หลังจากอ่านบทความชิ้นนี้ของอาจารย์มานิตย์จบแล้ว ผู้เขียนมีความเห็นว่า “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตรย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ” ไม่ควรเปลี่ยนชื่อเป็น คมช. แต่ชื่อที่เหมาะสมกับคณะรัฐประหารชุดนี้และ “ผู้มีบารมีในรัฐธรรมนูญ” แต่ใช้ “อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ” คือ “คณะปฏิวัติเพื่อประโยชน์ในการปกครองประเทศด้วยระบอบเผด็จการทหารอันมีหัวหน้าคณะปฏิวัติเป็นประมุข” สอดคล้อง รับกันและถูกต้องตามความจริงมากที่สุดค่ะ
สังคมไทยนี่เป็นสังคมที่แปลกพูดคุยกันด้วยความจริงไม่ได้ …เมื่อครั้งตอนที่เกิดรัฐประหารใหม่ๆ คนที่สนับสนุนการทำรัฐประหารและบอกว่ารัฐประหารเป็นสิ่งจำเป็นในการผ่าทางตันการเมือง(จริงๆเดินตามครรลองแห่งประชาธิปไตยมันไม่ตันหรอก) นั่นคือกำลังจะบอกว่ารัฐประหารเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว
ในเมื่อเห็นว่ารัฐประหารเป็นเรื่องที่ชอบธรรมแล้ว คนที่สนับสนุนการทำรัฐประหารน่าจะออกมายืดอกพูดอย่างสง่าผ่าเผยไปเลยว่า “รัฐประหารเป็นการกระทำที่ถูกต้อง” แต่เวลาที่นักข่าวต่างประเทศหรือกลุ่มคนที่ต่อต้านรัฐประหารออกมาบอกว่า ประธานองคมนตรีมีส่วนรู้เห็นและเป็น “คนหนึ่ง” ที่อยู่เบื้องหลังรัฐประหาร แล้วใยจึงปฏิเสธกันพัลวันว่า “โผ้มม ไม่เกี่ยวข้อง” “โผ้มม ไม่ได้ทำอะไรเลย” ”พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติแต่ก่อนปฏิวัติได้มีการเข้าพบ พล.อ.เปรม เรื่อยมา สัปดาห์ละ 1ครั้งเป็นอย่างน้อย เพื่อเล่าสถานการณ์ต่างๆให้ฟัง”
ส่วนฝ่ายผู้สนับสนุนพลเอกเปรมก็ออกมาขู่ฟอดๆว่าพูดแบบนี้หมิ่นประธานองคมนตรีอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ในเมื่อพวกท่านเห็นว่า “รัฐประหารจำเป็นต้องเกิดขึ้นและเป็นสิ่งที่ชอบแล้ว” แล้วใยจึงกลัวหนักหนาว่าจะถูกนำเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยหรือแสดงความไม่พอใจ นั่นแสดงว่า พวกท่านเองในใจลึกๆก็รู้อยู่เต็มอกว่าการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนนั้นมันเป็นการกระทำที่ผิดกฏหมาย นั่นเอง หรือ พูดง่ายๆให้เข้าใจก็คือ “รัฐประหารเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง” นั่นเอง เลยรู้สึกอายและหน้าบางขึ้นมาทันทีเมื่อถูกโยงเข้าไปเกี่ยวข้องกับรัฐประหาร
ข้อมูลที่คนไทยควรทราบ (เกี่ยวกับการแก้ไขรธน.)
