Posted by: Jess | พฤษภาคม 14, 2008

ดร.วีรพงษ์ติง”การเมือง-แบงก์ชาติ” ต้นเหตุทำเศรษฐกิจซึมยาว

หลังจากราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 120 เหรียญต่อบาร์เรล ความกังวลต่อภาวะเงินเฟ้อ การขยายตัวเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร เป็นปัจจัยที่ถูกจับตาเป็นพิเศษว่ารัฐบาล ชุดนี้จะมีนโยบายรับมืออย่างไรต่อเรื่องดังกล่าว “ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอ๊ดวานซ์ อะโกร จำกัด (มหาชน) อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตอบคำถามในประเด็นต่างๆ ดังนี้

- ขณะนี้ปัญหาเศรษฐกิจอะไรที่ร้ายแรง

ปัญหาที่ร้ายแรงสุดคือ ราคาน้ำมัน ซึ่งราคาน้ำมันทำให้เกิดต้นทุนแพง ต้นทุนสินค้า ต้นทุนวัตถุดิบ ต้นทุนปุ๋ย ฯลฯ ภาวะตอนนี้อยู่ในช่วงการปรับราคาครั้งใหญ่ สำหรับสินค้าทั้งหมด การที่ราคาน้ำมันมาถึงจุดนี้เป็นที่คาดการณ์ได้ว่าการลงทุนจะต้องชะงักงันไปหมด รวมทั้งความไม่แน่นอนทางการเมืองต่างๆ ที่ยังคุกรุ่นอยู่อย่างมาก ปัญหาเรื่องความมั่นใจของนักลงทุน

ภาวะเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นจะเป็นตัวดึงความต้องการซื้อไม่ให้เพิ่มขึ้น เพราะเงินเท่าเดิมซื้อของได้น้อยลง เพราะฉะนั้นความต้องการสินค้าบริการต่างๆ น้อยลงโดยที่จ่ายเงินเท่าเดิมหรือ เพิ่มขึ้นบ้าง

ปีนี้โชคดีที่เกิดภาวะหนาวจัดในเขตอบอุ่นทั่วโลก ซึ่งเขตอบอุ่นเป็นเขตผลิตอาหาร ไม่ว่าข้าวสาลี ข้าวโพด ธัญพืชต่างๆ ทำให้ราคาพืชไร่ทั้งหมดราคาขึ้นไป เราโชคดีที่ราคาสินค้าส่งออกเราขึ้นราคาหมด ยกเว้นสินค้าประมง กุ้ง ไก่

แต่ปีหน้าคาดการณ์ได้ว่าไม่น่าจะมีภาวะฝนฟ้าวิปริตอย่างนี้ หรือโอกาสจะมีน้อยมากหรือแทบจะไม่มี ดังนั้นการผลิตธัญพืช ปีหน้าคงเยอะ ประกอบกับจะมีการผลิตพืชที่จะไปทำพลังงานเพิ่มขึ้น และพืชพลังงานมีข้อจำกัดอยู่เยอะ คงไม่ทำให้ราคาสินค้าพืชไร่ต่างๆ ราคาลดลง ถ้าหากราคาสินค้าพืชไร่ไม่ลดราคาลงหรือไม่ขึ้นต่อ ปีหน้าก็น่าจะเป็นปีแรกที่ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดของเราเริ่มจะขาดดุล และจะกลับไปวัฏจักรเหมือน 20 กว่าปีก่อนที่มีภาวะเงินเฟ้อ เศรษฐกิจซบเซา เริ่มขาดดุลทางการค้า ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด

แต่ปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ขาดดุลการค้าเที่ยวนี้ ไม่น่าห่วง เพราะเหตุว่าเรามีทุนสำรองระหว่างประเทศมีอยู่เป็นจำนวนมาก ถ้าเผื่อว่าทางการไม่เข้ามาแทรกแซงค่าเงินบาทก็น่าจะอ่อนตัวลง การที่บาทอ่อนตัวลงก็ยิ่งสร้างความกดดันเรื่องเงินเฟ้อมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นอยู่ที่นโยบายจะเอาอย่างไร ซึ่ง เราไม่รู้ว่าทางการจะดูแลเงินเฟ้อหรือจะผลักดันให้เศรษฐกิจโต แต่จะเอาทั้ง 2 อย่างคงไม่ได้

