วันนี้ผู้เขียนขอหลบคลื่นความร้อนการเมืองไทยมาเขียนถึงการเมืองอเมริกันบ้างเพราะมีสิ่งที่น่าสนใจให้พูดถึงหลายประเด็นอีกทั้งการเปลี่ยนตัวผู้นำสหรัฐในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐปลายปีนี้จะมีผลกระทบต่อประเทศไทยและโลกด้านไหน อย่างไรและประเทศไทยจะได้รับประโยชน์อะไรบ้างก็เป็นสิ่งที่เราควรจับตามองไม่ว่าผู้นำสหรัฐคนใหม่จะเป็น วุฒิสมาชิกจอห์น แมคเคน หรือ ฮิลลารี่ คลินตัน หรือ วุฒิสมาชิก บารัค โอบามา และสิ่งที่สำคัญเราได้เรียนรู้ความหมายของคำว่าประชาธิปไตยของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชนอย่างไรบ้างกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในครั้งนี้
คอลัมน์ “ถนนสู่ทำเนียบขาว2008” ณ เว็บไซท์ Chronicle of Ideas แห่งนี้จึงขอทำหน้าที่เกาะติด “ถนนสู่ทำเนียบขาว” ไปพร้อมๆกับสื่อกระแสหลักในประเทศไทย แต่การนำเสนอการเมืองอเมริกันในคอลัมน์ “ถนนสู่ทำเนียบขาว2008” แห่งนี้จะเป็นการมองฉีกมุมที่ต่างไปจากบทความการเมืองระหว่างประเทศที่ปรากฏตามสื่อกระแสหลักในไทยเพราะผู้เขียนเห็นว่า บทความการเมืองต่างประเทศส่วนใหญ่เหล่านั้นจะมีแนวทางการเมืองที่อิงสื่อลิเบอร์รัลในอเมริกาเป็นหลัก ซึ่งก็แน่นอนจะเป็นการเชิดชูความเหนือกว่า ความเป็นคนดีของฮิลลารี่และโอบามาเป็นส่วนใหญ่
คอลัมน์ “ถนนสู่ทำเนียบขาว2008” แห่งนี้จึงขอเป็นกระจกอีกด้านหนึ่งที่สะท้อนมุมมอง แนวคิดและอุดมการณ์ทางการเมืองแบบอนุรักษ์นิยมอเมริกันเป็นหลักค่ะ
ในวันนี้จึงขอประเดิมหัวเรื่อง “หนทางรอดของฮิลลารี่” พูดถึงศึกหยั่งเสียงเลือกตั้งขั้นต้นแบบไพรมารี่ที่รัฐเพนซิลเวเนียในวันอังคารที่ 22 เมษายนนี้ซึ่งก็คงจะรู้ผลอย่างเป็นทางการเย็นนี้ถือเป็นสนามการแข่งขันที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในบรรดาสนามเลือกตั้งที่เหลืออีก 10 สนามด้วยความที่มีจำนวนคะแนนผู้แทนการเลือกตั้งมากที่สุดถึง 158 เสียง ซึ่งในตอนนี้ทั้งวุฒิสมาชิก บารัค โอบามาและอดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งฮิลลารี่ คลินตันต่างต้องช่วงชิงคะแนนผู้แทนการเลือกตั้งอีก 158 เสียง เพื่อให้เข้าใกล้เป้าหมายชัยชนะได้ครองเสียง 2,025 เสียงขณะนี้โอบามาได้จำนวน delegates นำฮิลลารี่อยู่ 1,645 ต่อ 1,504 เสียง การหยั่งเสียงเลือกตั้งขั้นต้นแบบไพรมารี่ที่เพนซิลเวเนียจึงเป็นสนามเลือกตั้งสำคัญที่จะกำหนดอนาคตการแข่งขันของฮิลลารี่ เพราะหากเธอพ่ายแพ้แก่โอบามาที่สนามนี้ เธออาจต้องเจอกับแรงกดดันให้ถอนตัวออกจากการแข่งขัน
