Posted by: Jess | พฤษภาคม 28, 2008

ขอประณาม(ล่วงหน้า)การทำรัฐประหาร

ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

บทนำ

สถานการณ์การเมืองในขณะนี้มีความขัดแย้งมากขึ้นทุกที โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเผชิญหน้าและการปะทะกันระหว่างฝ่ายพันธมิตรและฝ่ายต่อต้านพันธมิตรในคืนวันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม จนมีกระแสกล่าวถึงเรื่องการทำรัฐประหารตามสื่อต่างๆ อย่างกว้างขวาง ผมเห็นว่า การทำรัฐประหารนอกจากจะมิใช่เป็นหนทางในการแก้ไขปัญหาแล้วกลับจะทำให้สถานการณ์การเมือง ปัญหาเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศไทยเลวร้ายหนักลงไปอีก

1. เงื่อนไขของการทำรัฐประหารมีจริงหรือ

เป็นที่ทราบกันดีว่า การเมืองไทยเวียนว่ายกับการยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง และทุกครั้งที่มี “ปัญหา” ทางการเมือง (ซึ่งคนไทยก็ไม่เคยเข้าใจหรือแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจว่า โดยธรรมชาติของการเมืองในระบอบประชาธิปไตยต้องมีความเห็นแตกต่างเป็นของปกติธรรมดา) ก็มักจะมีการพูดถึงรัฐประหาร โดยเฉพาะในขณะนี้มักมีการพูดกันมากว่า “รัฐบาลอย่าสร้างเงื่อนไขของการทำรัฐประหาร” หรือที่ทหารบางท่านกล่าว่า “อะไรจะเกิดก็เกิด” คำพูดนี้สะท้อนอะไร ในความเห็นของผม ไม่มี “เงื่อนไขของรัฐประหาร” อยู่จริง นอกเสียจากการสร้างสถานการณ์หรือประโคมข่าวอะไรบ้างอย่างเพื่อใช้เป็น “ข้ออ้าง” (Pretext) ในการยึดอำนาจเท่านั้นเอง

อะไรคือเงื่อนไขของการทำรัฐประหาร หากย้อนดูอดีต การยึดอำนาจมักจะอ้างปัญหาคอร์รัปชั่นแต่เกือบทุกครั้งที่มีการยึดอำนาจสำเร็จ คณะรัฐประหารนั่นเองที่มีข่าวพัวพันการทุจริตแจกผลประโยชน์ให้กับพวกพ้องไม่เว้นแม้แต่การทำรัฐประหาร 19 กันยายนที่ผ่านมา

ต่อมาก็อ้างความล้มเหลวในการบริหารประเทศ ซึ่งรัฐบาลสุรยุทธ์ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหารก็เป็นหลักฐานที่สุดของความล้มเหลวของรัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหาร ผมไม่ทราบว่าคราวนี้จะอ้างอะไรมาเป็นเงื่อนไขของการทำรัฐประหาร อาจเป็นได้ว่านำเรื่องความไม่จงรักภักดีมาเป็นข้ออ้าง แต่การทำรัฐประหารก็มิได้ทำให้ประเด็นดังกล่าวมีน้ำหนักมากพอเนื่องจากมีมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและกระบวนการยุติธรรมที่คอยทำหน้าที่พิสูจน์ความผิดอยู่แล้ว