และเงินเฟ้อที่จริงทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว ไม่รู้จะไปห่วงทำไม เพราะเงินเฟ้อเกิดจากของขึ้นราคา ของส่งออกก็ขึ้นราคา ของนำเข้าก็ขึ้นราคา เงินเฟ้อไม่ได้มาจากดอกเบี้ย ไม่เกี่ยวกับนโยบาย การเงินอะไรทั้งสิ้น

“ผมไม่รู้ว่านโยบายเขาจะเอาอย่างไร ที่แบงก์ชาติพูดมาผมไม่ได้เห็นด้วย”

- ห่วงเรื่องเงินเฟ้อมากน้อยแค่ไหน

ไม่ห่วง ยังไงก็เฟ้อ แก้ไม่ได้

- เป็นเพราะเงินเฟ้อมาจากด้านต้นทุนเลยแก้ยาก

ไม่ต้องแก้ เพราะทำอะไรไม่ได้ ไม่มีวิธีแก้ การตรึงดอกเบี้ย เอาไว้เท่ากับเสียสละการขยายตัวทางเศรษฐกิจ…nothing เพื่ออะไรก็ไม่รู้ ไม่มีประโยชน์อะไรเลย เป็นการซ้ำเติมไม่ให้เศรษฐกิจขยายตัว

แบงก์ชาติกำหนดได้อยู่แล้ว ที่ผ่านมาส่งสัญญาณผิดๆ มาเรื่อยว่าเงินเฟ้อเกี่ยวกับดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยนไม่เกี่ยวกับดอกเบี้ยของสหรัฐอเมริกา

แบงก์ชาติคงตรึงดอกเบี้ยนโยบายไปเรื่อยๆ ซึ่งผมไม่เห็นด้วยมาแต่ต้น มันควรจะลงตามดอกเบี้ยสหรัฐอเมริกา ผมไม่ทราบว่าเขาตรึงไว้เพื่ออะไร เพราะเขาเชื่อว่าดอกเบี้ยเกี่ยวกับเงินเฟ้อเที่ยวนี้ ผมเชื่อว่าไม่เกี่ยว คนละเรื่องกัน

- การขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเงินเฟ้อ

ไม่ช่วย กลับไปช่วยซ้ำเติมทำให้เศรษฐกิจฟุบตัวมากกว่านี้

- การปรับราคาน้ำมันรอบนี้ถือว่าเป็นการปรับโครงสร้างราคา ครั้งใหม่

ใช่ ปรับโครงสร้างใหม่ทั้งโลก ไม่มีโอกาสที่จะต่ำกว่า 100 เหรียญต่อบาร์เรล เพราะดีมานด์มันเพิ่มขึ้น จากจีน-อินเดีย รัสเซีย พอดีมานด์เพิ่มขึ้นการปั่นราคามันจึงตามมา แต่มันมีพื้นฐานที่จะทำให้ขึ้นอยู่แล้ว

- การรับมือของรัฐบาลทันต่อเหตุการณ์แค่ไหน

กระทรวงการคลังโอเคที่เขาปรับมาเป็นนโยบายงบประมาณขาดดุล ปัญหาขณะนี้คือแบงก์ชาติ นโยบายการเงินไม่ได้ช่วยอะไรเลย กลับซ้ำเติมปัญหามากขึ้น และมีความคิดแปลกๆออกมาเรื่อยๆ

เงินเฟ้อมันเฟ้อแน่ๆ…แต่ไม่เกี่ยวกับดอกเบี้ย แต่ดอกเบี้ยเกี่ยวกับการบริโภค การลงทุน เกี่ยวกับอัตราการเติบโตเศรษฐกิจแต่แบงก์ชาติไม่ให้ความร่วมมือเลย

