 หลังจากเมื่อวานนี้ศาลฎีกาพิจารณาให้จำคุกคนละ 6 เดือน ซึ่งในวันนี้จะดำเนินการในคดีอาญา โดยนำภาพถ่ายถุงใส่เงินและเงินสด รวมถึงสำเนาคำสั่งศาลฎีกามามอบให้กับพนักงานสอบสวนด้วย พล.ต.ต.อำนวย คาดว่าจะสามารถการสรุปสำนวนส่งให้อัยการได้ภายใน 30 วัน
ขณะที่ พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันไม่มีนายตำรวจระดับสูงให้ความช่วยเหลือ นายธนา 1 ในทีมทนายที่ถูกออกหมายจับให้หลบหนีออกนอกประเทศ แต่ได้กำชับตำรวจทุกท้องที่หากพบตัวให้จับกุมทันที
————————-
รายละเอียดคำพิพากษาของศาลฏีกา
————————-
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 25 มิถุนายน นายมงคล ทับเที่ยง รองประธานศาลฎีกา นายวีรพล ตั้งสุวรรณ และนายอิศเรศ ชัยรัตน์ ผู้พิพากษาศาลฎีกา องค์คณะผู้พิพากษาไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำสั่ง คดีดำ ลอ.1/2551 หมายเลขแดงที่ 4599/2551 ความแพ่ง ระหว่างนายอนันต์ วงศ์ประภารัตน์ เลขานุการศาลฎีกา ผู้กล่าวหา และนายพิชิฏ ชื่นบาน ทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร น.ส.ศุภศรี ศรีสวัสดิ์ เสมียนทนายความ และนายธนา ตันศิริ ผู้ประสานงานคดี พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน เป็นผู้ถูกกล่าวหาที่ 1-3 เรื่องละเมิดอำนาจศาล
คดีนี้สืบเนื่องจากนายอนันต์ เลขานุการศาลฎีกา ทำหนังสือบันทึกลงวันที่ 10 มิถุนายน 2551 ถึงนายวิรัช ลิ้มวิชัย ประธานศาลฎีกา ว่า เมื่อวันที่ 10 มิถุนาน 2551 เวลา 09.30 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้มารายงานตัวต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งวันดังกล่าวนายอนันต์ เลขานุการศาลฎีกา ไปตรวจดูความเรียบร้อยที่ศาลฎีกาฯ หลังจากนั้น ม.ล.งฐิติพงศ์ ชมพูนุช นิติกรประจำแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา เข้ามาสอบถามเรื่องที่ทนาย พ.ต.ท.ทักษิณ นำสิ่งของ ซึ่งเป็นถุงกระดาษสีขาวปิดสกอตเทปใสมิดชิด มาให้เจ้าหน้าที่ว่าจะรับไว้ได้หรือไม่ เมื่อเปิดถุงแล้วพบธนบัตร 1,000 บาท จำนวน 2 ตั้ง ตั้งละ 10 มัด รวมประมาณ 2 ล้านบาท นายอนันต์จึงสั่งให้เจ้าหน้าที่ส่งคืน โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางมาถึงศาลเพื่อรายงานตัว
จากการไต่สวน ม.ล.ฐิติพงศ์ได้ความว่า ก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางมาถึง นายธนา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 สั่งให้ น.ส.ศุภศรี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 แจ้งต่อ ม.ล.ฐิติพงศ์ ว่าให้ไปพบ เพื่อจะปรึกษาคดี ม.ล.ฐิติพงศ์ จึงไปพบที่ห้องพักทนายความ ซึ่งภายในห้องมีเพียง 2 คน โดย ม.ล.ฐิติพงศ์ นั่งโต๊ะตรงข้ามกับนายธนา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ซึ่งได้หยิบถุงกระดาษส่งให้ พร้อมบอกว่า “ระยะนี้ต้องมาติดต่อบ่อย เห็นใจเจ้าหน้าที่ เลยเอาของมาฝาก ให้ไปแบ่งกัน” จากนั้น ม.ล.ฐิติพงศ์ ได้เดินไปหานายรักเกียรติ วัฒนพงษ์ เลขานุการศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ แต่ไม่อยู่ เนื่องจากไปประชุมที่รัฐสภา จึงไปพบนายอนันต์ ที่ตรวจงานอยู่ นายอนันต์สั่งให้เปิดถุง เมื่อพบว่าเป็นเงินจึงสั่งให้คืนเจ้าของไป เพราะการรับถุงไว้น่าจะเป็นการไม่ชอบ อาจละเมิดอำนาจศาล และเป็นความผิดต่อเจ้าพนักงาน โดยมีการถ่ายรูปธนบัตร และถุงไว้เป็นหลักฐาน