อีกข้ออ้างหนึ่งที่จะนำมาใช้คือการปะทะของมวลชน ซึ่งข้ออ้างนี้คณะรัฐประหารชุดล่าสุดก็ใช้เป็นเหตุในการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยาที่ผ่านมา ประกอบกับเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมามีการปะทะกันระหว่างฝ่ายพันธมิตรกับฝ่ายต่อต้านพันธมิตรยังผลให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมได้รับบาดเจ็บนั้น ถามว่าข้ออ้างนี้มีน้ำหนักมากพอหรือไม่ที่จะใช้เป็นข้ออ้างในการทำรัฐประหาร คำตอบก็คือ “ไม่” ไม่ในความหมายของผมมิได้หมายความว่า “ไม่มากพอ” แต่หมายถึง “ไม่เด็ดขาด” หากมีการยอมรับข้ออ้างนี้ เราคงเห็นการทำรัฐประหารทั่วภูมิภาคของโลกไปแล้ว เพราะว่าเกือบทุกประเทศมีความขัดแย้งหรือชุมนุมเป็นเรื่องปกติ ยกตัวอย่างง่ายๆ เรามักได้ยินข่าวบ่อยๆ ว่าแฟนบอลประเทศโน้นประเทศนี้ปะทะกันตีกันจนถึงแก่ความตายก็มี หรือหลายประเทศในยุโรปก็มีการเผาประท้วง ปิดถนน ผมก็ไม่เห็นมีการทำรับประหารเลย อีกทั้งเกือบทุกประเทศรวมถึงประเทศไทยก็มีตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ในการควบคุมหรือสลายมวลชนอยู่แล้ว เช่น การยิงด้วยกระสุนยาง กระบองยาง หรือใช้นำฉีด เป็นต้น นอกจากนี้ การควบคุมหรือสลายการชุมนุม ประเทศที่เจริญแล้วจะใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนทหารนั้นไม่ได้ถูกฝึกมาเพื่อปฎิบัติภารกิจด้านนี้โดยตรง

กล่าวโดยสรุป ไม่ว่าจะพิจารณาในแง่มุมใดก็ตาม ผมเห็นว่าเงื่อนไขของการทำรัฐประหารนั้นไม่มีอยู่จริงอย่างสิ้นเชิง การเสนอ “วาทกรรมเรื่องเงื่อนไขของการทำรัฐประหาร” นั้นแสดงถึงความอับจนทางสติปัญญาของผู้พูดและแสดงถึง “ทัศนคติที่เป็นอันตราย” อย่างยิ่งต่อระบอบประชาธิปไตย ประชาธิปไตยอยู่ร่วมโลกไม่ได้กับรัฐประหาร การพูดถึงเงื่อนไขของรัฐประหารเท่ากับว่าเรากำลังให้ความชอบธรรมกับการทำรัฐประหารไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม สำหรับผมนั้น ไม่มีเงื่อนไขของการยึดอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเลยไม่ว่ากรณีใดๆ เปรียบได้ว่า เจ้าบ้านซื้อทองและแหวนเพชรไว้ในบ้าน เท่ากับเป็นการสร้างเงื่อนไขให้มีการลักทรัพย์ดอกหรือ การที่ขโมยขึ้นบ้านเอาทองและแหวนเพชรไป โจรผู้นั้นอ้างได้หรือไม่ว่า ที่ลักขโมยทองและแหวนเพชรไปเพราะว่าเจ้าของบ้านสร้างเงื่อนไขในการลักพรัพย์โดยการซื้อทองและแหวนเพชรไว้ในบ้าน หากไม่ซื้อทองและแหวนเพชร โจรก็จะไม่ขึ้นบ้าน ตรรกะแบบนี้โจรเท่านั้นที่อ้าง วิญญูชนทั่วไปอย่าว่าแต่จะ “อ้าง” เลย แค่ “คิด” เขาก็ไม่คิดแล้ว

2.หลักความสูงสุดของรัฐบาลพลเรือนเหนือทหาร (Supremacy of Civilian Government)

นักรัฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมากอย่าง Huntington เสนอ “หลักความสูงสุดของรัฐบาลพลเรือนเหนือทหาร” หลักนี้หมายความว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมีอำนาจควบคุมการบังคับบัญชาเหนือกองทัพและกองทัพถูกทำให้ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ทหารเป็นทหารอาชีพ (Profession) แต่หลักนี้ไม่เคยหยั่งรากลึกในการเมืองไทยเลย หากมองย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์การเมืองไทย ทหารเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองไทยมาโดยตลอด อีกทั้งสังคมไทยยังมีความเข้าใจผิดๆ มาโดยตลอดว่า รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมต้องเป็นทหาร เพราะทหารเท่านั้นที่จะรู้เรื่องทหาร หากไปดูประเทศที่พัฒนาแล้ว รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมมักจะเป็นพลเรือน นับแต่นี้ไป กองทัพจะต้องเป็นกองทัพโดยอาชีพ การวางตัวของผู้บัญชาการกองทัพบกคนปัจจุบันถือว่าวางตัวได้ถูกต้องที่จะไม่นำกองทัพเข้ายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ส่วนทหารท่านใดที่แสดงความคิดเห็นในเชิงไว้ท่าทีเกี่ยวกับการทำรัฐประหาร หากเกิดขึ้นในสังคมที่เจริญแล้ว เป็นที่เชื่อแน่ว่า ทหารผู้นั้นคงโดยย้ายหรือปลดไปแล้วเพราะขัดกับหลัก “หลักความสูงสุดของรัฐบาลพลเรือนเหนือทหาร” การแสดงความคิดเห็นทางการเมืองโดยเฉพาะการสงวนท่าทีในการทำรัฐประหารนั้นต้องถือว่าขัดกับความเป็นทหารอาชีพและเป็นการทำลายเกียรติของคนพูดเอง

