Posted by: Jess | พฤษภาคม 25, 2008

จักรภพ เพ็ญแข: นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่สังคมไทยโหยหา

24 พ.ค. 51 07:18:52

การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่มีอำนาจเป็นของปวงชนนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายและไม่ใช่เรื่องการสร้าง-แก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย หากเราได้เคยศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองโลกกันมาบ้างก็จะทราบว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยนั้นมันจะต้องมี “ผู้นำ” ฝ่ายประชาธิปไตยที่ทำหน้าที่เป็นเสียงแห่งเสรีภาพอันทรงประสิทธิภาพ เป็น “ผู้ปลุกมวลชน” ให้ตื่นจากภวังค์แห่งการหลับไหลใต้อุ้งเท้าเผด็จการขึ้นมาและต้องมีจิตใจที่เด็ดเดี่ยวกล้าหาญในการต่อกรกับอำนาจเผด็จการอย่างไม่หวาดหวั่นเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวอีกด้วย

ผู้เขียนเองได้เคยฟังเทปการบรรยายของอดีตนายกรัฐมนตรีหญิงปากีสถานผู้ล่วงลับ เบนาซีร์ บุตโตเมื่อตอนที่เธอได้รับเชิญไปบรรยายที่สภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ( Council on Foreign Relations ) สถานที่เดียวกับที่อดีตนายกทักษิณ ชินวัตรเคยได้รับเกียรติเป็นแขกรับเชิญไปบรรยายที่นั่นเกี่ยวกับประชาธิปไตยในเอเชียก่อนรัฐประหาร 19 กันยาฯเพียงวันเดียวเท่านั้น

มีคำถามหนึ่งที่ผู้ดำเนินรายการตั้งคำถามกับบุตโตไว้อย่างน่าสนใจว่า“ปากีสถานหรือชาวปากีสถานจะช่วยอธิบายความจริงให้ฟังได้อย่างไรว่าทำไม ช่วงระยะเวลาส่วนใหญ่ที่ผ่านมาประชาธิปไตยจึงไม่ชนะ เกิดอะไรขึ้น?”

บุตโตให้ความเห็นไว้ว่า “เหตุผลที่สำคัญเลยคือพวกเรารู้สึกว่า โมฮัมหมัด อาลี จินนาห์ผู้ก่อตั้งประเทศปากีสถานมาด่วนจากชาวปากีสถานเร็วเกินไป หลังจากก่อตั้งประเทศปากีสถานได้เพียงหนึ่งปี เขาก็ตายเสียแล้ว ด้วยเหตุนี้เราเลยไม่มี “ผู้นำประเทศ” ที่พร้อมด้วยอำนาจบารมี และได้รับการยอมรับนับถือจากประชาชนเป็นเสาหลักในการพัฒนาสถาบันการเมืองประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง ขณะที่เพื่อนบ้านของเราอย่างอินเดียมีจาวาฮะราล เนรูห์ทำหน้าที่เป็นผู้นำที่ช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับสถาบันประชาธิปไตยกับชาติที่เกิดใหม่อย่างอินเดีย”

คำพูดของบุตโตนั้นบ่งบอกชัดเจนว่าภาวะการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยนั้นจำเป็นต้องมี “ผู้นำมวลชน”เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ดังที่เราได้เห็น การต่อสู้เพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตยในประเทศต่างๆที่มี “หัวหอก” ในการนำทัพประชาชนต่อสู้กับอำนาจที่ไม่ชอบธรรมมาแล้วอย่าง

นาง ออง ซาน ซู จี วีรสตรีผู้กล้าของพม่า ที่อุทิศตนทำหน้าที่เป็นเสียงแห่งเสรีภาพอันทรงประสิทธิภาพที่ประชาคมโลกต่างยกย่อง ให้เกียรติและสดุดีในความเป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในพม่าของเธอผ่านรางวัลในระดับนานาชาติต่างๆที่เธอได้รับมาแล้วมากมาย แม้ในตอนนี้พม่าจะยังไม่เป็นประชาธิปไตยแต่การลุกฮือของสงฆ์และประชาชนที่ผ่านมาเป็นสัญญาณว่าพลังขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงจากในประเทศอุบัติขึ้นแล้ว เป็นพลังแห่งความหวังที่ประชาชนชาวพม่ารอคอย แม้ซู จีจะถูกกักขังบริเวณภายในบ้านของเธอแต่เผด็จการไม่อาจกักขังจิตวิญญาณในการต่อสู้เพื่อเสรีภาพของออง ซาน ซู จีไปได้ การต่อสู้ของเธอเป็นที่กล่าวขานและได้รับการยกย่องจากชาติประชาธิปไตยชั้นนำทั่วโลก นับเป็นความภาคภูมิใจของชาวพม่ายิ่งนักที่มีนักการเมืองไม่ละทิ้งอุดมการณ์ประชาธิปไตยอย่างออง ซาน ซู จี เธอเรียกร้องให้คนทั่วโลกร่วมต่อสู้เพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตยในพม่าผ่านวลีอันสั้นๆแต่มีพลังยิ่งนักว่า “Please use your liberty to promote ours.” “โปรดใช้เสรีภาพที่ท่านมีอยู่ เพื่อสนันสนุนเสรีภาพของเรา”