- นโยบายขาดดุลงบประมาณช่วยได้ไม่มาก

ใช่ ไม่เยอะ แต่ยังดีกว่าไม่ขาดดุล การลงทุนภาครัฐต้อง เร่งให้มากกว่าปกติเพื่อชดเชยการลงทุนภาคเอกชนที่ไม่มี ในความเห็นผมแนวทางของคลังถูกแต่ของแบงก์ชาติไม่ถูก ที่ไม่ลดดอกเบี้ย

- ท่านรัฐมนตรีคลังเคยพูดว่าเน้นเศรษฐกิจโต

แต่แบงก์ชาติไม่ให้ความร่วมมือเลย

- เงินเฟ้อที่ขึ้นไปรัฐบาลไม่ควรตรึงราคาสินค้าหรือตรึงบางส่วน

ถ้าจะต้องตรึงก็เพื่อเหตุผลทางการเมือง ไม่ใช่เหตุผลเศรษฐกิจ ซึ่งบางทีก็มีความจำเป็นในสถานการณ์อย่างนี้ ไม่งั้นรัฐบาลก็อยู่ ไม่ได้ เพราะฉะนั้นสังคมก็ต้องจ่ายเพื่อเสถียรภาพของรัฐบาล

- ในแง่ค่าแรง

ค่าแรงก็ต้องขึ้นให้เขา ถูกแล้วที่ขึ้น ส่วนจะขึ้นเท่าไรเป็นรายละเอียดที่ผมไม่ได้ยุ่งแล้ว

- รัฐบาลไม่มีนโยบายเพื่อรับมืออะไรเลย

ทำแล้วเขาปรับค่าแรงขึ้น ปรับงบประมาณขาดดุล เร่งรัด การลงทุนภาครัฐบาล ทำถูกแล้ว

- มีเสียงที่พูดว่ารัฐบาลไม่แก้เศรษฐกิจอย่างจริงจัง

ทำไมจะไม่แก้ เขาย้อนกลับมาใช้นโยบายเดิมหมดแล้ว ที่หยุดไปสมัยรัฐบาลที่แล้ว อาทิ กองทุนหมู่บ้าน นโยบายขาดดุล รัฐบาล เข้ามาไม่กี่เดือนจะให้ความเชื่อมั่นกลับมาเร็วได้อย่างไร สมัยคุณทักษิณ (ชินวัตร) ใช้เงินลงไปปี 2544 กว่าเศรษฐกิจกระเตื้องขึ้นในปี 2547

ตอนนี้รัฐบาลย้อนกลับไปใช้นโยบายงบประมาณขาดดุล ฝ่ายแบงก์ชาติยังไม่ได้ขยับอะไรเลย

- ในเรื่องประสิทธิภาพการผลิตควรปรับอย่างไร

เรื่องนี้เป็นเรื่องโจ๊ก ประสิทธิภาพมันเกิดขึ้นเองถ้ามันมีการผลิตเต็มที่ เศรษฐกิจกำลังมีการเติบโต และเมื่อไรที่เศรษฐกิจไม่โตหรือกำลังถดถอย ประสิทธิภาพมันก็ลดลง เพราะประสิทธิภาพคือ output หารด้วย input ถ้าเครื่องจักรทำงานเต็มที่ ประสิทธิภาพเครื่องจักรพุ่งทั้งๆ ที่เป็นเครื่องจักรอันเดียวกัน ใครจะไม่อยากมีประสิทธิภาพถ้ามันขายของออก การเพิ่มประสิทธิภาพ คุณต้องขายของดี ขายของออก กำลังการผลิตเต็มที่ ส่วนการเพิ่มประสิทธิภาพต่อหัวแรงงานคุณต้องลงทุน เปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ แค่ปิดไฟ ปิดน้ำ เป็นกิมมิก เป็นเรื่องจิตวิทยามากกว่า

