Posted by: Jess | เมษายน 7, 2008

สัมภาษณ์พิเศษ ‘จักรภพ-นพดล’ เสนาบดีใต้ร่มเงา ‘ทักษิณ’

…’ผมรู้ว่าภายใต้รัฐบาลทักษิณ มีหลายอย่างต้องใช้เป็นบทเรียนปรับปรุงต่อไป โดยเฉพาะการบริหารความสัมพันธ์ในเชิงอำนาจ ซึ่งถือเป็นบทเรียนใหญ่ที่สุด’…  

มีตัวอย่างให้เห็นจาก 2 คนการเมืองที่ออกมาเคลื่อนไหวด้วยท่วงทำนองต่างกัน แต่มีเป้าหมายเดียวกัน คือการพิทักษ์ผู้ถูกโค่นอำนาจที่ชื่อ ‘พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร’ อดีตนายกรัฐมนตรี

เมื่อ 15 เดือนก่อน…

จักรภพ เพ็ญแข คือแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ที่ประกาศตัวเป็นหัวหอกในการโค่นล้มระบบศักดินา

นพดล ปัทมะ ถูกแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายของ พ.ต.ท. ทักษิณ คอยแก้ต่างแทนลูกความทั้งประเด็นที่เกี่ยวกับงานหลวงและงานราษฎร์

6 กุมภาพันธ์ 2551…

‘จักรภพ’ กลายเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขณะที่ ‘นพดล’ ขึ้นแท่นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

จากบรรทัดนี้ไป คือคำบอกเล่าความรู้สึกของ ‘2 องครักษ์พิทักษ์นายใหญ่’ ในโอกาสแรกที่ได้ร่วม ครม. ‘สมัคร 1′ พร้อมเผยความในใจที่ทำให้เขาต้องสู้ยิบตาเพื่อคนจากแดนไกล

จักรภพ เพ็ญแข

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

‘ผมรู้ว่าภายใต้รัฐบาลทักษิณ มีหลายอย่างต้องใช้เป็นบทเรียนปรับปรุงต่อไป โดยเฉพาะการบริหารความสัมพันธ์ในเชิงอำนาจ ซึ่งถือเป็นบทเรียนใหญ่ที่สุด’

- ภายหลังได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี ถือว่าชีวิตถึงฝั่งฝันอีกครั้งหรือไม่

(หัวเราะหึๆ) การได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีเป็นเกียรติประวัติของทุกชีวิต ไม่เฉพาะผมเอง ในฐานะที่เป็นผู้มาต่อท้ายแถวมีความรู้สึกไม่ต่างจากท่านที่ผ่านๆ มา ที่สำคัญคือได้รับพระมหากรุณาธิคุณร่วมกับ ครม.ทั้งหมดในพระบรมราโชวาทที่พระราชทานไว้ในวันถวายสัตย์ปฏิญาณตน (วันที่ 6 กุมภาพันธ์) ยิ่งดื่มด่ำเข้าไปในใจว่าเราต้องมีหน้าที่อะไร เพราะทรงรับสั่งว่าเราคือคน 35 คน ที่ต้องเสียสละเพื่อคน 63 ล้านคน จะต้องทำงานให้เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง จึงจะถือว่าเป็นเกียรติ เป็นศรีแก่วงศ์ตระกูล พระราชดำรัสของพระองค์จะอยู่ในใจผมตลอดไป นี่คือสิ่งที่ผมจะใช้เป็นหลักการในการเริ่มต้นความเป็นรัฐมนตรีคราวนี้และต่อไป ถือเป็นโอกาสแรกของชีวิตที่ได้รับพระบรมราโชวาทโดยตรง ถือเป็นความพิเศษ

- ช่วงที่เป็นแกนนำ นปก.เคยพูดถึงความพยายามในการโค่นล้มระบบศักดินา แต่วันนี้กลับเข้ามาอยู่ในระบบศักดินาแบบกลายๆ

