Posted by: Jess | เมษายน 18, 2008

จะกลัวไปใยกับคำว่า”เผด็จการรัฐสภา”

ได้อ่านข่าว นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ออกมาประกาศตั้งเป้าหมายในการต่อสู้ทางการเมืองว่า

วันนี้ทุกคนต้องร่วมกันตั้งเป้าหมาย ว่าจะต้องชนะเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมาก และจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวให้ได้ การเลือกตั้งที่ผ่านมาไม่ใช่คิดแค่จะได้จำนวน ส.ส. แค่ 160 หรือ 170 เท่านั้น แต่ต้องคิดถึงตัวเลขจำนวน 300 คน…

พอนายสุเทพประกาศเช่นนี้แล้วไม่ยักกะเห็น สส. ปชป. สื่อ นักวิชาการหน้าไหนตบเท้าออกมาพูดว่าพรรคปชป. ต้องการเป็น “เผด็จการรัฐสภา” บ้างต่างกับเมื่อครั้งที่อดีตนายกฯทักษิณ ประกาศจะเป็นรัฐบาลพรรคเดียว การเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคไทยรักไทยต้องการได้รับเลือก ส.ส.ไม่น้อยกว่า 400 คน “เผด็จการรัฐสภา” กลายเป็นคำพูดยอดฮิตติดปากในหมู่คนที่มีแนวความคิดทางการเมืองเป็นปฏิปักษ์กับอดีตนายกฯทักษิณไปในทันควันโดยเฉพาะออกมาจากปากของนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามอย่างนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่ครั้งหนึ่งเคยกล่าวโจมตี พตท. ทักษิณว่า “การที่ พ.ต.ท.ทักษิณต้องการเป็นรัฐบาล 401 เสียง ถือเป็นเผด็จการรัฐสภา

หรือจากปากของเพื่อนพาลธมิตรอย่างนพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระอดีต สว. กู้ชาติที่ขึ้นเวทีปราศรัยกับกลุ่มพาลธมิตรฯที่กล่าวว่า “วิกฤตการเมืองขณะนี้เกิดจากวงจรอุบาทว์ ซึ่งมาจากเผด็จการรัฐสภา และเป็นตัวการที่ทำลายการปฏิรูปการเมือง เราต้องขจัดวงจรอุบาทว์นี้ออกไป ..”

และสว. กรุงเทพมหานครสายเอ็นจีโออย่างคุณรสนา โตสิตระกูลที่ขึ้นเวทีกลับกลุ่มพาลธมิตรฯ ขับไล่อดีตนายกฯทักษิณกล่าวว่า “รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร แม้จะมาโดยรูปแบบของการปกครองประชาธิปไตยก็จริงอยู่ แต่เนื้อหาสาระเป็นเผด็จการรัฐสภา ที่ครอบงำการตรวจสอบทุกระดับ”

ประเทศไทยพอเริ่มจะมีอำนาจบริหารที่เข้มแข็งหรือมีนายกรัฐมนตรีที่เข้มแข็ง(Strong Executive, Strong Prime Minister) อันเป็นผลพวงมาจากรัฐธรรมนูญ 2540 เหมือนกับประเทศประชาธิปไตยชั้นนำกับเขาบ้าง บรรดานักวิชาการที่ยึดตนเองเป็นศูนย์กลางและนักการเมืองที่อิงแอบเผด็จการแต่ผลงานไม่ปรากฏก็ออกมาประสานเสียงพร้อมกันว่า “ทักษิณขึ้นปกครองประเทศ ทำให้เกิดระบอบเผด็จการรัฐสภา”