- ที่บอกว่าความมั่นใจยังไม่มี

ไม่มี ยิ่งหึ่มๆ อย่างนี้ (การเมือง) ยิ่งไม่มี ทั้งต่างประเทศ และ ในประเทศ ปัญหาเศรษฐกิจผมไม่ห่วงมันลงแน่ จะลงมาก ลงน้อยอยู่ที่สถานการณ์การเมือง ถ้ายังทะเลาะกันอยู่อย่างนี้ ไม่ปรับตัวเข้าหากัน มันต้องพังแน่นอน เจ๊งก็ตกงาน ไม่มีงานทำ ของแพง ขายไม่ออก อยากจะเจ๊งให้หนักก็ตีกันให้มากขึ้น

- เศรษฐกิจถ้าจะพังมันรุนแรงแค่ไหน เหมือนวิกฤตเศรษฐกิจ หรือไม่

มันจะซึมยาวเหมือนสมัยป๋า (พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์) ไม่พังแบบต้มยำกุ้ง แต่มันจะซึมลงๆ คราวนี้การซึมจะไม่ซึมทั่วโลก พวกอาหรับ จีน อินเดียยังไปได้ แต่อาเซียนคงแย่

- ถ้าซึมยาวรัฐบาลใช้นโยบายขาดดุลงบประมาณมาช่วยได้นาน แค่ไหน

จนกว่าทุนสำรองระหว่างประเทศจะลดลงเหลือประมาณ 3-4 เดือนของมูลค่าการนำเข้า การแก้ปัญหาโดยใช้นโยบายขาดดุลขนาดนี้ (ปี 2551 ขาดดุล 165,000ล้านบาท ปี 2552 ขาดดุล 249,500 ล้านบาท) รัฐบาลต้องค่อยๆ ดูไป และค่อยๆ ปรับไป ส่วนนโยบายอื่นที่จะมาเสริมก็เป็นเรื่องการเมือง อย่างตลาดนัดแรงงาน หรือให้ รมว.การท่องเที่ยวจัดโน่นนี่ เขาต้องทำเขาอยู่เฉยไม่ได้ แต่จริงๆ มันทำอะไรไม่ได้เท่าไร แต่ไม่ทำเลยมันอยู่ไม่ได้ การเมืองสมัยป๋ากว่าเศรษฐกิจจะฟื้นในปี 2529 ใช้เวลาเกือบ 7 ปี

- ถ้าแบงก์ชาติลดดอกเบี้ยจะช่วยได้แค่ไหน

ช่วยเรื่องการบริโภค เรื่องการลงทุน อย่าไปห่วงเรื่องเซฟวิ่ง (การออม) ตอนนี้มันมากกว่าการลงทุนอยู่แล้ว แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยแท้จริงจะเป็นลบ การออมยังสูงอยู่ ที่แบงก์ชาติชี้แจงมาผมจึงไม่เห็นด้วยกับเขาเกือบทุกประเด็น

นโยบายแบงก์ชาติเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เงินบาทแข็งเร็วกว่า ชาวบ้าน และเป็นตัวที่ดีเพรสการเติบโตเศรษฐกิจ

- ถ้าน้ำมันทะลุไป 150-200 เหรียญต่อบาร์เรล

ไม่ต้องทะลุ อยู่แค่นี้ 120 เหรียญต่อบาร์เรลก็เจ๊งแล้ว แต่จะเจ๊งเร็ว เจ๊งช้า ราคาน้ำมันอยู่ตรงนี้เราก็เจ๊งแล้วล่ะ