ซึ่งก่อนหน้านี้นายแพทริก ลีฮี วุฒิสมาชิกอาวุโสแห่งรัฐเวอร์มอนต์อดีต ส.ส. 6 สมัยที่ประกาศตัวสนับสนุนโอบามาอย่างเปิดเผยได้ออกมาจุดประเด็นเรื่องนี้ โดยกล่าวว่าโอกาสของฮิลลารีที่จะรวบรวมจำนวน delegates ให้ได้มากพอที่จะเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตนั้นริบหรี่ลงทุกที เธอจึงควรที่จะถอนตัวออกจากการแข่งขันแล้วหันไปสนับสนุนนายโอบามาแทนทั้งนี้เพื่อผลประโยชน์ของทางพรรคเดโมแครตเอง ขณะที่ก่อนหน้านี้หนึ่งสัปดาห์นายโฮเวิร์ด ดีน ประธานคณะกรรมการแห่งชาติของพรรคเดโมแครตก็ได้ออกมาพูดในเชิงว่าให้พรรคหาทางยุติการแข่งขันระหว่างฮิลลารีกับบารัค โอบามา เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะสร้างความแตกแยกในพรรค ซึ่งจะกลายเป็นการส่งมอบชัยชนะให้กับจอห์น แมคเคน ตัวแทนจากพรรครีพลับลิกัน การออกมาพูดในทำนองนี้ของดีนส์นักวิเคราะห์การเมืองดังอย่างคริส แมทธิวจากค่าย MSNBC ก็ให้ความเห็นว่าคำพูดของดีนส์เป็นเชิงกดดันทางอ้อมให้ฮิลลารี่ถอนตัวจากการแข่งขันนั่นเอง
แต่ฮิลลารี่เธอก็ยืนกรานว่าเธอต้องการอยู่ในสนามแข่งขันต่อเพราะการแข่งขันก็ยังคู่คี่สูสีกันอยู่จึงไม่มีความจำเป็นที่เธอจะต้องรีบถอนตัวในตอนนี้ ดังที่เพื่อนสนิทของเธอคนหนึ่งซึ่งได้พูดคุยกับเธอตลอดการรณรงห์หาเสียงกล่าวว่า “ผู้หญิงคนนี้ไม่มีทางถอนตัวออกจากการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นตัวเธอเองหรือสามีของเธอ อย่าหวังเลยว่าการแข่งขันจะจบลงในเวลาอันใกล้นี้”
หากมองดูโอกาสของฮิลลารี่ที่จะเอาชนะโอบามาในตอนนี้ถือว่ามีโอกาสไม่มากนักเพราะสถานการณ์ยังเป็นรองโอบาม่าทุกด้านไม่ว่าจะเป็นจำนวนคะแนนเสียง(popular vote) ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจของคณะผู้แทนพิเศษ(Superdelegates) หรือจำนวนคะแนนผู้แทนการเลือกตั้ง(delegate) ที่ในตอนนี้โอบามานำอยู่กว่า 141 เสียงแต่ก็ไม่ใช่ว่าเธอจะไม่มีโอกาสเอาชนะโอบามาเลย
หนทางรอดของฮิลลารี่ที่เธอจะเอาชนะโอบามากลายเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตขึ้นชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯในเดือน พ.ย.นี้ จึงเป็นไปได้ 3 ทัศนภาพ(Scenario)
Scenario 1: โอกาสที่ดีที่สุดของฮิลลารี่ในการเอาชนะโอบามาก็คือเธอจะต้องชนะจำนวน popular vote ให้ได้ เพื่อโน้มน้าวให้คณะผู้แทนพิเศษต้องหยุดชั่งใจอย่างรอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจเลือกข้างว่าใครกันแน่ระหว่างเธอและโอบามามีศักยภาพพอที่จะเอาชนะจอห์น แมคเคนในปลายปีนี้ได้ จากนั้นประกาศตัวอย่างชัดเจนไปเลยว่าเธอเท่านั้นที่เป็นตัวเลือกที่แท้จริงสำหรับผู้ออกเสียงชาวเดโมแครต แม้ว่าตอนนี้จำนวน