จากการไต่สวนนายธนา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 อ้างว่า เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน เวลา 21.00 น. นายบุญชาญ อักษรสุวรรณ ได้นำเงินจำนวน 2 ล้านบาท ที่ได้ซื้อบ้านผู้ถูกกล่าวหาในราคา 5.3 ล้านบาท มาให้ และเตรียมนำเงินดังกล่าวไปฝากธนาคารในวันรุ่งขึ้น โดยให้ภรรยาซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับคุณหญิงพจมาน นำเงินบรรจุใส่ถุงกระดาษปิดผนึกมิดชิด หลังจากก่อนหน้านี้ให้ภรรยาไปซื้อช็อกโกแลต และห่อในลักษณะเดียวกัน เพื่อเตรียมมอบให้เจ้าหน้าที่ศาลในวันที่ 10 มิถุนายน 2551 ซึ่งเป็นวันยื่นคำร้องรายงานตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน เพื่อเป็นการตอบแทนที่เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกในการดำเนินการต่างๆ ในคดี ขณะที่วันเกิดเหตุได้นำถุงขนมวางไว้ที่นั่งด้านหลังเบาะรถ ส่วนห่อเงินใส่ไว้ที่กระโปรงหลังท้ายรถ แต่ตนหยิบถุงผิดไป เมื่อทราบจึงแจ้งให้นายพิชิฏทราบ เพื่อทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ โดยนายพิชิฏ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ได้โทรศัพท์หา ม.ล.ฐิติพงศ์ พร้อมกล่าวคำขอโทษ แต่ ม.ล.ฐิติพงศ์ แจ้งว่าได้ทำบันทึกถึงผู้บังคับบัญชาแล้ว
คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า นายธนารู้หรือควรรู้ว่าในถุงมีเงินอยู่หรือไม่ ซึ่งในการไต่สวน ม.ล.ฐิติพงศ์ ให้การว่า นายธนาเป็นผู้หยิบถุงเงินที่ปิดมิดชิดมอบให้โดยไม่แจ้งว่าเป็นสิ่งใด ก่อนจะเปิดพบเป็นเงิน ผู้บังคับบัญชาจึงสั่งให้ส่งคืนไป โดยมีเจ้าหน้าที่ศาลนำถุงส่งคืนกับมือนายธนา พร้อมถามว่า รู้หรือไม่ว่าข้างในมีอะไร นายธนาตอบว่ารู้ และเดินกลับไป โดยไม่มีท่าทีอิดเอื้อนตอบกลับ ซึ่งเป็นพิรุธ เห็นว่า หากเป็นไปตามที่นายธนากล่าวอ้าง ว่าหยิบถุงผิดไป โดยคนขับรถเป็นผู้นำถุงผิดมาให้ตน โดยไม่มีการตรวจสอบก่อน ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าของสองสิ่งลักษณะห่อเหมือนกัน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องใช้ความระมัดระวังมากกว่าปกติว่าจะมีการหยิบผิด และเมื่อเจ้าหน้าที่ทักท้วงก็ต้องเปิดดู และตรวจสอบสิ่งของ แต่กลับไม่ดำเนินการ อีกทั้งหากนายธนาจะนำช็อกโกแลตมามอบให้จริงก็ควรจะนำไปมอบให้ที่เคาน์เตอร์อย่างเปิดเผย เพื่อความบริสุทธิ์ใจ จึงเชื่อว่านายธนารู้อยู่แล้วว่าในถุงกระดาษดังกล่าวมีเงิน 2 ล้านบาท
คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยต่อว่า นายพิชิฏ และ น.ส.ศุภศรี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และ 2 มีส่วนรู้เห็นหรือให้ความร่วมมือในการกระทำของนายธนา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 หรือไม่ จากการไต่สวนพบว่าพฤติการณ์ของนายพิชิฏชัดแจ้งว่ามีส่วนร่วม ถือเป็นตัวการร่วม ส่วน น.ส.ศุภศรี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 แม้เป็นเสมียนทนายความ แต่ก็ร่วมรู้ในเหตุการณ์ โดยเป็นผู้เรียก ม.ล.ฐิติพงศ์ ให้ไปพบนายธนา พฤติการณ์ดังกล่าวถือว่า น.ส.ศุภศรี มีส่วนร่วมรู้เห็นกับนายธนา และแบ่งหน้าที่กันทำ จึงฟังได้ว่า ทั้งนายพิชิฏ และ น.ส.ศุภศรี เป็นตัวการร่วมกับนายธนา
คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยข้อสุดท้ายว่า ทั้งสามกระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ เห็นว่าการนำถุงกระดาษใส่เงิน 2 ล้านบาท ให้ ม.ล.ฐิติพงศ์ ถือว่าเป็นเหตุจูงใจให้เจ้าหน้าที่ของศาลฎีกาฯ กระทำการอันมิชอบต่อตำแหน่งหน้าที่อาจเชื่อมโยงเป็นประโยชน์ในคดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาภิเษก การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสาม ซึ่งกระทำการร่วมกันจึงเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและพานิชย์ มาตรา 31 (1) มาตรา 33 ประกอบ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และน่าจะมีมูลความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่ตามประมลกฎหมายอาญา มาตรา 144 หรือความผิดอื่นต่อเจ้าพนักงาน การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามเป็นการกระทำที่อุกอาจท้าทายและเกิดขึ้นที่ศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลยุติธรรมสูงสุดของประเทศ
อีกทั้งผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามประกอบอาชีพทนายความและที่ปรึกษากฎหมายย่อมตระหนักดีว่าการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามจะก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันศาลยุติธรรม และจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อถือศรัทธาในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรในอำนาจตุลาการ จึงเห็นสมควรลงโทษสถานหนักเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างอีกต่อไป ให้จำคุกผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามคนละ 6 เดือน ส่วนความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 หรือความผิดอื่นต่อเจ้าพนักงานนั้น ให้นายอนันต์ เลขานุการศาลฎีกา ผู้กล่าวหาคดีนี้ ไปดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามและผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป
พร้อมอ่าน คำพิพากษาศาลฏีกาฉบับเต็ม
การดำเนินคดีละเมิดอำนาจศาล
โดยคุณ tin99 จากกระทู้ ขอเตือนสติเพื่อนชาวพันทิพย์ทั้งที่ชอบและไม่ชอบทักษิณ
ผมขออธิบายเกี่ยวกับการดำเนินคดีละเมิดอำนาจศาลให้เพื่อนๆทราบหน่อย ท่านที่รู้แล้วก็ขออภัยด้วย คนที่จะผิดฐานละเมิดอำนาจศาลนั้น คือคนที่ทำผิด ต่อระเบียบปฏิบัติหรือข้อบังคับของศาลหรือประพฤติไม่เรียบร้อยหรือประพฤติไม่สมควรในบริเวณศาล หรือกระทำผิดตามขอ้กำหนดที่ศาลได้ประกาศไว้ เช่นห้ามถ่ายภาพในศาล ห้ามส่งเสียงดังรบกวนศาล ห้ามทะเลาะวิวาทหรือกระทำผิดกฏหมายอื่นๆในบริเวณศาล
กระทำผิดนอกศาลก็เป็นละเมิดอำนาจศาลได้ เช่น พูดดูหมิ่นศาล เอาคำพากษาไปวิพากษ์วิจารณ์หรือโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาต ฯลฯ อีกมากมายที่ศาลเห็นว่าไม่สมควร ศาลมีอำนาจลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาล โดยสั่งจำคุกได้ไม่เดิน 6 เดือน