คำว่าศักดินาที่มีการพูดกันมากตอนนั้นมีความหมายถึงคนที่วางตัวเหนือกว่าบุคคลอื่น โดยไม่มีใครเขาเทิดทูนขึ้นไป ไม่ได้หมายถึงบุคคลอันเป็นที่สักการะของคนทั้งประเทศ และทั่วโลกให้ความยอมรับนับถือ อยู่ในฐานะบุคคลที่น่าเคารพบูชา คือเป็นปูชนียบุคคล พูดง่ายๆ ให้มันชัดขึ้นก็คือ ศักดินาที่พูดถึงในตอนนั้นคือคนที่ต้องการจะทำลายระบอบประชาธิปไตยด้วยการอ้างว่าตัวเองอยู่เหนือประชาชน แล้วสิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่ของสำคัญ ไม่ใช่ของถาวร สามารถโค่นล้มได้ นั่นต่างหากที่เราต่อสู้

- กังวลภาพลักษณ์การต่อสู้เพื่อล้มล้างระบบศักดินา ที่ยังติดตัวอยู่หรือไม่

ถามว่ายังคิดอย่างเดิมหรือไม่ โดยส่วนตัวผมไม่ได้เปลี่ยนความคิดเลย เพียงแต่วิธีการที่จะนำไปสู่จุดหมาย ผมต้องปรับให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของประชาธิปไตย

- ขณะนี้มีอำนาจรัฐอยู่ในมือแล้ว จะบันดาลให้สิ่งต่างๆ เป็นไปตามธงในใจหรือไม่

คืออำนาจเนี่ย… มันเป็นของหนัก ถ้าไม่ถ่วงน้ำหนักให้ดี มันก็ทับหัวเรา ไม่ได้ทับคนอื่น ผมตั้งใจว่าจะสร้างกิจกรรมในทางบวก หรือทางที่เป็นประโยชน์แก่บ้านเมืองแข่งกับการมีอำนาจรัฐซึ่งได้มาแบบชั่วคราว ผมถือว่ารัฐบาลประชาธิปไตยเป็นรัฐบาลชั่วคราวทุกชุด ไม่มีรัฐบาลถาวรหรอก เราก็ทำงานในระบอบประชาธิปไตยไปตามเวลาที่ประชาชนมอบให้ ไม่ว่าจะครบวาระ หรือก่อนครบวาระก็ตาม

ขอย้อนกลับมาตอบตรงนี้ ผมได้วางนโยบายส่วนตัวที่จะมีการใช้ประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่ที่ได้รับ เพื่อแข่งกับด้านลบของอำนาจที่มาพร้อมกัน เพราะถ้าเรานั่งเฉยๆ อำนาจมันจะจูงเราไปในทางที่ไม่ดีได้ง่าย แต่ถ้าเราพยายามทำสิ่งที่ดีคู่ขนานกันไป มันอาจจะพอถ่วงดุลกันได้บ้าง ผมไม่ค่อยไว้ใจกับตำแหน่งหน้าที่ที่มีอำนาจทั้งหลาย แม้แต่ตัวเราเอง เพราะเราไม่รู้ว่าคนอื่นที่เขาต้องการใช้ประโยชน์จากเรา เขาจะมาไม้ไหนอย่างไร เราอาจกลายเป็นเหยื่อของตำแหน่งหน้าที่เราเองก็ได้

- ตอนเป็น นปก.เคยประกาศต่อสู้เพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ถึงขั้นเอาชีวิตเป็นเดิมพัน กังวลหรือไม่ว่าสังคมอาจคลางแคลงใจว่าการต่อสู้ยังไม่จบ เพียงแต่ปรับรูปแบบใหม่

ไม่เป็นไร คือ… ความรู้สึกที่ผมมีต่อคุณทักษิณยังเหมือนเดิม ผมเปลี่ยนความรู้สึกนั้นไม่ได้ คือ… ผมคิดว่าท่านอดีตนายกฯได้เปิดประตูสู่การปฏิรูปที่สำคัญในเมืองไทย บางเรื่องท่านก็เจตนา บางเรื่องก็ไม่เจตนา ผมขอพูดเรื่องนี้เลยเพราะมันจำเป็นที่คนอื่นต้องรู้ว่าผมคิดอย่างไร เหมือนกับเรื่องอื่นๆ ที่อยู่ในชีวิตของผมทั้งหมด ผมไม่ได้เอาความในใจมาบริหารงาน อะไรที่ผมรู้สึก ผมเปลี่ยนไม่ได้ แต่ไม่ได้แปลว่าผมต้องยกความรู้สึกขึ้นมาบริหารงานทั้งหมด ผมรู้ว่าภายใต้รัฐบาลของอดีตนายกฯมีหลายอย่างที่เราต้องใช้เป็นบทเรียนในการปรับปรุงต่อไป โดยเฉพาะเรื่องการบริหารความสัมพันธ์ในเชิงอำนาจ ซึ่งถือเป็นบทเรียนใหญ่ที่สุดของรัฐบาลทักษิณ โดยมีผมเป็นส่วนหนึ่งเล็กๆ อยู่ด้วย