หากการที่รัฐบาลทักษิณได้รับฉันทามติจากประชาชนถึง 399 ที่นั่งจากทั้งหมด 500 ที่นั่งถือเป็นเผด็จการรัฐสภาแล้ว ผู้ที่กล่าวหาว่ารัฐบาลทักษิณเป็นเผด็จการรัฐสภาคงต้องยอมรับความจริงแล้วล่ะว่าประเทศประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา(Parliamentary Democracy) ชั้นนำของโลกทุกแห่งมีผู้นำเป็นเผด็จการรัฐสภาด้วยกันทั้งสิ้น อังกฤษเป็นเผด็จการโดยรัฐสภาที่เก่าแก่ที่สุดเพราะธรรมชาติของระบบรัฐสภาที่มีรากเหง้ามาจากวิวัฒนาการการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจระหว่างกษัตริย์กับรัฐสภาของอังกฤษมาอย่างยาวนานนั้นได้ให้อำนาจกับ “นายกรัฐมนตรี” เป็นเผด็จการรัฐสภาอยู่แล้วอย่างไม่ต้องสงสัยดังจะเห็นได้จากพระราชบัญญัติที่ตราขึ้นโดยรัฐสภาถือเป็นกฎหมายสูงสุดไม่มีกฎหมายใดมีอำนาจเหนือกว่าศาลเองก็ไม่มีอำนาจพิพากษาว่าเป็นโมฆะทำได้เพียงการตีความกฎหมายที่เป็นพระราชบัญญัติเท่านั้น

ในวันนี้ผู้เขียนจะไม่ขอพูดถึงอำนาจของนายกรัฐมนตรีอังกฤษในบทความชิ้นนี้เพราะมีนักวิชาการไทยหลายท่านได้หยิบยกขึ้นมาพูดมากแล้วตามหน้าสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ แต่จะขอพูดถึงการมีนายกรัฐมนตรีที่เข้มแข็ง (Strong Prime Minister) ของประเทศแคนาดาแทนเพราะแคนาดาจัดได้ว่าเป็น ประเทศที่มีประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจที่เข้มแข็งมากประเทศหนึ่งในโลกและมี Strong Prime Minister มากยิ่งกว่าอังกฤษประเทศแม่แบบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาเสียอีก

แคนาดา ประเทศในเครือจักรภพอังกฤษเป็นประเทศประชาธิปไตยชั้นนำของโลกประเทศหนึ่งซึ่งมีระบบการปกครองแบบสมาพันธรัฐ ระบอบการเมืองเป็นแบบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา(Parliamentary Democracy) โดยมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (Governor General) ทำหน้าที่ประมุขแห่งรัฐแทนสมเด็จพระราชินีแห่งอังกฤษและมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร ประชาชนจะเป็นผู้เลือกผู้แทนของตนเอง หลังจากนั้นหัวหน้าพรรคการเมืองซึ่งได้จำนวนที่นั่งข้างมากในสภาสามัญชน(House of Commons) และได้รับเสียงสนับสนุนจากสภาสามัญชนจะมีหน้าที่ในการจัดตั้งรัฐบาล

ในแคนาดาแม้พระมหากษัตริย์จะมีฐานะประมุขฝ่ายบริหารแต่ในทางปฏิบัติผู้ที่ใช้อำนาจบริหารจริงๆก็คือนายกรัฐมนตรี ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของแคนาดานั้นเรียกได้ว่ามีอำนาจในการบริหารแบบดำเนินการฝ่ายเดียวที่เข้มแข็งมาก เป็นแบบอย่างของ Strong Prime Minister เลยก็ว่าได้ ที่บอกว่าเข้มแข็งมากเพราะนายกรัฐมนตรีของแคนาดามีอำนาจตั้งแต่

1. แต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ประจำจักรภพแคนาดา(Governor General of Canada) แม้จะเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่าสมเด็จพระราชินีแห่งอังกฤษทรงเป็นผู้แต่งตั้ง Governor General แต่นั่นก็อยู่ภายใต้คำแนะนำ(on the advice of)ของนายกรัฐมนตรีนั่นเอง
2. แต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาเข้าสู่ สภาสูง(Upper House styled the Senate)
3. แต่งตั้งผู้พิพากษาศาลฏีกา(ศาลสูงสุด) และผู้พิพากษาศาลสหพันธ์
4. มีอำนาจในการสรรหาและแต่งตั้งบุคคลเป็นรัฐมนตรีเพื่อประกอบขึ้นเป็นคณะรัฐมนตรี
5. แต่งตั้งคณะกรรมการธนาคารกลางแห่งชาติ(Bank of Canada)
6. แต่งตั้งผู้บัญชาการกองทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแคนาดาหรือตำรวจม้าแคนาดา(Royal Canadian Mounted Police - RCMP ) และหน่วยงานรัฐบาลอื่นๆ
7. แต่งตั้ง CEO และประธานกรรมการของบรรษัทของกษัตริย์ (Crown Corporation) เช่น สื่อสาธารณะอย่างสำนักข่าว CBC เป็นต้น
8. มีอำนาจในการยุบสภาฯและกำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นใหม่เมื่อใดก็ได้โดยไม่ต้องปรึกษาคณะรัฐมนตรีแต่อย่างใด(จำกัดภายใน 5 ปี)
9. สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งกี่ครั้งก็ได้เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้ว่าผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสองสมัยห้ามลงสมัครรับเลือกตั้งอีกแบบรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกาที่กำหนดให้ประธานาธิบดีมีวาระการดำรงตำแหน่งได้มากที่สุด 2 วาระ หรือ 8 ปีเท่านั้น
10. สามารถถอดถอนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) จากการประชุมลับของพรรคได้(party’s caucus)
11. ปฏิเสธสิทธิ ส.ส. คนใดที่ต้องการเข้าร่วมอภิปรายในสภาฯหรือห้าม สส. ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคอีกครั้ง
12. ถอดถอนไล่ สส. คนใดออกจากการทำหน้าที่ในสภาฯก็ได้
13. ลงนามในสนธิสัญญาต่างๆ
และ
14. ประกาศสงคราม

