ภัยพิบัติธรรมชาติจากพายุไซโคลนนาร์กีส ความแรง 190 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไม่เพียงคร่าชีวิตชาวบ้านกว่า 22,000 รายและสร้างความเสียหายกินพื้นที่มหาศาลในพื้นที่ในภูมิภาคอิรวดี ฝั่งตะวันตกของประเทศ
ยังเปิดเผยความเปราะบางในการบริหารประเทศของรัฐบาลทหารพม่า ที่กินเวลามายาวนานหลายทศวรรษ
องค์กรระหว่างประเทศ ทั้งองค์กรเอกชนและในส่วนของสหประชาชาติ ต่างตำหนิรัฐบาลทหารพม่าที่ไม่มีระบบการเตือนภัยให้กับประชาชน
ทำให้คลื่น 3.5 เมตรที่ก่อตัวจากพายุซัดกวาดบ้านเรือนตามแนวชายฝั่งปากแม่น้ำอิรวดีไปหลายหมู่บ้าน
พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ราบต่ำ เป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญของประเทศ เดิมมีป่าโกงกางเป็นแนวกั้นไร่นา
ชาวบ้านส่วนใหญ่จาก 6 ล้านคนในแถบนี้เป็นเกษตรกรฐานะยากจน
จากผลของภัยพิบัติครั้งนี้ จึงเชื่อว่าจะกระทบต่อชีวิตชาวบ้านหนักขึ้นไปอีก ในขณะที่ราคาข้าวและอาหารอื่นๆ แพงขึ้นทั่วโลก ขณะที่ภัยพิบัติในระยะสั้นคือเชื้อโรค เช่น อหิวาต์ และมาลาเรีย อาจกระหน่ำซ้ำเติมผู้ประสบภัยอีก
นางบริจิตต์ ลีโอนี โฆษกองค์กรยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศเพื่อลดภัยพิบัติแห่งสหประชาชาติ กล่าวว่า หากดูจำนวนผู้เสียชีวิตแล้ว ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า หากมีระบบเตือนภัยเร็วกว่านี้ ก็จะช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตได้มหาศาล เพราะคนที่ตายจำนวนมากไม่มีเวลาที่จะหนีภัยได้ทัน
นางลอร่า บุช สตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐอเมริกาที่ทำงานรณรงค์ประชาธิปไตยในพม่า กล่าวโจมตีรัฐบาลทหารพม่าในเรื่องนี้ทันที ว่าปกครองประเทศมานานกว่า 46 ปีไม่เคยทำชาวบ้านอยู่ดีมีสุข แม้กระทั่งในเหตุการณ์ครั้งล่าสุดนี้
“ทั้งที่รู้ว่ามีภัย แต่กระบอกเสียงของรัฐบาลทหารพม่ากลับเตือนประชาชนที่อยู่ในเขตพื้นที่พายุเคลื่อนผ่าน ไม่ทัน การณ์ ชาวพม่ามารู้เรื่องภัยพิบัตินี้จากสื่อมวลชนของต่างประเทศที่ประกาศเตือน” นางบุช กล่าว
ถ้อยคำตำหนิเหล่านี้ตามมาด้วยข้อมูลยืนยันจากอินเดีย
เมื่อกรมอุตุนิยม วิทยาของอินเดีย หรือ ไอเอ็มดี ซึ่งได้รับมอบหมายจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลกให้ตรวจจับการก่อตัวของพายุไซโคลนในภูมิภาคเอเชียใต้และบางส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตรวจพบการก่อตัวของพายุในอ่าวเบงกอลตั้งแต่วันที่ 26 เม.ย. แต่ตอนแรกยังไม่แน่ชัดว่าจะเคลื่อนตัวเข้าประเทศใด จึงเตือนภัยทุกประเทศที่อาจได้รับผลกระทบ ต่อมาจึงได้ส่งคำเตือนไปถึงพม่า 48 ชั่วโมงก่อนที่พายุไซโคลนนาร์กีสจะขึ้นฝั่ง
“หน้าที่ของเราก็คือส่งคำเตือน และที่เราภูมิใจที่จะบอกว่า เราได้ส่งคำเตือนล่วงหน้าไปมาก เป็นเวลาที่มากพอสำหรับการเตรียมมาตรการต่างๆ เช่น การอพยพ” นายพี.พี. ยาดาฟ โฆษกของไอเอ็มดี กล่าว
ด้านชาวบ้านผู้รอดชีวิตให้สัมภาษณ์รอยเตอร์ ตำหนิรัฐบาลทหารพม่าเช่นกันว่า รับมือกับเหตุการณ์ได้ช้ามาก เทียบกับเมื่อตอนที่นำกำลังทหารเข้าไปปราบปรามผู้ชุมนุมในนครย่างกุ้งเมื่อปีก่อนแล้ว เทียบกันไม่ได้เลย
“รัฐบาลทหารพม่าเสียโอกาสทองที่จะส่งทหารเข้าไปช่วยชาวบ้านกู้ภัย เพื่อจะชนะใจชาวบ้าน” ข้าราชการเกษียณรายหนึ่งกล่าว
ความผิดพลาดดังกล่าวและความเสียหายที่เกิดขึ้นทำให้รัฐบาลทหารพม่าไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากเปิดรับความช่วยเหลือจากนานาประเทศ
แอนดรูว์ เคิร์กวู้ด ผู้อำนวยการองค์กรเซฟ เดอะ ชิลเดรน ประจำพม่า กล่าวว่า จากเหตุการณ์ครั้งนี้ รัฐบาลทหารพม่าเปิดประเทศมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากที่ปกติจะจำกัดความเคลื่อนไหวของกลุ่มองค์กรต่างชาติ
ชาวบ้านที่ดูฟังข่าวจากสื่อมวลชนของรัฐแทบจะไม่เชื่อหู
“นี่แสดงว่า สถานการณ์เลวร้ายมาก ทหารพม่ารับมือเองไม่ไหวจริงๆ ผมนึกว่าทหารพม่าจะทะนงเกินกว่าจะรับความช่วยเหลือจากประชาคมโลกเสียแล้ว” ชาวบ้านในนครย่างกุ้งกล่าว
ขณะที่สถานีโทรทัศน์ของทางการนำเสนอรายงานที่พยายามช่วยเหลือรัฐบาลทหารเต็มที่
เมื่อครั้งที่พายุไซโคลนเคยกระหน่ำเอเชีย และมีผู้เสียชีวิตในบังกลาเทศถึง 143,000 รายในปี 2534 นั้น สถานีโทรทัศน์ของทางการพม่าแพร่ภาพผู้นำระดับสูงในกองทัพออกพบปะผู้ประสบภัย นำสิ่งของไปให้วัด และช่วยกันกวาดเก็บพื้นที่ที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง
ออง เนียงอู นักวิเคราะห์การเมืองพม่าในไทย กล่าวว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทหารพม่ามักต้องการให้ประชาชนเห็นว่า ทหารมีศักยภาพที่จะรับมือกับภัยธรรมชาติ และต้องการส่งสารให้รู้ว่า พม่าไม่ต้องการความช่วยเหลือ แต่คราวนี้ ภาพอย่างนั้นช่วยไม่ได้แล้ว และจะส่งผลใหญ่ทางการเมืองในระยะยาวอย่างแน่นอน
ที่มา: ข่าวสด ออนไลน์






I feel so sad about this news.
By: salim on พฤษภาคม 21, 2008
at 10:07 am