ผมมีความรู้สึกผูกพันกับอดีตนายกฯ โดยที่ไม่จำเป็นต้องหวนหาอดีต ต่างกันนะ ผมต้องการให้ตรงนั้นถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์อย่างสมควร แล้วนำมาเป็นบทเรียนสำหรับการเปลี่ยนผ่าน เพราะแต่ละยุคมันไม่เหมือนกัน ต่อให้ในอนาคตอันไกล สมมุติ พ.ต.ท.ทักษิณกลับมาได้อีก ก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว หลายอย่างจะเปลี่ยนไปแล้ว ต้องบริหารบนฐานใหม่ ไม่ใช่ย้อนกลับไปฐานเดิม นี่ไง นี่คือจุดที่ทำให้รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ (จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี) มีปัญหาเพราะคิดว่าจะย้อนเมืองไทยกลับไปได้ บางคนในนั้นคิดจะย้อนกลับไปถึงรัฐบาล พล.อ.เปรม (ติณสูลานนท์) โน่น ซึ่งมันทำไม่ได้ มันย้อนไม่ได้ พอจะย้อนกลับไปก็เหนื่อยกันหมดทุกคน เพราะฝืนกงล้อธรรมชาติ สังคมใหญ่กว่ารัฐบาล รัฐบาลแค่แปรตามและอำนวยความสะดวกให้การเปลี่ยนแปลงดีที่สุดเท่านั้นเอง รัฐบาลไม่ใช่คนวิเศษขนาดจะไปบังคับให้กงล้อหมุนไปได้

- หลังรู้ตัวแน่ๆ ว่าจะได้เป็นรัฐมนตรี เคยติดต่อ พ.ต.ท.ทักษิณบ้างหรือไม่

เคย แต่ท่านไม่ได้ให้คำแนะนำ ได้แต่บอกกว้างๆ ว่าต่อไปก็คนรุ่นพวกคุณแล้ว ผมเปิดประตูกันมา ต่อไปต้องเป็นคนรุ่นพวกคุณ ก็บอกเหมือนผู้ใหญ่พูดกับเด็ก ตอนนั้นผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะได้มาเป็นอะไร รู้แค่ว่าอาจจะมาเป็นรัฐมนตรี โดยที่ไม่ได้มาจากคุณทักษิณพูด มาจากคนใน พปช.พูด ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามาจากไหน ทุกอย่างไม่มีใครมาสั่งการอะไรเลย

- คิดว่าตัวเองมีอะไรดีถึงได้เป็นรัฐมนตรี ทั้งที่สอบตก

ใน พปช.ถือว่ามีคนช่วยงานหลายรูปแบบ คนที่ช่วยงานในฐานะเป็นผู้สมัคร เป็น ส.ส. เป็นฝ่ายสนับสนุนซึ่งอาจเป็นด้านวิชาการ หรือด้านอื่นๆ การจัดตั้ง ครม.ในส่วน พปช.สะท้อนถึงสัดส่วนตามการช่วยเหลือของพรรค ซึ่งไม่มีปัญหาอะไรภายใน แต่แน่นอนการเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง บทบาทของ ส.ส.ต่อรัฐบาลย่อมต้องมีมาก แต่ไม่จำเป็นต้องมาอยู่ใน ครม.อย่างเดียว อาจจะปรากฏอยู่ในกรรมาธิการหรืออะไรก็ตาม

- รู้สึกอย่างไรเสียงวิจารณ์ ครม.ปูนบำเหน็จแก่คนที่ร่วมพิทักษ์พรรค และต่อสู้เพื่อนายใหญ่