delegate ที่เธอได้มาทั้งหมดจะมีแต้มตามหลังโอบามาอยู่ประมาณ 141 แต้มก็ตาม สำหรับฮิลลารี่แล้วการเอาชนะ popular vote ไม่ใช่งานที่ง่าย การหยั่งเสียงขั้นต้นแบบไพรมารี่ที่มิสซิสซิปปี้ล่าสุดนั้นโอบามาก็เก็บคะแนนเสียง(popular vote) ไปได้มากกว่าคลินตันถึง 100,000 คะแนนและตอนนี้คะแนน popular vote ทั้งหมดที่โอบามานำฮิลลารี่อยู่คิดเป็นตัวเลขคร่าวๆประมาณ 700,000 คะแนนอย่างไรก็ตามก็ยังเหลือ big primaries ในสนามเลือกตั้งที่เหลือ 10 สนามพอที่เธอจะเก็บคะแนน popular vote ให้ไล่ตามโอบามาทันหรือแซงหน้าได้
ดังนั้นสนามแข่งขันที่เพนซิลเวเนียในวันนี้ซึ่งเป็นการหยั่งเสียงแบบไพรมารีครั้งใหญ่สุดเท่าที่เหลืออยู่ ฮิลลารี่ต้องเอาชนะโอบามาให้ได้ แต่ชนะเฉยๆอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องตั้งเป้าชนะแบบขาดลอย ชนิดทิ้งห่างอันดับสองแบบ 8-10 % ด้วย ชนะทิ้งห่างแบบเลขสองหลักขึ้นไปได้ด้วยยิ่งดีเพราะเพนซิลเวเนียเป็น swing state ที่มีความสำคัญในการเลือกตั้งใหญ่ปลายปีนี้ หากฮิลลารี่สามารถเอาชนะโอบามาได้แบบทิ้งห่างได้มากกว่า 50 % ขึ้นไปนั่นหมายถึงว่า คะแนน popular vote ที่เธอได้รับจะขยับเข้ามาใกล้โอบามามากขึ้น ชัยชนะของเธอที่เพนซิลเวเนียจึงมีผลต่อการตัดสินใจของเหล่าบรรดา superdelegates มากเลยทีเดียว
ระหว่างที่การแข่งขันยังไม่จบบรรดา superdelegates (ผู้ที่ตัดสินว่าใครจะเป็นตัวแทนพรรคเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีปลายปีนี้) คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องวางตัวเป็นกลางไปก่อน ยังไม่ตัดสินใจเลือกข้างในทันทีทันใด ชัยชนะที่เพนซิลเวเนียจะมีส่วนช่วยโน้มน้าวให้คณะผู้แทนพิเศษรอดูสนามแข่งขันที่เหลือไปอีกระยะหนึ่งก่อนจนถึงเดือนพฤษภาคมแต่ถ้าหากเธอชนะโอบามาไปได้แบบเฉียดฉิวเพียงแค่ 1-2% จะไม่ทำให้เธอพลิกสถานการณ์ขึ้นมาได้เปรียบโอบามามากนัก ที่สำคัญ จะไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจของซุปเปอร์ดิลิเกตนั่นหมายถึงชัยชนะของโอบามานั่นเอง และถึงแม้คลินตันจะสามารถเก็บชัยชนะที่เพนซิลเวเนียได้หรือสามารถเอาชนะโอบามาทั้งที่นอร์ธ แคโรไลนาและอินเดียน่าในวันที่ 6 พฤษภาที่จะถึงนี้ จำนวนดิลิเกตที่เธอได้รับก็ยังคงเป็นรองโอบามาอยู่
ด้านโอบามาเอง หากพ่ายแพ้ที่เพนซิลเวนียให้กับคลินตัน อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของเหล่าบรรดาซุปเปอร์ดิลิเกตที่ยังไม่รับรองผู้สมัครคนใดเช่นกันอย่างที่โฮวาร์ด วูฟสันโฆษกของค่ายคลินตันให้ความเห็นไว้ว่า “ถ้าหากโอบามาไม่สามารถเก็บชัยชนะที่เพนซิลเวเนียได้ มันเป็นลางบอกว่าเขาไม่สามารถที่จะชนะในรัฐใหญ่ที่เดโมแครตต้องการอย่างยิ่งในการชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีปลายปีนี้”