อย่างไรก็ตามอำนาจของนายกรัฐมนตรีที่ให้ไว้ในข้อ 11, 12, 13 และ 14 ซึ่งถือเป็นอำนาจพิเศษ(prerogative powers) นั้นแทบไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีแคนาดาคนใดนำมาใช้ตามอำเภอใจในทางปฎิบัติเลย เหตุผลหลักก็คือ อำนาจพิเศษที่ว่านี้ไม่เอื้อความได้เปรียบทางด้านการเมืองให้กับตัวนายกฯเองและยังก่อให้เกิดผลด้านลบต่อคะแนนนิยมหากนำมาใช้จริงๆ

การแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญๆที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดนี้ล้วนอยู่ในดุลยพินิจของนายกรัฐมนตรีแต่เพียงผู้เดียว ตรงข้ามกับสหรัฐอเมริกาซึ่งใช้ระบบประธานาธิบดี ทุกตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดีจะต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและไต่สวนคุณสมบัติเสียก่อน แต่ในแคนาดานั้นจะไม่มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและไต่สวนคุณสมบัติสำหรับตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งจากนายกฯใดๆ ไม่ว่าจะเป็นคณะรัฐมนตรี ผู้พิพากษาศาลฎีกาและสมาชิกวุฒิสภา

จึงอาจกล่าวได้ว่านายกรัฐมนตรีแคนาดาจัดได้ว่าเป็นตำแหน่งผู้นำทางการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งที่ทรงอำนาจมากที่สุดในโลกเสรีประชาธิปไตยประเทศหนึ่งเลยทีเดียวและการตรวจสอบการใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีในระบบของแคนาดานั้นถูกจำกัดอยู่กับปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งในสองปัจจัยนี้เท่านั้นคือ เกิดการกบฏขึ้นโดยสมบูรณ์ภายในพรรคของนายกรัฐมนตรีเองซึ่งยังไม่เคยเกิดขึ้นในการเมืองแคนาดาหรือไม่ก็ไม่ได้รับความเห็นชอบจากผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แต่ประการหลังนี้แทบเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติเพราะตำแหน่ง Governor General นั้นแม้จะเป็นตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งจากสมเด็จพระราชินีแห่งอังกฤษแต่ก็อยู่ภายใต้คำแนะนำของนายกรัฐมนตรีเท่านั้น พูดให้ตรงจุดตรงประเด็นก็คือนายกรัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้ง Governor General นั่นเอง ที่สำคัญผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์จะทำหน้าที่ทางรัฐพิธีเท่านั้นและไม่มีบทบาทหรืออำนาจในการบริหาร