- โครงสร้างราคาเปลี่ยนหมด

ใช่ ขณะนี้คนที่เดือดร้อนคือประชาชน ไม่มีทางทำอะไรได้ ผู้ขายน้ำมันเอาไป จะให้ทำอย่างไร ไม่มีทางที่สินค้าเกษตรจะขึ้นราคาได้ ไม่เหมือนน้ำมันที่มีอยู่จำกัด กว่าจะพัฒนาได้ต้องใช้เวลา เช่นค้นพบแหล่งน้ำมัน ถ้าลงทุนวันนี้กว่า 8 ปีจะได้น้ำมันมาใช้ แต่พืชไร่ตัดสินใจวันนี้อีก 120 วันได้ของแล้ว ดังนั้นที่มีข่าวว่ามี คนที่อยากจะเช่าที่ดินไทย เชิญเลย ถ้าอยากเจ๊ง

- ที่บอกว่าไทยเป็นครัวโลก

ฝันได้ เป็นแค่ร้านอาหาร แต่ไม่เป็นหรอก ครัวโลกที่เป็นแหล่งผลิตที่ใหญ่ที่สุดคือ สหรัฐอเมริกา เขาคุมอยู่

- ข้าวของไทยที่ขายดีแสดงว่าไม่ใช่ของจริง

มันเป็นการเมือง เป็น พี.อาร์.มาร์เก็ตติ้งของรัฐบาล ไม่เสียหายอะไร แต่อย่าไปซีเรียสกับมันมาก เท่ากับได้ทำ พี.อาร์.ข้าวไทยไปทั่วโลก อย่าไปคิดอะไรมากกว่านี้

- ราคาน้ำมันขึ้นจุดไหนที่ทำให้คนตัดสินใจเปลี่ยนพฤติกรรม

มันต้องโอเวอร์ชูตก่อน วัสดุต่างๆ เปลี่ยนโฉมหมด เราไม่มีวันรู้ว่าราคาจะเป็นเท่าไร เพราะไม่รู้จะมีเทคโนโลยีอะไรมาช่วย แต่พืชพลังงานช่วยได้ไม่เยอะ

ตอนนั้นญี่ปุ่นเป็นปาฏิหาริย์ที่คิดค้นนวัตกรรมใหม่มาใช้ การเกิดขึ้นของวัสดุใหม่ๆ เช่นที่เคยใช้ทองแดงมาใช้ใยแก้ว จากท่อเหล็กมาใช้พีวีซี การใช้สอยน้ำมันคุ้มค่าขึ้นเยอะ รอบนี้คิดว่าจีนน่าจะมาเป็นปาฏิหาริย์ในเรื่องรีเสิร์ชทางด้านเทคโนโลยีทางด้านพลังงาน การใช้พลังงาน

จีนจะสร้างมิราเคิล บริษัทใหญ่ๆในจีน คนอเมริกันเป็นคนรัน เพราะผลจากซับไพรมมีปัญหา บริษัทอเมริกันที่ลงทุนในต่างประเทศอยู่ที่จีนเยอะมาก พอมีปัญหาต้องขายทรัพย์สินคืนจีน เหมือนญี่ปุ่นที่เคยเป็นมาก่อน ตอนนี้สหรัฐอเมริกาเหมือนญี่ปุ่น เอาเงินกลับไปแก้ปัญหาที่บ้าน ดังนั้นจีนได้แล้วคนรันธุรกิจคือ เมริกา พวกนี้เป็นพวกที่จะสร้างมิราเคิลในจีน มันสมองคืออเมริกัน เงินทุนคือจีน

- จะแนะนำสังคมหรือคนส่วนใหญ่อย่างไร

ถ้าส่วนตัวก็ให้ประหยัด แต่ถ้าสังคมต้องช่วยกันซื้อช่วยกัน ใช้ในประเทศ คนที่มีกำลังบริโภคซื้อของในประเทศ ถ้าดีก็ขยายการลงทุน ใช้ของไทยร่วมใจกันส่งออก อาจจะยึดหลัก paradox of thrift ถ้าคนอื่นไม่ขี้เหนียวเราขี้เหนียวเราดีขึ้นแต่ถ้าทุกคนพร้อมใจกันขี้เหนียวสังคมแย่ลงหมด แต่ในแง่ส่วนบุคคลจะดีขึ้น

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ

Leave a response

Your response:

หมวดหมู่