การพิจารณาคดีละเมิดอำนาจศาล ศาลเพียงไต่สวนเจ้าหน้าที่ศาลหรือพยานที่รู้เห็น เช่น มีเจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่ามีคนชกต่อยกันบริเวณศาล ไม่ว่าเป็นไครก็ตาม ศาลมีอำนาจเรียกมาไต่สวนแม้ผู้ถูกกล่าวหา(คดีละเมิดอำนาจศาลไม่เรียกจำเลย)ปฏิเสธ ถ้าศาลไต่สวนพยานอื่นแล้วเชื่อว่าผู้ถูกกล่าวหาชกต่อยกันบริเณศาลจริง ศาลก็ลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลได้ ถ้าเป็นคำสั่งของศาลชั้นต้น ผู้ถูกลงโทษอุทธรณ์ ฎีกาได้ อำนาจของศาลที่จะลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลนั้น ว่ากล่าวตักเตือนก็ได้ ไล่ออกนอกศาลหรือห้ามไม่ให้เฃ้าไปในบริเวณศาลอีกตามเวลาทีศาลกำหนดก็ได้
ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลจึงไม่ถือว่าเป็นความผิดอาญาแม้ศาลจะสั่งจำคุกก็ตามไม่สามารถเอาไปเพิ่มโทษในคดีอาญาอื่นหรือเอาโทษในคดีอาญาอื่นมาบวกรวมด้วยได้
นอกจากนั้นศาลยังมีอำนาจสั่งให้เจ้าหน้าที่ไปแจ้งความดำเนินคดีผู้ทำผิดเป็นคดีอาญาอีก ผู้ถุกชกต่อยก็ไปแจ้งความดำเนินคดีกันอีกได้เพราะศาลไม่ได้ลงโทษฐานทำร้ายร่างกายเนื่องจากยังไม่ได้ผ่นการสอบสวนแต่ลงโทษเพราะประพฤติไม่เรียบร้อยหรือไม่ปฏิบัติตามระเบียบศาลเท่านั้น
คดีของทนายทั้งสามเมื่อยอมรับว่าจะเอาขนมไปให้เจ้าหน้าที่ศาลถือได้ว่าเจตนาให้สินบนเจ้าหน้าที่เป็นการประพฤติไม่สมควร ศาลมีอำนาจสั่งลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลได้แล้ว ส่วนในถุงจะเป็นขนมหรือเป็นเงิน มีจริงหรือไม่หรือไครจะกลั่นแกล้งกันอย่างไรต้องไปแจ้งความให้พนักงานสอบสวน สอบสวนดำเนินคดีอีกครั้งหนึ่ง จะผิดจริงหรือไม่ต้องสอบสวนกันในคดีนั้น
ส่วนที่ศาลลงโทษทนายเพราะรับว่าจะเอาขนมไปให้เจ้าหน้าที่ศาลแม้เจ้าหน้าที่ศาลไม่รับหรือยังไมทันให้กันศาลก็สั่งลงโทษละเมิดอำนาจศาลเพราะประพฤติไม่สมควรได้แล้ว
คนที่ชอบทักษิณอย่าไปพูดว่าหรือวิจารณ์คำสั่งศาลเพราะท่านจะถูกลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลได้ เพราะศาลลงโทษทนายฐานประพฤติไม่สมควรในบริเวณศาลเท่านั้น เงินสองล้านมีจริงหรือไม่อย่างไรต้องไปผ่านกระบวนการสอบสวนก่อน
คนที่ไม่ชอบทักษิณ ไปกล่าวหาว่าทนายเอาเงินสองล้านไปติดสินบนหรือพูดว่าเป็นเงินของทักษิณก็ดีท่านกระทำผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณามีโทษจำคุกนะครับเพราะคดียังไม่ได้สอบสวนว่าจริงหรือไม่จึงต้องรอผลการสอบสวนของพนักงานสอบสวนต่อไป
ทั้งฝ่ายที่ชอบหรือไม่ชอบทักษิณก็อย่าเพิ่งดีใจหรือเสียใจต้องรอผลการสอบสวนและต่อสู้คดีกันอีกนานขอให้ทำใจให้เป็นกลางอย่าเพิ่งสรุปหรือต่อว่า ด่าทอ มิฉะนั้นท่านอาจโดนลงโทษก่อนทนายของทักษิณก็ได้
ปกติผมไมเคยตั้งกระทู้แต่เป็นห่วงเพื่อนๆจะเข้าใจผิดและทำผิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์จึงต้องออกมาเตือนไว้ก่อน
ผมรักเพื่อนๆทุกคนในบอร์ดนี้ถือว่าเป็นบอร์ดของผู้ทรงปัญญาและความรู้ มีคนทุกระดับเข้ามาหาความรู้ ทุกคนมีสิทธิ จะรักจะชอบหรือเกลียดชังเป็นธรรมดา ขอให้ใช้วิจารณญาณ อย่าให้อารมณ์หรืออคติมาบดบังมันอาจทำให้เราทำผิดกฏหมายเสียก่อนคนที่เราชอบหรือเกลียดนั่นเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย
เปิดคำให้การ ‘ธนา ตันศิริ’