อืม… ไม่ใช่การปูนบำเหน็จต่อพรรค ถ้าจะมีการปูนบำเหน็จก็เป็นการปูนบำเหน็จต่อประชาธิปไตย ซึ่งไม่น่าจะเป็นเรื่องผิดนะ คนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเป็นคนที่ทุกพรรคการเมืองน่าจะให้คะแนน ส่วนจะให้คะแนนมากน้อยแล้วแต่นโยบาย ดังนั้น ถ้าถามว่าเป็นการปูนบำเหน็จหรือไม่ ความจริงไม่อยากใช้คำนี้นะ คือ… ถ้าจะเรียกว่าเป็นการตอบแทน ก็เป็นการตอบแทนเพื่อการต่อสู้ตามระบอบประชาธิปไตย แต่ขั้นตอนการตอบแทนจบแล้วนะ จากนี้ไปคือประสิทธิภาพในการบริหารงาน ดังนั้น การปรับปรุง ครม.ในโอกาสต่อๆ ไปเพื่อให้เกิดความเหมาะสมมากขึ้น จึงถือเป็นธรรมชาติที่ต้องมี ส่วนแนวความคิดเรื่องการต่อสู้เพื่อนักประชาธิปไตยมันจบแล้วนะ จบลงใน ครม.คราวนี้

- การที่คนอย่างคุณจักรภพยอมโกนหัว-ติดคุก แล้วได้เป็นรัฐมนตรี ถือว่าคุ้มหรือไม่

คุ้ม ถ้าย้อนกลับไปติดอีกก็เอา เพราะการติดคราวนั้นเป็นการแสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายหนึ่งไปไกลเกินไป คือ… ถ้าอำนาจใดก็ตามถึงขั้นบิดเบือนอำนาจอิสระของอีกฝ่ายหนึ่ง มันแสดงให้เห็นว่าประชาชนเริ่มไม่มีที่พึ่งแล้ว มันเป็นกรณีศึกษานะ ไม่ใช่กรณีของตัวผมเอง แต่เผอิญผมเป็นตัวบุคคลที่ไปอยู่ตรงนั้น ดังนั้น การติดคุกครั้งนั้นมีประโยชน์มาก ผมมีความภาคภูมิใจ และไม่คิดว่าเป็นจุดปัญหาในชีวิต ถือเป็นจุดภาคภูมิใจด้วยซ้ำ นี่พูดด้วยความจริงใจเลย แต่ที่ดีใจกว่านั้นคือไปมีผลต่อการส่งสัญญาณ

- จะเกิดปัญหาการทำงานหรือไม่ เพราะชื่อคุณจักรภพกลายเป็นคู่ขัดแย้งกับอำนาจหลายฝ่าย

ต้องระมัดระวังการแสดงออก เพราะรู้อยู่เหมือนกันว่าเราอยู่ท่ามกลางบรรยากาศที่เพิ่งเสร็จศึกสงครามมาใหม่ๆ หลายคนยังคิดว่าสงครามยังดำเนินอยู่ด้วยซ้ำไป ดังนั้น การสื่อสารในระหว่างนี้ก็ต้องระวัง ซึ่งเราก็รับนโยบายจากนายกฯนั่นแหละ การระวังต้องระวังไปเรื่อยจนกระทั่งครบทุกคน ผมซึ่งเป็นลูกขบวนท่านก็ต้องทำอย่างเดียวกัน การออกไปท้าตีท้าต่อยต้องไม่มี แต่จะทำงานอย่างเงียบๆ เพื่อให้เกิดผลในระยะยาว


 

นพดล ปัทมะ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

‘ผมตั้งใจจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ดีที่สุดคนหนึ่งที่ประเทศไทยเคยมีมา’

- ตำแหน่งที่ได้รับเกินความคาดหมายหรือไม่

เป็นโอกาสที่ได้ทำงาน ผมทำงานไม่ได้หวังผลตอบแทน ก็ทำงานหลายอย่างให้พรรค ทั้งงานนโยบายและกฎหมาย ดังนั้น จะบอกว่าเกินความคาดหมายก็ได้ จริงๆ แล้วผมก็สนใจหลายอย่าง ด้านต่างประเทศก็มีประสบการณ์มาบ้าง แต่ด้านการศึกษาก็สำคัญ โดยเฉพาะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งทั้ง 2 ส่วนมีประโยชน์ แต่พรรคคงเห็นว่าปัญหาเศรษฐกิจกำลังรุมเร้า ขณะที่ชื่อเสียงและเกียรติภูมิของประเทศลดลง คงอยากจะได้รัฐมนตรีต่างประเทศที่คล่องตัว มีความสามารถด้านการใช้ภาษา มีความรู้และประสบการณ์ด้านต่างประเทศ เพื่อไปเป็นหนึ่งในทีมเศรษฐกิจรัฐบาล