3. ผู้พิพากษาจะทำอย่างไรเมื่อเผชิญปัญหาการใช้กฎหมายที่ออกโดยคณะรัฐประหาร

นักกฎหมายท่านหนึ่งนามว่า Tayyab Mahmudได้รวบรวมทางเลือกที่ผู้พิพากษาต้องประสบยามวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายอันเป็นผลพวงมาจาการทำรัฐประหาร โดยมีอยู่สี่ทางเลือกดังนี้

1) รับรองความชอบด้วยกฎหมายของการทำรัฐประหารและบรรดากฎหมายที่ออกโดยรัฐประหาร (Validation of Usurpation) ทางเลือกนี้หมายถึงผู้พิพากษายอมรับว่าเมื่อมีการทำรัฐประหารสำเร็จ คณะรัฐประหารได้เปลี่ยนสถานะตนเองกลายเป็นรัฐบาลตามความเป็นจริง (de facto) แม้จะมิใช่รัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม และรับรองบรรดาคำสั่งหรือประกาศที่ออกโดยคณะรัฐประหารว่าเป็นกฎหมาย

2) ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายภายใต้รัฐธรรมนูญ (Strict Constitutionalism) ทางเลือกนี้อยู่ตรงกันข้ามกับทางเลือกแรกอย่างสิ้นเชิง กรณีนี้ผู้พิพากษาวินิจฉัยว่า การทำรัฐประหารเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและบรรดาคำสั่งและประกาศของคณะรัฐประหาร ผู้พิพากษาจะทำการตรวจสอบอย่างละเอียดว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ คำสั่งและประกาศบางฉบับที่ออกโดยคณะรัฐประหาร ผู้พิพากษาให้ยอมให้มีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายได้แต่กรณีนี้ถือว่าเป็นการ “ให้อภัย”มิใช่เป็นการให้ความชอบธรรม (Condonation not Legitimation)

3) การลาออกจากการเป็นผู้พิพากษา (Resignation of Office)ทางเลือกนี้ต้องอาศัยความกล้าหาญทางจริยธรรมส่วนบุคคลของผู้พิพากษาที่ไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือรับรองความชอบด้วยกฎหมายของคณะรัฐประหาร การที่ผู้พิพากษาเลือกที่จะลาออกนั้นนอกจากจะเป็นการรักษาหลักนิติรัฐแล้วยังเป็นการรักษาเกียรติภูมิของวิชาชีพตุลาการมิให้มัวหมองอีกด้วย

4) การจำหน่ายคดีโดยอ้างว่าเป็นปัญหาทางการเมือง (The Doctrine of Political Question)ผู้พิพากษาอาจปฎิเสธที่จะวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายของบรรดาคำสั่งและประกาศที่ออกโดยคณะรัฐประหารโดยอ้างว่าปัญหาดังกล่าวเป็น “ปัญหาทางการเมือง” (Political question) ทฤษฎี“ปัญหาทางการเมือง” เป็นทฤษฎีที่ใช้ในระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ โดยทฤษฎีนี้ถือว่าปัญหาใดที่ถือว่าเป็นปัญหาการเมือง ปัญหานั้นอยู่นอกขอบเขตอำนาจของตุลาการ กล่าวอีกนัยนึ่ง เป็นประเด็นที่ไม่อยู่ในข่ายที่ศาลจะทำการตรวจสอบ (judicial review)