หมายเหตุ’มติชนออนไลน์’- เป็นคำให้การต่อองค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ของนายธนา ตันศิริ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ซึ่งเป็นผู้นำเงิน 2 ล้านบาทใส่ถุงขนมไปให้แก่เจ้าหน้าที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งศาลมีคำสั่งลงโทษผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 คนคือ นายพิชิฎ ชื่นบาน ทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี น.ส.ศุภศรี ศรีสวัสดิ์ เสมียทนาย และนายธนา คนละ 6 เดือน ฐานละเมิดอำนาจศาล
จากคำให้การพบว่า นายธนา ‘เป็นดอง’ กับคุณหญิงพจมาน ชินวัตร จำเลยที่ 2 ในคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ถนนรัชดาภิเษก
สำหรับคำให้การของนายธนาดังกล่าวมาจากคำสั่งศาลฎีกาที่ 4599/2551
————————–
ทางไต่สวนได้ความจากผู้ถูกกล่าวหาที่ 3(นายธนา ตันศิริ) ว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 เป็นผู้ประสานงานของ พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจนมาน ชินวัตร (จำเลย)เกี่ยวกับคดีหมายเลขแดงที่ อม.1/2550(คดีทุจริตจัดซื้อที่ดินกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ถนนรัชดาภิเษก) เนื่องจากภริยาของผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกับคุณหญิงพจมาน ชินวัตร
ในวันที่ 9 มิถุนายน 2551 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา นายบุญชาญ อักษรสุวรรณ นำเงินค่าซื้อบ้านของผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 บางส่วนมาชำระตามสำเนาสัญญาจะซื้อจะขาย ซึ่งต่อมาได้มีการจ่ายเงินที่เหลือและโอนกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2551 ปรากฏตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดิน สำเนาโฉนดที่ดิน และภาพถ่ายบ้านตามเอกสาร
ในตอนเช้าของวันเกิดเหตุ(วันที่ 10 มิถุนายน 2551) ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ไปประสานงานกับเจ้าหน้าที่ศาลฎีกาตามปกติเนื่องจากเป็นวันที่ พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมานต้องมารายงานตัวหลังจากกลับจากต่างประเทศ
ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ให้ภริยาเตรียมของฝากไปให้เจ้าหน้าที่ด้วยเนื่องจากประสานงานกันได้ราบรื่นไม่มีข้อติดขัด ภริยาผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ซื้อช็อกโกแลตใส่ถุงเตรียมไว้ให้แล้วนำไปวางไว้ในรถบริเวณที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 นั่ง
ส่วนผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 นำถุงกระดาษใส่เงินจำนวน 2,000,000 บาท ไปใส่ไว้ท้ายรถเพื่อจะนำไปฝากธนาคาร
เมื่อผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ไปถึงศาลฎีกาได้พบกับผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 (นายพิชิฎ ชื่นบาน ทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ)จึงพากันไปเดินดูความเรียบร้อยและให้คนขับรถไปหยิบถุงที่เบาะหลังรถตามขึ้นไปให้ที่ชั้น 4