โดย อ.มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ
-ปวงชนชาวไทย ย่อมเขียนกฎของปวงชนชาวไทยไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันของปวงชนชาวไทย
-กฎของปวงชนชาวไทย ภาษาราชการเรียกว่า “กฎหมาย”
-กฎหมาย จึงต้องเขียนโดยปวงชนชาวไทยร่วมกัน หรือ ตั้งผู้แทนให้เข้าไปทำหน้าที่เขียนแทน โดยใช้อำนาจอธิปไตย ที่มีชื่อว่า “อำนาจนิติบัญญัติ”
-ปวงชนชาวไทย เรียกอำนาจสูงสุดของปวงชนชาวไทยว่า “ อำนาจอธิปไตย”
อำนาจอธิปไตย มี 3 อำนาจ ได้แก่
1.อำนาจนิติบัญญัติ คือ อำนาจในการบัญญัติกฎหมาย
2.อำนาจบริหาร คือ อำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน
3.อำนาจตุลาการ คือ อำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดี
-โจรย่อมมีกฎโจรไว้เพื่อประโยชน์ของโจร
-คณะปฏิวัติ ย่อมเขียนกฎของคณะปฏิวัติ ไว้เพื่อคณะปฏิวัติเพื่อประโยชน์ในการปกครองประเทศด้วยระบอบเผด็จการทหาร อันมีหัวหน้าคณะปฏิวัติเป็นประมุข มิใช่เพื่อประโยชน์ในการบริหารประเทศในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
-กฎของคณะปฏิวัติ ไม่อาจเรียกว่า กฎหมาย ซึ่งเป็นกฎของปวงชนชาวไทยไปได้
-เมื่อกฎของคณะปฏิวัติ ไม่เป็นกฎหมาย เพราะมีที่มาต่างกัน และไม่เป็นกฎหมายสูงสุดของปวงชนชาวไทย ที่ภาษากฎหมายเรียกว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”
-ผู้ที่ยอมรับว่ากฎของคณะปฏิวัติเป็นกฎหมายสูงสุดของปวงชนชาวไทยและเป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ผู้นั้นคือพวกเดียวกับคณะปฏิวัติ หรือเป็นสมุนของคณะปฏิวัติ
-สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ยอมรับว่ากฎของคณะปฏิวัติกฎของคณะปฏิวัติเป็นกฎหมายสูงสุดของปวงชนชาวไทยและเป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้นั้น คือ พวกเดียวกับคณะปฏิวัติ หรือเป็นสมุนของคณะปฏิวัติหรือเป็นแนวร่วมกับคณะปฏิวัติ และถือว่าเป็นศัตรูร้ายของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขและถือว่าเป็นศัตรูของปวงชนชาวไทย
-การอ้างว่ามี คำพิพากษาฎีกา พิพากษาไว้เป็นบรรทัดฐาน ทั้งๆที่ทราบดีว่า คำพิพากษาฎีกาไม่ใช่กฎหมายและทราบดีว่าศาลฎีกา ไม่มีอำนาจนิติบัญญัติในการบัญญัติกฎหมาย และทราบดีว่า ศาลฎีกา ไม่มีอำนาจกำหนดประเพณีการปกครองของปวงชนชาวไทย เป็นการอ้างแบบฉลาดแกมโกง เอาแต่ได้
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่เสนอขอให้มีการแก้ไข กฎของคณะปฏิวัติ ทั้งๆที่ทราบดีว่า คณะปฏิวัติใช้อุบายแอบเรียกว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 เพื่อเป็นแนวร่วมในการฟอกกฎของคณะปฏิวัติ ให้เป็นกฎหมายสูงสุดเป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อจะอ้างว่า แม้ว่าเดิมจะเป็นกฎของคณะปฏิวัติ แต่เมื่อคณะปฏิวัติเปลี่ยนชื่อเป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่เป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย ก็ได้นำเข้ากระบวนการรับรองในรัฐสภาแล้ว จึงกลายเป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยอย่างสมบูรณ์แล้ว บทบัญญัติทุกมาตราย่อมมีผลบังคับ แม้จะมีการแก้ไขบางมาตรา ก็ไม่มีผลย้อนหลัง บทมาตราที่แก้ไขใหม่ ก็มีผลบังคับหลังจากที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว
-ผลที่ตามมาก็คือ องค์กร และหน่วยงานที่คณะปฏิวัติตั้งขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามกฎของคณะปฏิวัติ ย่อมมีผลเป็นกฎของปวงชนชาวไทย ไปโดยปริยาย การกระทำใดๆของเจ้าหน้าที่ของคณะปฏิวัติ ก็จะกลายเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย
-ดังนั้น ปวงชนชาวไทย ที่รู้อุบายฉ้อโกง ของคณะปฏิวัติที่วางแผนการดำเนินการไว้ เป็นขั้นเป็นตอน และแบ่งงานกันทำ โดยจัดตั้ง แนวร่วมไว้เป็นจำนวนมากดังนี้แล้ว จงช่วยกันออกมาแสดงพลังของประชาชนต่อต้านการกระทำของคณะปฏิวัติกับแนวร่วมให้ถึงที่สุด
ข้อกฎหมายที่ควรทราบ
-บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญของปวงชนชาวไทย ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540
มาตรา 63 ห้ามการปฏิวัติรัฐประหารไว้ว่า
มาตรา 63 บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้มิได้
ในกรณีที่บุคคล…….
-และประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 113 บัญญัติว่า
มาตรา 113 ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อ
(1) ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ
(2) ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลา การ แห่งรัฐธรรมนูญ หรือให้ใช้อำนาจดังกล่าวแล้วไม่ได้ หรือ
(3)แบ่งแยกราชอาณาจักร หรือยึดอำนาจปกครองในส่วนหนึ่งส่วนใดแห่งราชอาณาจักร
ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นกบฏ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต
จึงอาจกล่าวได้ว่า คณะปฏิวัติ คือโจรกบฏ ไม่ใช่ วีรบุรุษ…
จาก “ประชาทรรศน์”ฉบับที่ 64
Categories:
Tags: รัฐธรรมนูญ