- หลายคนบอกว่าเกินคุ้มกับภารกิจแก้ต่างให้ พ.ต.ท.ทักษิณ

ต้อง… ต้อง… (อ้ำอึ้ง) รื้อฟื้นความเป็นมา คือผมมารับตำแหน่งที่ปรึกษาด้านกฎหมายให้ท่านตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2549 ก่อนหน้านั้นก็ไม่ทราบว่าจะมีการยึดอำนาจ แต่เมื่อมีความจำเป็นจะต้องมีที่ปรึกษากฎหมาย ท่านก็ให้คนติดต่อมา ผมก็รับฟัง แต่ไม่ได้พูดถึงเรื่องค่าตอบแทนนะ ผมทำด้วยความเต็มใจโดยไม่ได้พูดถึงเรื่องค่าตอบแทนเลย ขณะเดียวกันผมเองไม่ได้คิดว่าจะมีการเลือกตั้งเร็วและชนะเลือกตั้ง คือไม่ได้มองอะไรไกล ผมไม่ใช่คนที่คิดคำนวณกำไรขาดทุนในการดำเนินชีวิต คิดเพียงแค่ว่าสิ่งที่ทำถูกต้องหรือไม่ แล้วถ้าผมให้ใจใคร ผมไม่ดื่มเอ็ม 100 นะ ผมดื่มเอ็ม 150 จะให้เต็มๆ เลย ให้เกิน 100 จึงไม่อยากให้มองเป็นการตอบแทน เป็นกำไร หรือปันผล แต่ผมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ได้รับโปรดเกล้าฯ และจะทำเพื่อฝากชื่อเสียงของผมไว้ ผมตั้งใจจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ดีที่สุดคนหนึ่งที่ประเทศไทยเคยมีมา คำว่าฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง ยังอยู่ในใจของผมตลอด เคยได้ยินไหม ธิงค์ บิ๊ก แอนด์ ยู วิว บี บิ๊ก คือต้องคิดการใหญ่ คุณถึงจะได้เป็นใหญ่

- เหตุใดจึงให้ใจ พ.ต.ท.ทักษิณมากขนาดนี้

ผมเป็นคนที่ยึดมั่นในหลักการ ไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจ และไม่เชื่อว่าคนไม่กี่หยิบมือจะสำคัญกว่าคน 19 ล้านเสียง ผมคิดว่าเราต้องเคารพในหลักวันแมนวันโหวต หนึ่งคนหนึ่งเสียง ไม่ใช่วันแทงค์เท่ากับวันมิลเลี่ยนโหวต คือหนึ่งรถถังเท่ากับหนึ่งล้านเสียง จึงไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจ แต่เชื่อว่าประชาธิปไตยต้องแก้ไขด้วยสันติวิธี แก้ด้วยการเลือกตั้งเท่านั้น ที่สำคัญคือไม่เห็นด้วยกับข้ออ้างการยึดอำนาจที่กล่าวหากันมากมาย เพราะการยึดอำนาจเป็นการทำลายหลักนิติธรรม ฉีกรัฐธรรมนูญ

ผมเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีครั้งแรก คนที่เซ็นคำสั่งคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ผมว่ามนุษย์ที่ขาดไร้ซึ่งความกตัญญูรู้คุณ มันไม่ใช่มนุษย์ ผมเองไม่ทิ้งเพื่อนในยามยาก ไม่สละเรือในยามยาก แล้วผมจะให้ทิ้งคนที่มีพระคุณกับผมได้อย่างไร ในฐานะที่เขาเป็นเหมือนเจ้านาย ผมเองก็ทำอาชีพกฎหมาย ถ้าพูดตรงๆ คือทนายความที่ได้ลูกความแบบนี้และคดีความแบบนี้ มันไม่ได้มาบ่อยๆ