เมื่อถึงเวลาที่รัฐสภาไม่ไว้วางใจรัฐบาล นายกรัฐมนตรีต้องดีเบทกับทั้งสภาสามัญชน(House of Commons) และสภาสูง (Upper House styled the Senate) ในส่วนของสภาสามัญนั้นแทบไม่มีปัญหาหรืออุปสรรคใดในการผ่านร่างกฏหมายต่างๆเพราะนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ควบคุมสภาสามัญชนที่ครองเสียงข้างมากในสภาอยู่แล้ว  ส่วนสภาสูงในยุคปัจจุบัน ยุคที่ประชาธิปไตยเบ่งบานก็ทำหน้าที่เป็นเพียง “sober second thought” เท่านั้นคือทบทวน พิจารณากลั่นกรองพระราชบัญญัติซึ่งยกร่างโดย House of Commons อีกชั้นหนึ่งว่าพระราชบัญญัตินั้นมีความเหมาะสมเพียงมากเพียงใดที่จะออกเป็นกฏหมายต่อไปแต่ถึงแม้สภาสูงจะมีสิทธิแก้ไขหรือพิจารณา/ทบทวนกฎหมายซึ่งยกร่างโดย House of Commons และแม้กระทั่งเสนอกฏหมายเองแต่สภาสูงแทบไม่เคยโหวตยับยั้งพระราชบัญญัติหรือร่างกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาจากสภาสามัญชนเลย ถ้าหากสมาชิกวุฒิสภาต้องการ “rock the boat” คือ ป่วนหรือท้าทายอำนาจของนายกฯ สาธารณะชนอาจตั้งคำถามถึงความชอบธรรมในอำนาจของสมาชิกวุฒิสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนขึ้นได้เพราะสมาชิกวุฒิสภาของแคนาดานั้นได้รับเงินตอบแทนประจำตำแหน่งมากกว่า 100,000 แคนาเดียนดอลล่าร์ต่อปีและเมื่อเกษียณ(75ปี)ก็ได้รับเงินบำนาญเป็นจำนวนที่สูงลิ่ว (ที่มาจากภาษีของประชาชน)

และแน่นอนถ้าหากสมาชิกวุฒิสภาโหวตยับยั้งร่างกฏหมายไม่ให้ผ่าน นายกรัฐมนตรีของแคนาดามีอำนาจอันชอบธรรมในการเพิ่มที่นั่งในสภาสูงอีก 8 ที่นั่ง(เป็นการชั่วคราว) ได้เหมือนอย่างที่อดีตนายกรัฐมนตรี Brian Mulroney เคยทำมาแล้วในการผ่านร่างกฏหมาย Goods & Services Tax (GST) ซึ่งต่างกับประเทศไทยที่ สว.ลูกผสมมีอำนาจล้นเหลือแม้กระทั่งสามารถถอดถอนนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนได้

อีกทั้งในระบบรัฐสภาแคนาดานั้น นายกรัฐมนตรีสามารถใช้วิปของพรรค( party’s Whip) ทำหน้าที่ควบคุมเสียงสมาชิกรัฐสภาของพรรคเพื่อให้แน่ใจว่าสมาชิกภายในพรรคโหวตตามมติพรรคไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง อย่างการโหวตเห็นชอบ-ไม่เห็นชอบในการผ่านร่างพรบ. Farm Credit Corporation Act เมื่อปี 2001 สมัยรัฐบาลลิเบอร์รัลนั้นมี สส.จากพรรคลิเบอร์รัล 150 เสียง(พรรครัฐบาลในขณะนั้น), พรรค Alliance 4 เสียง พรรค Bloc Quebecois 0 เสียง พรรค Conservatives 9 เสียงและพรรค New Democrats 9 เสียงโหวตเห็นชอบให้ผ่านร่าง พรบ. ฉบับนี้ ขณะที่เสียงโหวตคัดค้านการผ่านพรบ. ฉบับนี้มาจากพรรค Alliance 39 เสียง และ Bloc Quebecois 32 เสียงเท่านั้น

ในทางตรงกันข้ามระบบประธานาธิบดีแบบอเมริกานั้นบ่อยครั้งที่เราเห็น US congressmen โหวตคัดค้านพรรคตัวเองหรือประธานาธิบดี ยกตัวอย่างเช่น วุฒิสมาชิกจอห์น แมคเคนจากพรรครีพลับลิกันที่โหวตคัดค้านมาตรการลดภาษีของประธานาธิบดีบุช(Bush tax cut)ในปี 2001 และ 2003 และคัดค้านข้อเสนอการขุดเจาะน้ำมันในอลาสก้า(oil drilling in Alaska) หรือการลงมติในส่วนของพระราชบัญญัติ Farm Security Act เมื่อปี 2001 ที่มีสส. จากทั้งรีพลับลิกันและเดโมแครตโหวตเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 151 และ 139 ตามลำดับแต่ก็มีสส.จากทั้งรีพลับลิกันและเดโมแครตอีก 58 และ 61 คนโหวตคัดค้านการผ่านร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้