ส่วนผลการสำรวจความนิยมล่าสุดระหว่างโอบามและคลินตันที่สนามเพนซิลเวเนียนั้น สำนักโพลล์ RealClearPolitics รายงานว่า ฮิลลารีนำโอบามาอยู่ที่ 6 เปอร์เซ็นต์ คือ 49.5 ต่อ 43.4 เปอร์เซ็นต์ ต่ำกว่า 50% เล็กน้อยแต่ “undecided” voters ผู้ออกเสียงที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกใครมีจำนวนสูงถึง 10%-14% ฮิลลารีต้องกวาดเสียงคนที่ตัดสินใจในนาทีสุดท้ายให้ได้ 8-10 แต้มในการเอาชนะโอบามาเพื่ออยู่ในสนามแข่งขันต่อไป
Scenario 2: ทางค่ายคลินตันต้องพยายามสร้างแรงจูงใจแก่ทางพรรคว่าผลการหยั่งเสียงขั้นต้นที่มิชิแกนและฟลอริด้าเมื่อต้นปีที่ผ่านมาควรได้รับการรับรองและจำนวน delegates ควรถูกนำไปนับรวมด้วยแต่ข้อเสนอนี้เป็นไปได้ยากที่ทางพรรคจะยอมรับเพราะรัฐฟลอริด้าและมิชิแกนจัดการเลือกตั้งขั้นต้นก่อนกำหนดเป็นการละเมิดกฏของพรรค ขาดความชอบธรรมซึ่งทางฝั่งโอบามาเองก็แสดงความไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของนางคลินตัน เสียงคัดค้านที่ออกมาจากค่ายโอบามาเป็นที่เข้าใจได้ไม่ยากเพราะตอนนี้เขาอยู่ในสถานการณ์ที่ได้เปรียบในเรื่องจำนวน pledged delegates ไม่มีความจำเป็นมากนักกับการได้รับคะแนนดิลิเกตเพิ่มขึ้นมาจำนวนหนึ่ง
ฮิลลารี่นั้นต้องการมิชิแกนและฟลอริด้ามากกว่าโอบามาเพราะมองในแง่ “ประชากรศาสตร์(demographics)ที่ฟลอริด้าและมิชิแกน” แล้วมิชิแกนและฟลอริด้ามีความหมายต่อฮิลลารี่เป็นอย่างยิ่ง เรียกว่าเอาไว้เป็น “จุดขาย” ของเธอเมื่อถึงวาระการประชุมใหญ่ของพรรคที่เดนเวอร์
หนทางที่เธอจะสามารถโน้มน้าวให้คณะผู้แทนพิเศษ(superdelegate) ยกมือเลือกเธอในการประชุมใหญ่ของพรรคในเดือนสิงหาคม เธอจำเป็นต้องสร้างจุดขายให้กับตัวเองว่าเธอเท่านั้นเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตที่มีศักยภาพมากพอที่จะสามารถเอาชนะจอห์น แมคเคนได้ในศึกชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีเพราะเธอสามารถมีชัยเหนือโอบามาได้ ใน “battleground” states ซึ่งเป็นคีย์สำคัญที่จะชี้ชะตาว่าผู้สมัครคนใดระหว่างตัวแทนจากพรรคเดโมแครตและรีพลับลิกันจะได้เก้าอี้ประธานาธิบดีไปครอง และยุทธศาสตร์นี้ของคลินตันจะประสพความสำเร็จไปไม่ได้เลยหากขาดซึ่ง Florida และ Michigan ซึ่งทั้งสองรัฐนี้มีจำนวนประชากรอยู่อย่างหนาแน่น มีจำนวน delegates หรือคณะผู้แทนการเลือกตั้งคิดเป็นสัดส่วนเกือบๆ 10 % ของของจำนวนดิลิเกตทั้งหมดและที่สำคัญมีลักษณะเป็น battlegrounds