หรือข้ามมายังดินแดนเอเชียใต้อย่างปากีสถานบ้าง

การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในปากีสถานของนาง เบนาซีร์ บุตโต อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงผู้ล่วงลับของปากีสถานเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและยกย่องที่เราควรพูดถึง แม้ช่วงที่เธอลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศนานถึง 8 ปีเธอก็หาได้ทอดทิ้งชาวปากีสถานไปไม่แต่ได้อุทิศตนทั้งในด้านวิชาการและการเมืองเพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมืองในปากีสถาน เธอยังคงทรงพลังทางการเมืองและมีอำนาจโน้มนำทางการเมืองแม้จะลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศยาวนาน

สังคมการเมืองของปากีสถานมีลักษณะเฉพาะตัวต่างจากประเทศอื่นโดยทั่วไป เป็นสังคมการเมืองที่ต่อสู้กันของสองแนวรบ แนวรบด้านที่หนึ่ง เป็นการต่อสู้ระหว่างเผด็จการและประชาธิปไตย ขณะที่แนวรบด้านที่สองเป็นการประลองกำลังกันระหว่างกองกำลังของฝ่ายมุสลิมที่ยึดทางสายกลางและฝ่ายมุสลิมหัวรุนแรง ด้วยลักษณะเป็นคนที่เปิดกว้างทางความคิด เห็นในคุณค่าประชาธิปไตยเบนาซีร์ บุตโตจึงกลายเป็น สัญญลักษณ์การต่อสู้ของฝ่ายประชาธิปไตยและมุสลิมสายกลางได้ไม่ยาก

ที่สำคัญบุตโตเป็นคนที่กล้าคิดนอกกรอบ เธอกล้าวิจารณ์การใช้ศาสนาอิสลามของกลุ่มหัวรุนแรงมาเป็นเครื่องมือในการจัดตั้งรัฐอิสลามบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นเผด็จการอีกรูปแบบหนึ่งและโจมตีเผด็จการทหารที่ชอบเข้ามาตัดตอนการเติบใหญ่ของประชาธิปไตยโดยใช้ “ระบบอุปถัมภ์” เป็นเครื่องมือในการต่อท่ออำนาจอย่างตรงไปตรงมา ทำให้เบนาซีร์ บุตโตกลายเป็น “ผู้นำทางความคิด” ที่โดดเด่นของฝ่ายประชาธิปไตยที่ได้รับความนิยมอย่างสูงสุด ในขณะเดียวกันก็เป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของกลุ่มหัวรุนแรงด้วย บุตโตทราบดีถึงแผนการลอบสังหารก่อนที่เธอจะกลับคืนสู่มาตุภูมิแต่เธอกล่าวว่าคำขู่นี้ไม่อาจลบความมุ่งมั่นของเธอในการกลับไปรับใช้ประชาชนชาวปากีสถานได้ เธอได้รับการต้อนรับอย่างล้นหลามจากประชาชนเรือนแสนกลางกรุงการาจีแม้มันจะจบลงด้วยโศกนาฎกรรมที่เธอต้องสังเวยชีวิต แต่ตระกูลบุตโตได้กลายเป็น “สัญญลักษณ์” ฝ่ายประชาธิปไตยในปากีสถานไปแล้วไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใดพรรคประชาชนปากีสถานยังคงได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างไม่เสื่อมคลาย

หรือมองไปที่เพื่อนบ้านปากีสถานอย่างอินเดียบ้าง

อินเดียชาติที่เคยรวมอยู่กับปากีสถานเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษแต่อินเดียกลับสามารถสร้างฐานรากประชาธิปไตยให้หยั่งรากลึกลงในสังคมอินเดียและสามารถควบคุมทหารไว้ไม่ให้มีการปฏิวัติรัฐประหารได้ตั้งแต่ได้รับเอกราชเป็นต้นมา จนสามารถบอกกับชาวโลกได้ว่า”รัฐประหารไม่เคยมีที่ยืนในสังคมประชาธิปไตยของอินเดีย” ต่างกับปากีสถานที่ประชาธิปไตยล้มลุกคลุกคลานมาตลอด รัฐบาลพลเรือนอยู่ครองอำนาจได้ในระยะเวลาเพียงสั้นๆ