เมื่อดูเฉพาะผลที่ออกมาจะเห็นว่าร่างกฏหมายทั้งในแคนาดาและอเมริกานั้นได้รับความเห็นชอบให้ผ่านเหมือนกันแต่ในระบบรัฐสภาแคนาดานั้นเสียงในพรรครัฐบาลแทบไม่มีการโหวตคัดค้านมติของพรรคเลย มีเพียงพรรค Canadian Alliance เพียงพรรคเดียวในระบบการเมืองที่แคนาดาเท่านั้นที่ยอมให้สมาชิกพรรคของตนมีอิสระในการลงมติในเรื่องต่าง ๆไม่ต้องทำตามมติพรรคเสมอไปซึ่งปัจจุบันพรรค Canadian Alliance และพรรค Conservative ได้รวมกันเป็นพรรค Conservative Party of Canada มีนายสตีเฟ่น ฮาเปอร์เป็นหัวหน้าพรรคและดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของแคนาดาในตอนนี้

สหรัฐอเมริกาที่ปกครองด้วยระบบประธานาธิบดีใช้หลักการแบ่งแยกอำนาจที่รัฐมนตรีจะไม่สามารถเป็นสมาชิกรัฐสภาได้โดยนัยนี้สมาชิกรัฐสภาไม่ได้เป็นกลุ่มเดียวกับรัฐบาล และใช้หลักการคานอำนาจที่มีการแบ่งแยกอำนาจกันอย่างเด็ดขาดทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ด้วยเหตุนี้อำนาจของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาภายใต้ระบบอเมริกาจึงถูกจำกัดมากกว่านายกรัฐมนตรีแคนาดาภายใต้ระบบแคนาดา แม้ประธานาธิบดีสหรัฐจะเป็นผู้เสนอชื่อผู้พิพากษาศาลฎีกา คณะรัฐมนตรีและมีอำนาจลงนามในสนธิสัญญาแต่อำนาจการตัดสินใจตรงนี้ของประธานาธิบดีต้องผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสมาชิกเสียก่อนจึงไม่แปลกเลยที่เราจะได้เห็นสมาชิกพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามในอเมริกามีตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลอย่างเช่น นาย นอร์แมน โยชิโอะ มิเนตะ อเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นจากพรรคเดโมแครตเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในรัฐบาลบุช เป็นต้น ดังคำกล่าวที่ว่า

The Prime Minister is the leader of the party with the most seats in the House of Commons. He or she is not elected directly by the public nor is he or she limited to a number of years in office. On top of all this, the Prime Minister has considerable power because he or she controls the House of Commons - much more than the President of the United States who is separate from the elected Members of Congress. The Prime Minister is 2nd on the Canadian Order of Precedence.

นายกรัฐมนตรีคือผู้นำพรรคที่ได้จำนวนที่นั่งข้างมากในสภาสามัญชน เขาหรือเธอไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนและไม่ถูกจำกัดวาระในการดำรงตำแหน่ง ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด นายกรัฐมนตรีมีอำนาจมากมายเพราะว่าเขาหรือเธอเป็นผู้ควบคุมสภาสามัญชน – นายกรัฐมนตรีมีอำนาจมากยิ่งกว่าประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประมุขของฝ่ายบริหารที่แบ่งแยกออกจากสมาชิกสภาคองเกรสเสียอีก นายกรัฐมนตรีจึงมีฐานะเป็นผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองลำดับที่ 2 ของแคนาดานั่นเอง

ผู้เขียนจึงมีความรู้สึกแปลกใจเป็นอย่างยิ่งที่ในช่วงวิกฤติการเมืองไทยกว่า 2 ขวบปีที่ผ่านมากลุ่มต่อต้านอดีตนายกฯทักษิณและไม่ชอบรัฐธรรมนูญฉบับปี 40 เขียนบทความออกมามากมายในเชิงชี้นำสาธารณะชนว่าการออกแบบรัฐบาลให้มีรัฐบาลที่เข้มแข็งและนายกรัฐมนตรีที่เข้มแข็งอาจทำให้ระบอบการเมืองของประเทศไทยเคลื่อนไปสู่ระบบประธานาธิบดีได้