ดังนั้นอีกหนทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นที่มิชิแกนและฟลอริด้าก็คือจัดให้มีการหยั่งเสียงขึ้นอีกครั้งในสองรัฐนี้แต่การจัดหยั่งเสียงแบบไพรมารี่ขึ้นใหม่ก็เป็นเรื่องที่ยุ่งยากและที่สำคัญเสียค่าใช้จ่ายเยอะเช่นกัน ซึ่งในตอนนี้ทางพรรคยังหาข้อสรุปไม่ได้ การหลีกเลี่ยงจัดให้มีการหยั่งเสียงขึ้นใหม่มีความเป็นไปได้หากฮิลลารีหรือโอบามา คนใดคนหนึ่งได้จำนวนดิลิเกตนำโด่งใน state primaries and caucuses ก่อนหน้านี้ซึ่งยากเกินกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเอาชนะได้ จำนวนดิลิเกตของมิชิแกนและฟลอริด้าก็อาจถูกนำมานับรวมด้วยเพราะไม่ส่งผลต่อการเสนอชื่อเป็นตัวแทนพรรคแล้ว แต่อย่างไรก็ตามการแข่งขันในครั้งนี้เป็นไปอย่างสูสีคู่คี่และด้วยระบบการหยั่งเสียงเลือกตั้งของพรรคเดโมแครตแบบแบ่งคะแนนคณะผู้แทนการเลือกตั้งกันตามสัดส่วนทำให้ฟลอริด้าและมิชิแกนมีความหมายในทันทีและอาจต้องนำมาพิจารณาด้วยถ้าหากดิลิเกตในสองรัฐนี้ไม่ถูกนับรวมด้วย ผู้ออกเสียงในสองรัฐนี้อาจรู้สึกว่าเสียงของพวกเขาถูกโกง หรืออย่างน้อยที่สุดก็รู้สึกว่า เสียงของพวกเขาไม่มีความหมายและไม่ได้รับความเคารพ
หากมีการ revote ที่ Florida และ Michigan อีกครั้งการต่อสู้ขับเคี่ยวกันที่ฟลอริด้าและมิชิแกนของผู้สมัครเดโมแครตอาจดุเดือด รุนแรงและทำให้เกิดความแตกแยกมากขึ้น กระนั้นก็ตามเมื่อทั้งสองฝ่ายต้องการเป็นผู้ชนะเป็นตัวแทนพรรคชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีทั้งคู่จำเป็นต้องชนะในมิชิแกนและฟลอริด้า ฮิลลารี่ต้องพิสูจน์ตัวเธอเองให้เหล่าบรรดาซุปเปอร์ดิลิเกตเห็นว่า เธอทำได้ดีกว่าโอบามาใน“battleground” states
ด้านบารัค โอบามาเองจำเป็นต้องชนะอย่างน้อยหนึ่งรัฐในบรรดารัฐเหล่านี้เพื่อพิสูจน์ตัวเขาเองว่าเขาคือตัวเลือกที่แท้จริงของเดโมแครตพร้อมกับคะแนน popular vote มากที่สุด และที่สำคัญที่สุดพรรคเดโมแครตและตัวแทนพรรคต้องการมิชิแกนและฟลอริด้าเพื่อเลี่ยงความเสี่ยงที่จะสูญเสียคะแนนเสียงในรัฐนี้หากแม้จะเป็นจำนวนน้อยนิดก็ตามก็ไม่ควรเสีย เพราะหาก delegate ของสองรัฐนี้ไม่ได้รับการรับรองในการประชุมใหญ่พรรค พวกเขาอาจรู้สึกเหมือนถูกหักหลังและเสียงของพวกเขาไม่ได้รับการเคารพ