แต่ประชาธิปไตยในอินเดียจะไม่แข็งแกร่งอย่างทุกวันนี้หากขาดซึ่งรัฐบุรุษ จาวาฮะราล เนรูห์ซึ่งเป็นทั้งผู้นำมวลชนของชาวอินเดียและผู้วางรากฐานประชาธิปไตยให้กับอินเดียด้วย

จาวาฮะราล เนรูห์ นายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดีย เขาเป็นทั้ง “ผู้นำทางความคิดควบคู่ไปกับผู้นำทางการเมือง” ด้วยความที่เขามีพรสวรรค์ในการพูด สามารถสร้างแรงจูงใจร่วมกับประชาชน คมวาทะของเนรูห์จึงเข้าถึงประชาชนทุกระดับได้ไม่ยาก กอรปกับเป็นคนที่มีบุคคลิกมีเสน่ห์อันเป็นลักษณะเฉพาะตัวของเขา เมื่อใดก็ตามที่เขาเดินทางไปปราศรัยในที่ต่างๆ เขาจะได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างเนืองแน่นอยู่เสมอและด้วยความตั้งใจที่จะทำทุกอย่างเพื่อประเทศชาติและประชาชน เนห์รูจึงไม่เพียงแต่จะเป็นวีรบุรุษของการกู้อิสรภาพเท่านั้นแต่เขายังเป็นผู้ที่ประชาชนนิยมยกย่องเป็นอย่างมาก เนห์รูจึงนับเป็นความภาคภูมิใจของชาวอินเดียมาจนถึงทุกวันนี้

หรือย้อนไปในอดีตสงครามประกาศอิสระภาพของสหรัฐอเมริกาบ้าง

จอห์น อาดัมส์ ประธานาธิบดีคนที่สองของสหรัฐอเมริกา ผู้เป็นทั้งนักการทูต นักประวัติศาสตร์และนักต่อสู้เพื่อเสรีภาพในสงครามประกาศอิสระภาพของสหรัฐอเมริกา แม้จอร์จ วอชิงตันได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีคนแรกของอเมริกา แต่หากขาดซึ่งการสนับสนุนจากอาดัมส์แล้วจอร์จ วอชิงตันอาจไม่กลายมาเป็นตำนานของคนอเมริกันจนถึงทุกวันนี้ จอห์น อาดัมส์ผู้นี้นี่เองที่เป็นคนเลือกจอร์จ วอชิงตันมาเป็นแม่ทัพหน้าในการต่อสู้กับกองทัพอังกฤษ

จอห์น อาดัมส์จึงเป็นมันสมองที่แท้จริงและเป็นฟันเฟืองหลักในสงครามประกาศเอกราชจากอังกฤษของสหรัฐอเมริกาหรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ “การปฏิวัติของชาวอเมริกัน” อาดัมส์ เป็นทั้ง นักคิด นักพูดและกล้าที่จะพูดในสิ่งที่คนส่วนใหญ่เห็นค้าน อย่างที่โธมัส เจฟเฟอร์สันยกย่องและสดุดีในความเป็นคนตั้งมั่นในการต่อสู้ในสงครามปฏิวัติของชาวอเมริกันของอาดัมส์ว่า เขาเป็นนักต่อสู้ผู้ยิ่งใหญ่ในสภาคองเกรส สภาที่เป็นเสาหลักในการสนับสนุนคำประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา

ยังมี “ผู้นำ” ในการต่อสู้เพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตยอีกมากมายในโลกนี้ที่ผู้เขียนไม่ได้พูดถึงและควรค่าแก่การยกย่องนำมาถ่ายทอดให้อนุชนรุ่นหลังได้รับรู้