แล้วจะเป็นทำไมประธานาธิบดีในเมื่อนายกรัฐมนตรีในระบบรัฐสภามีอำนาจมากกว่าประธานาธิบดีเสียอีกเพราะประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา คือ การปกครองแบบเผด็จการโดยรัฐสภาอยู่แล้ว

แล้วจะกลัวไปใยกับคำว่าเผด็จการรัฐสภา แม้แต่ตอนนี้พรรคประชาธิปัตย์เองก็ยังอยากเป็นเผด็จการรัฐสภาเลย :D

แคนาดาเป็นรัฐเสรีประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาที่มีการออกแบบให้มีนายกรัฐมนตรีที่เข้มแข็ง(strong prime minister) มากที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง จนนักวิชาการแคนาเดี้ยนบางคนออกมาเสียดสีว่า “Every four years we elect a dictatorship” แต่ เผด็จการรัฐสภาแบบแคนาดาก็ยังถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีการคอรัปชั่นน้อยที่สุดเป็นอันดับ 5 ของโลกเมื่อปี 2007 เช่นเดียวกับประเทศสิงคโปร์ที่มีระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาที่การเมืองมีเสถียรภาพและความมั่นคงสามารถครองอันดับประเทศที่มีการคอรัปชั่นน้อยที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกเมื่อปีที่แล้ว เช่นเดียวกับอังกฤษ “เผด็จการรัฐสภาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก” ก็ติดอันดับท็อปเท็นประเทศที่มีการคอรัปชั่นน้อยที่สุดในโลกเช่นกัน

แต่ประเทศไทย ประเทศที่ไม่เคยมีรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีที่เข้มแข็งในอดีตจนกระทั่งเกิดรัฐธรรมนูญปี 40 ทำไมถึงถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีการคอรัปชั่นมากที่สุดในโลกประเทศหนึ่งโดยถูกจัดอันดับให้อยู่ในลำดับที่ 84 ของโลกเมื่อปีที่แล้วสมัยรัฐบาลจริยธรรม คุณธรรม ธรรมาภิบาลสูงนั่นเพราะ ‘อำนาจรัฐ’ ไม่ได้มีความหมายเท่ากับอำนาจของนักการเมืองและอำนาจของรัฐสภาเท่านั้นแต่มันครอบคลุมไปถึงกลุ่มคนที่อยู่นอกรัฐสภา ส่วนข้าราชการที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอีกเป็นจำนวนมากและเป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุดการตรวจสอบอำนาจรัฐที่เพ่งเล็งหรือต้องการเล่นงานไปยังเฉพาะนักการเมืองจึงไม่เพียงพอและไม่ใช่เป็นการแก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้อำนาจนอกระบบได้ประโยชน์จากการโจมตีสถาบันการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งอย่างเต็มที่นั่นเอง

ที่พูดกันว่า “เผด็จการรัฐสภาครอบงำการตรวจสอบทุกระดับ” นั้นคนพูดต้องย้อนกลับไปมองแล้วว่าคุณสามารถตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่นในทุกองค์กร สถาบันที่อยู่นอกการเลือกตั้งได้จริงหรือ? มีกลุ่มคน สถาบันใดบ้างที่คุณไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้? คำถามนี้ต่างหากที่ต้องการคำตอบเป็นลำดับแรกเพราะการลดระดับการทุจริตคอรัปชั่นที่ได้ผลจริงในทางปฏิบัตินั้นทุกองค์กร หน่วยงาน สถาบันที่กินเงินเดือนจากภาษีของประชาชนต้องสามารถถูกตรวจสอบและเปิดให้ไล่เบี้ยได้ (accountability) หากผู้ที่อ้างตัวว่าเป็นการเมืองภาคประชาชนทำตรงนี้ได้ ประเทศไทยอาจเข้าไปติดท็อปเท็นชาติที่มีการทุจริตคอรัปชั่นน้อยที่สุดในโลกก็ได้ ใครจะไปรู้

เพราะยิ่งประเทศมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นเท่าใด การทุจริตคอรัปชั่นจะยิ่งน้อยลงแต่การทุจริตคอรัปชั่นไม่ได้น้อยลงด้วยการทำรัฐประหาร การมีรัฐบาลที่อ่อนแอหรือการฉีก-แก้รัฐธรรมนูญทุกๆ 4 ปีอย่างแน่นอน

Leave a response

Your response:

หมวดหมู่