Scenario 3: ต้องได้ครองคะแนนเสียงข้างมากจากเหล่าซุปเปอร์เดเลเกต ฮิลลารี่จึงจำเป็นต้องโน้มน้าวซุปเปอร์ดิลิเกตยกมือให้กับเธอในเดือนสิงหาคมนี้ เนื่องจากการแข่งขันระหว่างฮิลลารี่และโอบามาเป็นไปอย่างสูสีคู่คี่ตลอดการแข่งขันที่ผ่านมา จนถึงตอนนี้ฮิลลารีกวาดชัยชนะไปได้ 17 สนาม ขณะที่โอบามาเก็บชัยชนะไปได้ 29 สนาม โอกาสที่ทั้งโอบามาและฮิลลารี่คนใดคนหนึ่งจะได้ได้รับจำนวน elected delegates (“pledged”) แบบนำห่างถึงเป้าหมายคว้าชัยไปในที่สุดนั้นแทบจะไม่มีเพราะทั้งคู่ก็เก็บคะแนน delegate ได้ในสัดส่วนที่มากไม่ต่างกันนักเพราะว่าระบบการหยั่งเสียงเลือกตั้งของพรรคเดโมแครตไม่ใช้แบบผู้ชนะกินรวบ(winer-take-all) แบบรีพลับลิกันทำให้ต้องแบ่งคะแนนคณะผู้แทนการเลือกตั้งกันตามสัดส่วนไป
ดังนั้นผู้เขียนคิดว่า “ซุปเปอร์ดิลิเกต” จะมีบทบาทมากที่สุดที่จะตัดสินว่าใครจะได้เป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตขึ้นชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปลายปีนี้ ซึ่งล่าสุด Harry Thomas Jr. ซึ่งเป็น superdelegate คนหนึ่งและเคยให้การสนับสนุนฮิลลารีในตอนแรกได้ให้การรับรองโอบามาเรียบร้อยแล้ว
จำนวน Superdelegates หรือผู้แทนพิเศษ ของพรรค 800 เสียงมีอิสระสามารถยกมือสนับสนุนให้กับผู้สมัครคนใดก็ได้ไม่สำคัญว่าคะแนน popular vote จะเป็นอย่างไร แต่ด้วยความเหมาะสมแล้ว superdelegates ควรจะเดินตามเสียง popular vote เป็นหลัก
Superdelegates ประกอบด้วยสมาชิกสภาคองเกรสซึ่งคิดเป็นจำนวนหนึ่งในสามของคณะผู้แทนพิเศษทั้งหมดที่เหลือคือสมาชิกคณะกรรมการพรรคเดโมแครตแห่งชาติ ซึ่งในกลุ่มของสมาชิกสภาคองเกรสนั้นแบ่งออกเป็นสองค่ายคือค่ายที่สนับสนุนฮิลลารีและโอบามาส่วนสมาชิกคณะกรรมการพรรคเดโมแครตแห่งชาตินั้นจะจับกลุ่มก้อนกันสนับสนุนฮิลลารี ซึ่งในตอนนี้มี Superdelegates ที่แสดงท่าทีสนับสนุนฮิลลารีแล้ว 254 เสียง แสดงท่าทีสนับสนุนโอบามาแล้ว 230 เสียง
แม้ฮิลลารี่จะเป็นรองโอบามาในเรื่องจำนวนดิลิเกตแต่มาถึงตรงนี้แล้วเรื่องตัวเลขของจำนวนดิลิเกตไม่ใช่สิ่งที่ฮิลลารีต้องเอามาเป็นจุดขายของเธอ แต่เป็นเรื่องของ “อารมณ์ความรู้สึกและทัศนคติ” ในการซื้อใจ Superdelegates เธอจำเป็นต้องตั้งคำถามกับเหล่า Superdelegates ว่าผู้สมัครคนใดมีโอกาสเดินเข้าสู่ทำเนียบขาวในเดือนพฤศจิกายนนี้
ประเด็นแรกที่เธอต้องนำมาอ้างถึงคือเรื่องประชากรศาสตร์ที่เธอทำได้ดีมากในกลุ่มผู้หญิงซึ่งเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ในการออกเสียงเลือกตั้ง กลุ่มฮิสปานิก กลุ่มผู้สูงอายุ รวมไปถึง white blue-collar voters
ประเด็นที่สองที่เธอต้องนำจุดอ่อนโอบามามาขยายคือ ความสามารถของโอบามาในการเอาชนะใจกลุ่มผู้ออกเสียงที่เป็น white blue-collar ในรัฐโอไฮโอและเพนซิลเวเนียและฮิสแปนิคในนิว เม็คซิโกและโคโรลาโด รัฐทั้งหมดที่ว่ามาเป็น swing states ที่เป็นคีย์สำคัญในการตัดสินเลือกตั้งประธานาธิบดี
