“สงกรานต์”2551 เอเชียฉ่ำชื่นลืมทุกข์
สกู๊ปพิเศษ
วันที่บนหน้าปฏิทินเคลื่อนเข้าสู่กลางเดือนเมษายนเมื่อใด ก็หมายความว่า
หลายประเทศทั่วเอเชียจะถึงเวลาร่วมกันเฉลิมฉลองประเพณี “ขึ้นปีใหม่” ตามคติพราหมณ์แห่งชมพูทวีป
ลืมทุกข์โศกจากสารพัดปัญหาที่รุมเร้าชั่วคราว ทั้งวิกฤตน้ำมันแพง ข้าวแพง ค่าครองชีพต่ำ ฯลฯ ไปได้ชั่วคราว
ประเทศไทยเราเรียกเทศกาลนี้ว่า “สงกรานต์”
ขณะที่ผู้คนในประเทศอื่นๆ เรียกขานสงกรานต์แตกต่างกันไป
อาทิ พม่าเรียก “เตงกาน“
กัมพูชา “โจลชะนำทะมัย“
ลาว “บุญปีใหม่“
สำหรับอินเดีย ชาติต้นกำเนิดสงกรานต์นั้น แต่ละพื้นที่ก็เรียกต่างไปอีกไม่เหมือนกัน
เช่น ชาวรัฐเกรละเรียก “วิชชุ” แต่คนในรัฐปันจาบเรียก “อุกาดี” เป็นต้น
ส่วนชนกลุ่มน้อยชาวไท หรือชาวไต ในเขตปกครองชนชาติไทยสิบสองปันนา ทางใต้สุดมณฑลยูนนาน ประเทศจีน ก็เรียกตรงตัวว่า “เทศกาลสาดน้ำ” สดชื่นชุ่มฉ่ำกันทั้งบาง ดึงดูดความสนใจจากนักท่องเที่ยวไม่แพ้สงกรานต์ของไทย
โดยชาวไทมีความเชื่อว่า ยิ่งคนไหนถูกสาดน้ำเสื้อเปียกมากเท่าไหร่ ยิ่งแปลว่าจะมีความสุขมากขึ้นเท่านั้นตลอดทั้งปี
เพราะ “น้ำ” เปรียบเสมือนเป็นสัญลักษณ์นำพาความสุขและโชคลาภเข้าสู่คนๆ นั้น
ที่กรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า
เทศกาลสงกรานต์ หรือ “เตงกาน” เป็นระยะเวลาสั้นๆ 5-6 วัน เพียงช่วงเดียวในแต่ละปีที่รัฐบาลเผด็จการทหารอนุญาตให้ประชาชนลิ้มรสเสรีภาพและชุมนุมกันเกิน 5 คนได้ตามสบาย
แม้บางพื้นที่โดยเฉพาะบริเวณบ้านนางออง ซาน ซูจี ผู้นำประชาธิปไตย จะมีทหารตั้งด่านแน่นหนาเหมือนเคย
ในปีนี้มีกระแสแฟชั่นใหม่ๆ ในหมู่วัยรุ่นพม่าที่ยกขบวนกันมาร่วมฟังเพลง-สาดน้ำฉลองปีใหม่
นั่นคือ การแต่งองค์ทรงเครื่องด้วยชุดและทำผมแนวชี้โด่เด่สไตล์ “พังก์ร็อก” ตำนานดนตรีขบถแห่งโลกตะวันตก
ภาพชาวบ้านยืนจังก้าถือปืนฉีดน้ำตามท้องถนนด้วยรอยยิ้มเป็นสิ่งที่พบไม่บ่อยนักในพม่า นับตั้งแต่เกิดเหตุทหารใช้กำลังสลายกลุ่มพระสงฆ์และชาวบ้านช่วงปลายปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็ไม่ลืมออกกฎปรามประชาชนว่า ห้ามคึกคะนองร้องตะโกนถ้อยคำที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายในสังคม หรือทำลายความสามัคคีเด็ดขาด
พูดให้ง่ายเข้าก็คือ ห้ามตะโกนด่ารัฐบาลนั่นเอง!
“ทางการเตือนว่าอาจเกิดเหตุวางระเบิดช่วงปีใหม่ แต่ไม่มีใครสนหรอก เพราะเราอยากสุขให้เต็มที่” ชาวพม่าคนหนึ่งระบายความอัดอั้นตันใจให้นักข่าวเอเอฟพีฟัง
ที่กัมพูชา
นอกเหนือจากการสาดน้ำ-รดน้ำ-ทำบุญแล้ว
เทศกาลสงกรานต์ หรือ “โจลชะนำทะมัย” ยังมีความคล้ายคลึงกับไทยในแง่การอพยพออกจากเมืองใหญ่
เพราะเป็นช่วงที่กลุ่ม “ผู้ใช้แรงงาน” ได้หยุดยาว 3 วัน มีโอกาสเดินทางออกจากเมืองหลวง กรุงพนมเปญ มุ่งหน้ากลับบ้านต่างจังหวัด
ทำให้รถโดยสารและรถยนต์ต่างแออัดยัดเยียดเต็มไปด้วยคลื่นมนุษย์
บางคันคนแน่นเป็นปลากระป๋องถึงขนาดต้องพากันขึ้นไปนั่งบนหลังคา ห้อยโหนตามประตูหน้าต่างเพื่อกลับบ้านให้ทันเวลา
ส่วนบรรยากาศโดยทั่วไปในพนมเปญ จะเห็นภาพบรรดาผู้สูงอายุสวมชุดและเครื่องประดับพื้นบ้านออกไปถวายภัตตาหารพระสงฆ์ที่วัด
ขณะที่คนหนุ่มสาวเล่นประแป้ง สาดน้ำ เปิดเพลงเต้นรำกันอย่างสนุกสนานบนท้องถนน ซึ่งบางปีสนุกจนเลยเถิดเหมือนในเมืองไทย
ส่งผลให้รัฐบาลกัมพูชาออกประกาศเตือนห้ามประชาชนปาระเบิดน้ำ หรือคอยดักรบกวนประแป้งคนที่ขับยวดยานพาหนะผ่านไปมา
เนื่องจากตลอด 5 ปีมานี้มีอุบัติเหตุบนท้องถนนจากการเล่นสงกรานต์เพิ่มขึ้นสูงกว่า 2 เท่าตัวทั่วประเทศ
เมื่อสิ้นสุดเทศกาลสงกรานต์แทนที่ผู้คนจะได้เย็นใจคลายทุกข์ กลับต้องทุกข์หนักกว่าเดิม เพราะความประมาทและไร้วัฒนธรรมแท้ๆ!
ที่มา: ข่าวสด