ระหว่างที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 เดินไปที่ห้องพักทนายความได้พบกับผู้ถูกกล่าวหาที่ 2(น.ส.ศุภศรี ศรีสวัสดิ์ เสมียทนาย) จึงให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ไปตามเจ้าหน้าที่ศาลชื่อหม่อมหลวงฐิติพงศ์ ชมพูนุทมาพบที่ห้องพักทนายความแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ก็เข้าไปในห้องพักทนายความคุยกับผู้ถูกกล่าวหาที่ 1
สักครู่คนขับรถก็ถือถุงกระดาษเข้ามาในห้องแล้ววางไว้บนโต๊ะ หลังจากนั้นผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เดินออกไป ซึ่งพอดีกับหม่อมหลวงฐิติพงศ์ เดินเข้ามาจึงนั่งคุยกัน
ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ขอบคุณหม่อมหลวงฐิติพงศ์ที่การประสานงานในเรื่องการรักษาความปลอดภัยและการนัดหมายราบรื่นตลอดมาและบอกว่า มีของฝากเล็กน้อยมาให้หม่อมหลวงฐิติพงศ์และน้องๆ
หม่อมหลวงฐิติพงศ์ถามว่า เอาอะไรมาฝาก
ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ตอบว่า เป็นขนมเล็กน้อยไปแบ่งกันรับประทาน
จากนั้นหม่อมหลวงฐิติพงศ์ลุกขึ้นแล้วหิ้วถุงกระดาษออกไป
เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณมาถึงได้มานั่งรอที่ห้องพักทนายความพร้อมกับผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ที่ 3 และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์
สักครู่มีคนมาตามผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ไปพบเจ้าหน้าที่ธุรการที่บริเวณหน้าเคาน์เตอร์แผนกรับฟ้อง เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้ชายเปิดประตูเลื่อนออกแล้วยื่นถุงกระดาษให้พร้อมกับบอกว่า หม่อมหลวงฐิติพงศ์ให้เอาของมาคืน
ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 รับถุงกระดาษคืนมาแล้วให้ พ.ต.ท.วทัญญู วิทยภโลทัย นายตำรวจติดตาม พ.ต.ท.ทักษิณ นำไปเก็บไว้ที่รถ หลังจาก พ.ต.ท.ทักษิณรายงานตัวเสร็จก็เดินทางกลับ
ส่วนผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 อยู่รอคุณหญิงพจมานมารายงานตัว เมื่อคุณหญิงพจมานรายงานตัวเสร็จก็เดินทางกลับ
ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 กลับไปที่รถและถามคนขับรถว่า พ.ต.ท.วทัญญูเอาของมาคืนหรือไม่
คนขับรถตอบว่า เอามาคืนแล้วและเอาเก็บไว้ท้ายรถ
ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 เอะใจจึงไปเปิดกระโปรงท้ายรถและแกะถุงดังกล่าวดูปรากฏว่า เป็นเงินจำนวน 2,000,000 บาท ที่จะเอาไปฝากธนาคาร
ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 จึงเปิดประตูรถข้างหลังด้านขวาแล้วแกะถุงอีกถุงหนึ่งซึ่งอยู่ที่เดิมและถามคนขับรถว่า หยิบของจากตรงไหนไปเมื่อเช้า
คนขับรถตอบว่า หยิบถุงไปจากกระโปรงท้ายรถ
ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 เกรงจะเกิดเรื่องยุ่งจึงเดินไปเล่าให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ฟังว่า หยิบถุงผิดไป อยากให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ช่วยนัดหมายหม่อมหลวงฐิติพงศ์เพื่อทำความเข้าใจกัน แล้วผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 เดินทางไปทำธุระที่อื่น
ต่อมาเวลาประมาณ 13 นาฬิกา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 แจ้งว่า หม่อมหลวงฐิติพงศ์ได้รายงานเรื่องที่เกิดขึ้นให้ผู้บังคับบัญชาทราบแล้ว
เรียบเรียงข่าวจาก มติชน ไทยรัฐและพันทิพราชดำเนิน