ประเด็นที่สามที่ต้องนำมาเป็นจุดขายคือเรื่องประสพการณ์ของเธอเมื่อเปรียบเทียบกับโอบามาไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ความน่าเชื่อถือในเรื่องความมั่นคง นโยบายทางด้านเศรษฐกิจและความร่ำรวยในประสพการณ์ของเธอ
แต่เรื่องการอวดอ้างว่าตนมีประสพการณ์ของคลินตันตอนเป็นเฟิร์ส เลดี้นี่อาจจะไม่ได้ผลนักเพราะจริงๆตัวเธอเองไม่ได้มีบทบาทในการตัดสินใจอะไรแต่เป็นสามีของเธอต่างหากโดยเฉพาะเรื่อง trip to Bosnia ในปี1996 ยิ่งทำให้เธอเสียรังวัดไปเยอะกรณีพูดโกหก(แต่บอกว่าตัวเองพูดผิดไป)ออกทางสื่อเรื่องมีมือปืนซุ่มยิงอยู่บนเนินเขาเมื่อเธอลงมาจากเครื่องบินพร้อมเชลซี ผู้เป็นลูกสาวทำให้ทั้งเธอและลูกต้องวิ่งหลบหาที่กำบังเมื่อตอนเดินออกจากเครื่องบินแต่อเมริกัน มีเดียก็รวดเร็วทันใจเหลือหลายเพราะหาหลักฐานวีดีโอมาโชว์ให้ดูว่าทริปที่บอสเนียนั้นไม่ได้อันตรายอะไรเลย เธอและลูกสาวเดินออกมาจากเครื่องบินของกองทัพด้วยสีหน้ายิ้มแย้มได้รับการต้อนรับที่ดี ฮ่า ฮ่า :D เป็นข่าวที่ผู้เขียนฟังแล้วอดหัวเราะไม่ได้จริงๆ เรื่องนี้ทำให้เธอเสียรังวัดไปเยอะแทนที่เธอจะได้คะแนนนำโอบาม่าขณะที่โอบามาต้องเผชิญกับการตั้งคำถามของคนอเมริกันในเรื่องคำพูดต่อต้านและสาปแช่งอเมริกาของบาทหลวงเจเรไมห์ ไรท์ ผู้ที่มีอิทธิพลต่อความคิดของเขา
การที่ฮิลลารี่ คลินตันจำเป็นต้องพึ่งเสียงข้างมากของซุปเปอร์ดิลิเกตในการเอาชนะโอบามาเป็นตัวแทนพรรคชิงตำแหน่งประธานาธิบดี เมื่อถูกผู้สื่อข่าวถามว่า ซุปเปอร์ดิลิเกต ควรอิงคะแนน popular vote เป็นหลักในการตัดสินใจหรือไม่ทำให้เธอต้องย้ำกับผู้สื่อข่าวบ่อยๆว่า ซุปเปอร์ดิลิเกตควรจะมีอิสระเสรีในการตัดสินใจ ไม่ควรตกอยู่ภายใต้แรงกดดันใดๆ ก็เป็นการย้ำว่าเธอต้องการให้ซุปเปอร์ดิลิเกตมองข้ามคะแนนป๊อปปูล่าโหวตนั่นเอง
แม้คลินตันและโอบามาจะพยายามบอกกับพรรคว่าหากเขาหรือเธอชนะในรัฐทางใต้หรือ swing state พวกเขาก็มีโอกาสคว่ำแมคเคนได้แต่ในความคิดของผู้เขียนแล้วผลการหยั่งเสียงขั้นต้นที่เกิดขึ้นในศึกชิงตัวแทนพรรคเข้าไปชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีนั้นไม่ได้มีเป็นเครื่องบ่งชี้สำคัญที่จะบอกว่า หากคุณชนะการหยั่งเสียงขั้นต้นในรัฐที่เป็น “battleground” states ในระดับไพรมารี่แล้วคุณจะได้รับชัยชนะในศึกเลือกตั้งใหญ่เสมอไป เหมือนที่ฝ่ายเชียร์พรรคเดโมแครตออกมาให้ข้อสังเกตุว่าโอบามาได้รับคะแนน popular vote มากกว่าที่จอห์น แมคเคนได้รับกว่าหลายเท่าเพราะคนตื่นตัวอยากเห็นอเมริกา “change” (แต่ชาวคอนเซอร์เวทีฟส่วนใหญ่เขาก็บอกว่า Change Begins With Us นะ )แล้วสรุปว่าในศึกชิงตำแหน่งประธานาธิบดีกองทัพเดโมแครตจะออกมามากกว่ารีพลับลิกันทำให้ในที่สุดโอบามาจะคว้าชัยไปได้