จากทางเลือกสี่ประการข้างต้น ศาลไทยเลือกทางเลือกแรกคือรับรองสถาะนะของคณะรัฐประหารทำทำสำเร็จว่าเป็นองค์อธิปัตย์และรับรองความชอบด้วยกฎหมายของบรรดาคำสั่งและประกาศที่ออกโดยคณะรัฐประหาร มาโดยตลอด แต่มีข้อสังเกตว่า กรณีคำสั่งยึดทรัพย์เมื่อคราวรสช.ในั้นศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่าคำสั่งยึดทรัพย์นั้นไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 912/2536) ซึ่งจัดว่าเป็นทางเลือกที่สอง แต่สำหรับคดียุบพรรคนั้นเป็นที่เห็นได้ชัดว่า ตุลาการเฉพาะกิจรับรองความชอบด้วยกฎหมายของ “ประกาศ” คณะรัฐประหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยอมรับว่า “การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งย้อนหลัง” ที่กำหนดไว้ในประกาศฉบับที่ 27 ข้อ 3 นั้นไม่ขัดกับหลักนิติรัฐ

อนึ่ง น่าจับตามองว่าศาลจะมีท่าทีอย่างไรกับมาตรา 309 ซึ่งแม้จะบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญที่ผ่านการลงประชามติก็ตามแต่โดยข้อเท็จจริงไม่มีใครปฎิเสธได้ว่า มาตรา 309 (ซึ่งเกี่ยวกับการนิรโทษกรรมล่วงหน้าและการตัดมิให้มีการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ) อันเป็น “สิ่งตกค้าง” มาจากการทำรัฐประหาร เนื่องจากมาตรา 309 มีข้อความเหมือนกับมาตรา 36 แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราว ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่าประกาศฉบับที่ 30 เกี่ยวกับการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐและการต่ออายุคตส. จะขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่

4. ผลร้ายของรัฐประหารที่มีต่อหลักนิติศาสตร์และระบอบประชาธิปไตย

ผลร้ายประการแรกที่ชัดเจนที่สุดคือ การทำให้กฎหมายให้กลายเป็นเรื่องของ “อำนาจดิบเถื่อน” ไปแทนที่กฎหมายจะเป็นเรื่องของ “เหตุผล” คำนิยามของกฎหมายที่ฝังหัวผู้เรียนกฎหมายก็คือ กฎหมายคือ “คำสั่งของรัฐธิปัตย์ ใครไม่ปฎิบัติตามจะต้องไดัรับโทษ” คำนิยามนี้มาจากนักนิติศาสตร์นามว่า John Austin ซึ่งมีอิทธิพลมากต่อพระองค์เจ้ารพี หลังจากที่ท่านสำเร็จการศึกษาท่านก็สอนตาม Austin จนอิทธิพลคำสอนของ Austin ครอบงำผู้เรียนและผู้ใช้กฎหมายจนโงหัวไม่ขึ้นจนถึงทุกวันนี้

ผลร้ายประการที่สองคือ การบิดเบือนหลักกฎหมายนิรโทษกรรม โดยปกติแล้ว การนิรโทษกรรมนั้นจะมีผลเฉพาะเหตุการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้นและสิ้นสุดลงแล้ว ซึ่งภายหลังที่มีการตรากฎหมายนิรโทษกรรมโดยฝ่ายนิติบัญญัติมีผลใช้บังคับแล้ว การกระทำเช่นว่านั้นไม่ได้รับอานิสงค์ของกฎหมายนิรโทษกรรมด้วย แต่มาตรา 36 และ 37 แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราวและและมาตรา 309 แห่งรัฐธรรมนูญ 2550 ที่กำหนดให้บรรดาการกระทำที่เกิดขึ้นแม้หลังจากที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้วก็ตาม ให้ถือว่าเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ อีกทั้งเมื่อมีการยึดอำนาจเสร็จในวันที่ 19 กันยายน ก็มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมตนเองในอีกไม่กี่วันต่อมาไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวซึ่งโดยปกติแล้ว การออกกฎหมายนิรโทษกรรมเป็นอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ จะเห็นได้ว่า การทำรัฐประหาร 19 กันยายนมีการทำลายหลักวิชานิติศาสตร์อย่างแนบเนียนมากขึ้นกว่าก่อน และร้ายแรงกว่าที่แล้วๆ มา