การเรียกร้องเสรีภาพและประชาธิปไตยไม่ว่าทีใดในโลกก็ยากจะสำเร็จหากขาดซึ่ง “ผู้นำทางความคิดที่เป็นผู้นำทางการต่อสู้ด้วย” ในตอนนี้ประเทศไทยเรายังขาด “ผู้นำ” ในการกอบกู้ประชาธิปไตยคืนสู่ประเทศไทย การต่อสู้ของฝ่ายประชาธิปไตยที่ผ่านมาจึงยังไม่สามารถเอาชนะต่อฝ่ายอมาตยาธิปไตยได้ การต่อสู้เพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตยจะบรรลุผลสำเร็จได้นั้นเราต้องมี ผู้นำหรือตัวแทนที่สามารถจับต้องได้เป็นผู้ปลุกความคิด ปลุกความฮึกเหิมของคนในสังคมให้ตื่นขึ้นและสามารถสร้างความรู้สึกร่วมไปสู่การมีอุดมการณ์ร่วมกันกับประชาชนได้ในที่สุด กลายเป็นพลังมวลชนขนาดใหญ่พร้อมเข้าร่วมปฏิบัติการในสมรภูมิรบ

การต่อสู้ของฝ่ายประชาธิปไตยหลังรัฐประหาร 19 กันยาฯ ล้มเหลวในการโค่นล้มเผด็จการเพราะ “กองทัพประชาชน” ขาด “ผู้นำ” ที่เป็นตัวแทนในการเรียกร้องประชาธิปไตยในยามที่พลังประชาธิปไตยต้องการ ผู้นำที่พร้อมด้วยบารมีและการยอมรับนับถือจากประชาชนอย่างสูงสุดมาเป็นผู้ปลุกความคิดและจิตวิญญาณประชาธิปไตยนั่นเอง เสียงแห่งประชาธิปไตยเลยขาดความฮึกเหิมเพราะอดีตนายกฯทักษิณที่ได้กลายเป็นสัญญลักษณ์ของตัวแทนฝ่ายประชาธิปไตยที่ประชาชนต้องการมากที่สุดในขณะนั้นท่านเลือกหนทางในการสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย แทนที่จะเลือกปลุกความคิดประชาชนให้ลุกขึ้นสู้กับทหารและอมาตยาธิปไตย

อีกทั้งบุคคลิกส่วนตัวของท่านทักษิณเองก็ไม่ใช่เป็น “นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในแบบฉบับสากล” แต่ท่านเป็น “สุภาพบุรุษประชาธิปไตย” ที่เป็นนักบริหารประเทศที่รู้จักเลือกใช้ทรัพยากรได้มีประสิทธิภาพมากที่สุดมากกว่า ฝ่ายประชาธิปไตยจึงพ่ายแพ้แก่เผด็จการทหารและอมาตยาธิปไตยไปในรัฐประหารครั้งที่ผ่านมา

การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเพื่อให้อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนในประเทศไทยในห้วงเวลานี้ เราจึงต้องการคนแบบรัฐมนตรีจักรภพ เพ็ญแข นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่สังคมไทยโหยหา เพราะจักรภพ เพ็ญแขเป็นผู้ที่พร้อมด้วยรูป พรสวรรด้านการพูด ความรู้ ความคิดที่เป็นสากล สามารถที่จะเป็น “ผู้นำทางความคิดที่เป็นผู้นำทางการต่อสู้” ด้วย ที่สำคัญคุณจักรภพเป็นผู้ไม่ละทิ้งอุดมการณ์เป็นนักการเมืองที่ยืนอยู่เคียงข้างประชาชนและยึดในหลักการประชาธิปไตยอย่างมั่นคงเสียยิ่งกว่าคุณจาตุรนค์ ฉายแสงที่เคยพลาดเรื่องการเอ่ยปากว่าจะน้อมรับคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญไม่ว่าผลการตัดสินยุบพรรคจะออกมาเช่นใรมาก่อนแล้วเสียอีกจนฝ่ายตรงข้ามนำมาเป็นจุดอ่อนโจมตีได้

ในสายตาของผู้เขียนคุณจักรภพเป็นเพชรเม็ดงามของรัฐบาลพลังประชาชน เป็นเพชรน้ำเอกของฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยและจะเป็น “ผู้ปลุกความคิด” ประชาชนในการเรียกร้องประชาธิปไตยในอนาคตอย่างแน่นอน เพราะคุณจักรภพได้พิสูจน์ให้ประชาชนอย่างผู้เขียนและมวลมหาประชาชน ณ ท้องสนามหลวงเห็นแล้วว่าเมื่อประเทศมีภัย เมื่อประชาธิปไตยถูกย่ำยี คุณจักรภพกล้าที่จะเสียสละความสุขส่วนตัว วางความก้าวหน้าในอนาคต เสี่ยงชีวิตเข้าชนกับเผด็จการทหาร ก้าวออกมาเป็นปากกระบอกเสียงให้กับฝ่ายประชาธิปไตยอย่างอาจหาญ