- ถือเป็นงานที่ความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนสูง

ถ้าพูดถึงความเสี่ยงก็มีบ้าง เช่น มีการส่งทหารไปตามผม ส่งคนไปรอผมที่ที่จอดรถคอนโดฯ มีคนขี่รถมอเตอร์ไซค์ตาม ถ้าจำได้ครั้งหนึ่งมีการว่าจ้างทีมประชาสัมพันธ์ของ คมช.มาดิสเครดิตผม และทำให้กลัว ถึงวันนี้ผมยังตื่นกลางดึกเลยนะ ยังผวา ปืนที่หัวนอนยังพร้อมที่จะยิงได้ ก็ต้องขอบคุณ คมช.ที่ไม่ได้ทำอะไรผม แต่ก็อย่างที่บอกคือผมไม่ได้คิดคำนวณบวกกำไร หรือขาดทุนอะไร

- คงไม่ต้องพูดถึงต้นทุน-กำไร เพราะคุณนพดลได้เงินทอนด้วย

(หัวเราะ) อันนี้คุณพูดเองนะ โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง (เอียงตัวมาพูดใกล้ๆ เทปอัด) คือเมื่อเราตั้งใจจะทำอะไร ก็ต้องทำให้สำเร็จ เกียรติยศ เกียรติภูมิของมนุษย์อยู่ที่ผลของงาน ทำให้สำเร็จแล้วทุกสิ่งทุกอย่างมันจะดูแลตัวของมันเอง เราต้องเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เราทำถูก แล้วสุดท้ายเป็นอย่างไร สังคมเข้าใจท่านมากขึ้น ประชาชนก็สนับสนุน พปช. เพราะผลงานและความดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ

- คิดว่าเป็นความบังเอิญ หรือจงใจที่บรรดาคนสนิทและมิตรรัก พ.ต.ท.ทักษิณได้ดีเกือบหมด

ผมก็ไม่กล้าตอบอย่างนั้น แต่ผมไม่เคยคิดคำนวณว่าจะได้ เพราะทำงานไม่ได้หวังผล แต่อย่างที่บอกว่ามันเกินความคาดหมาย ถ้าเราทำดีที่สุด อนาคตก็จะดูแลเราเอง ผมไม่อยากให้มองว่าทำแบบนี้แล้วได้รางวัล ไม่อยากให้มองว่าซื้อใจกัน แต่เราได้รับความไว้วางใจ และมีความสามารถพอเป็นได้หรือไม่ ถ้ามองในรายละเอียด ผมเคยเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ) มา 2 ปี เป็นกรรมาธิการด้านการต่างประเทศ และสนใจประเด็นต่างประเทศตลอด ตอนเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ก็เรียนกฎหมายระหว่างประเทศ ผมพอมีความรู้อยู่บ้างที่จะทำงานในฐานะนี้ ขอโอกาสให้ผมทำงานเพื่อพิสูจน์ อย่าเพิ่งบ่น ถ้ายังไม่ได้ชิม

คำวิจารณ์ในสังคมประชาธิปไตย มันแปลกนะ บางคนฟังแล้วท้อถอย แต่สำหรับผมตรงกันข้าม ผมต้องพิสูจน์ตัวเอง ผมเป็นคนอีสานมาอยู่วัด ก็โดนล้อว่าบักเสี่ยวข้าวเหนียวติดหู แต่ผมเปลี่ยนคำดูหมิ่นเป็นพลัง ถ้าเราเป็นเพชร แม้มีคนบอกว่าเป็นแก้ว ยังไงเราก็เป็นเพชรอยู่ดี แต่ถ้าเป็นพลอย แต่คนอื่นบอกว่าเพชร มันก็ไม่สามารถเปลี่ยนพลอยให้เป็นเพชรได้

- พ.ต.ท.ทักษิณได้ให้คำแนะนำในการทำหน้าที่รัฐมนตรีอย่างไร

ไม่มี แต่ได้พูดคุยกันบ้าง ท่านเพียงแต่บอกว่าถ้าได้รับมหากรุณาธิคุณในตำแหน่งใด ก็ให้ทำงานให้ดีที่สุด ทำงานอย่างมืออาชีพ ให้ใช้โอกาสทำงานมากกว่าจะไปคิดว่าตัวเองจะได้ลาภได้ยศ ก็พูดในเชิงหลักการอย่างผู้ใหญ่สอนเด็กเท่านั้น

- ยืนยันได้หรือไม่ว่า จะไม่ใช้รัฐมนตรีต่างประเทศแก้ไขภาพพจน์ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ

เฮ้ย… เปล่าๆ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศต้องทำเพื่อประเทศ ต้องเป็นรัฐมนตรีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เราก็ต้องทำงานแก้ภาพลักษณ์ประเทศ ส่วนภาพลักษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ผมว่าที่ทำมาปีกว่า สังคมก็รู้ว่าท่านเป็นผู้บริสุทธิ์ คดีความต่างๆ ก็เป็นคดีความที่เกิดจากการเมือง และเป็นข้ออ้างในการยึดอำนาจ ท้ายที่สุดจนถึงปัจจุบันก็ไม่มีแม้แต่คดีเดียวที่พิสูจน์ว่าท่านผิดข้อกล่าวหา 4 ประเด็น ไม่มีการพิสูจน์ใดๆ เลย

การที่ประชาชนตัดสินใจเลือก พปช.แสดงให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ยังเชื่อมั่นในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ผมว่ายิ่งเวลาผ่านไป ภาพลักษณ์ของท่านยิ่งดีขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่จำเป็นต้องไปทำอะไร แต่ประเทศนั้นเสียหายจากการยึดอำนาจ ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศตกต่ำ ไม่ได้อยู่ในระบอบประชาธิปไตย เพราะปกครองโดยรัฐบาลทหาร การลงทุนจากต่างชาติหายไปเกือบแสนล้าน เพราะไม่เชื่อมั่นในระบบการเมืองของเรา

- จะทำอย่างไรไม่ให้สังคมเชื่อว่าใช้การทูตเพื่อพวกพ้อง เพราะยังติดภาพทนายความส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ

ต้องปรับบทบาทการทำงาน ผมต้องไปทำงานในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งไม่มีปัญหา ส่วนคดีความของ พ.ต.ท.ทักษิณก็คงมอบให้ทีมทนายความที่มีความรู้ความสามารถมารับผิดชอบ การให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนต่างๆ ต้องมีคนอื่นมาทำแทน และคงจะไม่เห็นผมแถลงข่าวในนามที่ปรึกษากฎหมายอีก ซึ่งประเทศไทยมีนักกฎหมายเยอะ แต่เราคงต้องไปหาคนที่สามารถทำงานในลักษณะที่ผมเคยทำได้

- แต่ทนายความที่มองตาก็รู้ใจ คงหาไม่ได้ง่ายๆ

ยอมรับว่าในอดีตเป็นการชี้แจงข้อกฎหมายผสมมิติทางการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ แต่ต่อไปจะเป็นการต่อสู้ทางกฎหมายมากกว่าเดิม เพราะคดีความต่างๆ ได้ขึ้นสู่ศาล อย่างคุณพิชิฏ ชื่นบาน หนึ่งในทีมทนายความคนหนึ่งก็รู้ข้อเท็จจริงดี บุคลิกภาพก็ใช้ได้ ก็อาจจะให้ทนายความที่รับผิดชอบแต่ละคดีมาเป็นผู้ชี้แจงเอง

- พ.ต.ท.ทักษิณคงปลาบปลื้มใจที่มีลูกน้องแบบนี้

บอกให้ก็ได้ พ.ต.ท.ทักษิณดูคนที่ความภักดี ความซื่อสัตย์ อย่างที่ท่านรักยงยุทธ (ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา) มันก็เป็นพื้นฐานมนุษย์ อย่างลูกน้องผม ถ้าโง่หน่อย แต่มันรักเราก็…. แต่ถ้ามันฉลาดแกมโกง อย่างนี้ไม่ไหว เพราะใจมันไม่ได้ มันเหมือนเราถูกหลอก เหมือนเราโง่น่ะ เป็นอะไรก็ไม่รู้ ตรงนี้สำคัญ ถ้าอยากจะได้เงินพันนึงมาบอกว่าขอเงินพันนึง กับโกงเราบาทนึง เราไม่ยอม จะให้ให้เป็นพันก็ได้ แต่อย่าโกงบาทเดียว

สัมภาษณ์พิเศษโดย หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ และ สุเมศ ทองพันธ์

ที่มาหนังสือพิมพ์มติชน

หลายครั้งที่ความจริงเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องฝัน โดยเฉพาะกับคนที่ ‘ลงทุน-ลงแรง-ลงใจ’ ทำอะไรเพื่อ ‘ใคร’ อีกคนหนึ่งซึ่งมากด้วยอำนาจ?

Leave a response

Your response:

Categories