ผลร้ายประการที่สาม การยืมมือตุลาการมาเป็นส่วนหนึ่งของรัฐประหาร ในอดีตที่ผ่านมาศาลไทยรับรองว่าบรรดาคำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารเป็นกฎหมายมาโดยตลอด ยิ่งกว่านั้น ในการทำรัฐประหารครั้งล่าสุดคณะรัฐประหารได้ยุบศาลรัฐธรรมนูญ (ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก) และตั้งตุลาการเฉพาะกิจให้วินิจฉัยคดียุบพรรคการเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกกฎหมายให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งอันเป็นโทษที่ไม่มีขณะที่มีการกระทำความผิดขึ้น แต่เป็นโทษที่มีการเพิ่มเข้าในภายหลัง

ผลร้ายประการที่สี่ การแต่งตั้งคณะบุคคลเฉพาะกิจขึ้นมาทำหน้าที่ต่างๆ ที่ผ่านมาเมื่อมีการทำรัฐประหารสำเร็จมักมีการแต่งตั้งคณะบุคคลเฉพาะกิจขึ้นมาทำหน้าที่เป็นรัฐบาล ฝ่ายนิติบัญญัติ สภาร่างรัฐธรรมนูญหรือคตส. การแต่งตั้งองค์กรเฉพาะกิจข้างต้น ย่อมส่งผลกระทบตามมาในภายหลัง ไม่อาจปฎิเสธได้ว่า ปัญหาการเมืองไทยในขณะนี้ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากการทำรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน การโต้ตอบทางการเมืองนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงมาจากการการทำรัฐประหารไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่มาของคตส. ไม่เว้นแม้แต่ตัวรัฐธรรมนูญ 2550 เอง

บทส่งท้าย

นอกจากรัฐประหารจะมิใช่เป็นหนทาง (Solution) ในการแก้ไขปัญหาแล้ว รัฐประหารยังเป็นสัญลักษณ์ของ “ความด้อยพัฒนา” อีกด้วย ในขณะที่บรรดากฎหมายที่ออกโดยอาศัยอำนาจของคณะรัฐประหารที่อยู่ในรูปของ “ประกาศ” หรือ “คำสั่ง” โดยไม่สนใจใยดีต่อหลักนิติรัฐ หลักความยุติธรรมและหลักการพื้นฐานของการปกครองแบบระบอบประชาธิปไตยนั้นเป็นการดูถูก (Affront) หลักวิชานิติศาสตร์อย่างยิ่ง การที่คณะรัฐประหารใช้อำนาจออกกฎหมายอย่างไรก็ได้โดยไม่มีขีดจำกัด (Unfettered Legislative Power) นิรโทษกรรมให้กับตนเองรวมถึงตัดขาดมิให้มีการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญนั้นเท่ากับเป็นการทำลายป้อมปราการของหลักนิติรัฐโดยสิ้นเชิง ดังนั้น หากยอมให้มีการทำรัฐประหารขึ้นอีก ก็จะส่งผลร้ายแรงทั้งต่อระบบกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและระบอบประชาธิปไตย

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผมจึงขอประณาม “ความคิด” (แม้จะอยู่ในหัวสมองก็ตาม) ที่จะกระทำรัฐประหารและการตระเตรียม ความพยายาม รวมถึงความผิดสำเร็จด้วย (ในกรณีที่ยึดอำนาจสำเร็จ) พูดให้ง่ายเข้า ผมขอประณามทุกขั้นตอนของการทำรัฐประหารรวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องด้วยไม่ว่าในฐานะผู้ใช้ ตัวการและผู้สนับสนุนและเรียกร้องให้มีการชุมนุมตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้คือโดยสงบและปราศจากอาวุธ

000000

ข้อเขียนนี้เขียนให้ทันกับสถานการณ์จึงมิได้มีเวลาอ้างอิงหนังสือต่างๆ และยังมิได้วิเคราะห์ประเด็นทางนิติศาสตร์เกี่ยวกับการทำรัฐประหารมากนัก ซึ่งผู้เขียนตั้งใจว่าจะนำเสนอในคราวต่อไป

ประชาไท


Responses

  1. ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆคับ


Leave a response

Your response:

หมวดหมู่