ประเทศไทยเรานี้มีนักการเมืองน้อยคนนักที่จะกล้าพูดเพื่อประชาธิปไตยและประชาชนอย่างคุณจักรภพ เพ็ญแข ที่กล้าพูดในสิ่งที่ประชาชนอยากได้ยินเมื่อ “สิ่งนั้น” คือ “อุปสรรค”อย่างใหญ่หลวงต่อการสร้างประชาธิปไตยในประเทศไทย

ประเทศไทยชั่วโมงนี้จึงต้องการ “ผู้กล้า” ที่จะต่อสู้เพื่อนำความถูกต้องกลับคืนสู่สังคมไทยมากค่ะ

ขอให้คุณจักรภพยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตย เชื่อในคุณค่าประชาธิปไตยอย่างนี้ต่อไป เชื่อเถอะค่ะว่ามวลมหาประชาชนที่รักประชาธิปไตยเขาพร้อมยอมสู้เพื่อปกป้องคุณจักรภพอย่างถวายหัวแน่นอน

คุณจักรภพไม่โดดเดี่ยวหรอกค่ะ


Responses

  1. จักรภพ ไพร่ของอำนาจที่หวังจะครองอำนาจไว้ในมือตัวเอง ยิ่งกว่าเผด็จการ ยึดช่องข่าว สร้างข่าวนำเสนอข่าวที่ตัวเอง ฝ่ายตัวเองได้ประโยชน์ ไม่ได้หวังให้คนที่มีความคิดแตกต่างได้นำเสนอข่าวอีกด้าน เป็นการทำการเมืองเจ้าพ่อ คือ หากคุณไม่อยู่ฝ่ายผมคุณอย่างหวังที่จะเติบโตในวงการนี้ ซึ่งประชาชนที่มีความรู้ ไม่ได้หวังแค่เศษเงินรู้ดี

  2. พวกที่บ้าทฤษฏีตะวันตก เอามาใช้กับนักการเมืองพันธุ์ไทยไม่ได้หลอก มากกว่านิสัยนักการเมืองไทยไม่มีความละอาย ไม่มีความรับผิดชอบ ชอบนิยมผลประโยชน์ใต้โต๊ะ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันอยู่ที่ ทรก พปช และอีกไม่นานก็จะอยู่ที่พรรคเพื่อไทย “เมื่อไหร่พวกปลิงประชาธิปไตยจะหายไปจากสังคมไทย”

  3. You is thue not fact ความจงรักภักดีแท้ที่จริงแล้วก็เป็นวาทกรรมของพวกที่ไม้กล้าที่จะพุดความจริง จากประวัติศาสตร์การแก่งแย่งชิงอำนาจกันระหว่างกษัตริย์หรือขุนนางไทยไม่ว่ายุคใดสมัยใด หากอยากจะรุ้ปัจจุบันต้องเรียนรู้จากอดีตและประวัติศาสตร์ กษัตริย์ไทยหรือขุนนางไทย เข่นฆ่าทำลายล้างกัน โดยมิได้นึกถึงคุณธรรมหรือความถูกต้องเพียงใดดอก ผู้ใดต้องการอำนาจต้องการเป็นผู้ปกครองต้องฆ่าฝ่ายตรงข้ามอย่างเดียว อย่างในยุคสมัยพระนารายณ์มหาราชในช่วงใกล้อวสานขณะประชวรหนักและประทับอยู่ที่ลพบุรี พระเพทราชากับบุตรชายฆ่าทุกคนไม่เว้นแม้กระทั่งไอ้เตี้ย คนรับใช้ที่พระนารายณ์รับมาเลี้ยงดู ข้าฯใกล้ชิดต้องบวชพระเพื่อหนีความตาย ดังนั้นอย่ามาพูดเลยว่าอะไร อย่างไร ถ้าจะว่ากันไปแล้วคนที่ต้องการอำนาจมันฆ่าได้แม้กระทั่งพี่ชายน้องชาย วงศาคณาญาติ คนไทยตื่นเสียทีเถิด อำนาจ ความชอบธรรม ความเห็นใจหรือไม่มีวันที่จะได้มาจากการยกมือวิงวอนขอร้อง สิ่งต่าง ๆที่ประชาชนต้องการอำนาจประชาชนจะกลับคืนมาได้จะต้องได้มาจากการเรียกร้องด้วยปากกระบอกปืนของประชาชนเท่านี้น ถึงเวลาแล้วที่จะต้องหันปากกระปอกปืนไปหาพวกอำมาตย์และพวกเทวดาปลอม


Leave a response

Your response:

หมวดหมู่