สำหรับผู้เขียนแล้วขอมองอีกมุมหนึ่ง ผู้เขียนคิดว่าเมื่อถึงวันเลือกตั้งประธานาธิบดีจริงอนุรักษ์นิยมอเมริกันจะออกมาใช้สิทธิไม่น้อยกว่าเดโมแครตแน่นอนซึ่งก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วในเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ผ่านมาอีกทั้งการหยั่งเสียงขั้นต้นแบบไพรมารี่นั้น บางสนามแข่งขันเป็นแบบ open เปิดให้ทั้งรีพลับลิกัน เดโมแครตและผู้ออกเสียงอิสระมาร่วมลงคะแนนเสียงได้ ดังนั้นคนรีพลับลิกันอาจจะหันไปเลือกตัวแทนจากเดโมแครตด้วยเพราะเห็นว่าการแข่งขันชิงตัวแทนพรรครีพลับลิกันใกล้จบหรือจบลงแล้ว หนึ่งเสียงของเขาที่มีต้องทำให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
แม้ครั้งนี้นักวิเคราะห์หลายคนจะมองว่าแมคเคนไม่สามารถเอาชนะใจชาวอนุนักษ์นิยมได้มากพอในการหยั่งเสียงขั้นต้นที่ผ่านมา การต่อสู้กับตัวเขาเองเพื่อแสดงความเป็น “อนุรักษ์นิยม” อาจยากยิ่งกว่าการเอาชนะฮิลลารี่หรือโอบามา เขาจะลำบากเมื่อเข้าสู่ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีเพราะขาดทัพอนุรักษ์นิยมสนับสนุน อนุรักษ์นิยมอาจไปเลือกคลินตันแทนเพราะมองแล้วว่าไม่ต่างกัน
แต่สำหรับผู้เขียนแล้วแม้แมคเคนจะดูไม่อนุรักษ์นิยมเท่ากับประธานาธิบดีบุชแต่อุดมการณ์ทางการเมืองของเขาคือ อนุรักษ์นิยมกระแสหลัก (mainstream conservative) นั่นเองไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสนับสนุนให้รัฐบาลเล็กและให้ภาคธุรกิจใหญ่(small government) เช่น การแปรรูปบริการสาธารณสุขของรัฐเป็นของเอกชน, วินัยการคลัง( Fiscal Discipline) ที่จะควบคุมการเติบโตของรายจ่าย, มาตรการการลดภาษี, สร้างกองกำลังรักษาความมั่นคงของชาติให้เข้มแข็ง(strong defence), คุณค่าทางสังคมหรืออุดมการณ์แบบอนุรักษ์นิยมเช่น rights of the unborn เป็นต้น ดังที่แมคเคนเคยพูดถึงความเป็นอนุรักษ์นิยมของเขาไว้ว่า “My record is as a mainstream conservative”
ที่สำคัญผู้เขียนเชื่อในสุภาษิตที่ว่า “เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ” เสมอสำหรับชาวอนุรักษ์นิยม
ดังนั้นตัวแปรสำคัญที่จะชี้ขาดว่าใครเป็นผู้สมควรได้รับตำแหน่งประธานาธิบดีก็คือกลุ่ม independent voters หรือผู้ออกเสียงอิสระที่ไม่สังกัดพรรคใดพรรคหนึ่งนั่นเอง ก็ต้องวัดกันว่า โอบามา หรือแมคเคน หรือ คลินตันใครจะครองใจผู้ออกเสียงอิสระได้มากกว่าในศึกชิงเก้าอี้ประธานาธิบดี 2008 นี้
Categories:
Tags: ฮิลลารี่ คลินตัน





