Posted by: Jess | เมษายน 4, 2008

จัดการกับปัญหาเงินเฟ้อ

โดย ศุภวุฒิ สายเชื้อ

ขณะนี้เงินเฟ้อกำลังทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนเพราะอัตราเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าในเดือนกุมภาพันธ์นั้นสูงถึง 5.4% แล้ว และเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในเอเชีย เช่น ประเทศจีนเอง เงินเฟ้อเกือบ 9% ในเดือนกุมภาพันธ์ ในขณะที่เวียดนาม ก็เผชิญกับเงินเฟ้อ 14% เป็นต้น

หากมองในภาพใหญ่อาจกล่าวได้ว่า ช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นช่วงที่เงินเฟ้ออยู่ที่ระดับต่ำมาก แต่ทั้งนี้มิได้สืบเนื่องมาจากการดำเนินนโยบายการเงินที่มีประสิทธิผลของธนาคารกลาง หรือวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีและการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพ (productivity) ดังที่เข้าใจกัน ตัวแปรที่กดให้เงินเฟ้อต่ำน่าจะเป็นการล่มสลายของระบบคอมมิวนิสต์ ที่เพิ่มแรงงานให้กับระบบทุนนิยมถึง 50% กล่าวคือทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรบุคคลของประเทศที่หันหลังให้กับคอมมิวนิสต์ช่วยให้ราคาสินค้าทั่วโลกในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาให้อยู่ที่ระดับต่ำ แต่เมื่อยุค ดังกล่าวจบลง เงินเฟ้อที่ระดับ 5-6% อาจกลับมาเป็นเรื่องธรรมดาใน 10 ปีข้างหน้าก็ได้ ดังนั้นเราจึงต้องเตรียมตัวที่จะรับมือกับสภาวการณ์ดังกล่าว

ประเด็นที่สำคัญคือ หากเป็นเช่นนั้นจริงความพยายามที่จะตรึงราคาสินค้าเพียงเพื่อหวังเอาใจผู้บริโภคในระยะสั้นจะมิได้ช่วย แก้ปัญหาในระยะยาวที่ผู้ผลิตและผู้บริโภคจะต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคใหม่ที่จะต้องเผชิญกับปัญหาการปรับตัวเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิต ตรงกันข้ามการห้ามไม่ให้ปรับราคาสินค้าและบริการขึ้นในเชิงบังคับจะทำให้การขยายกำลังการผลิตการพัฒนาผลิตภาพ รวมทั้งการลงทุนใหม่ๆ ไม่เกิดขึ้น เพราะผู้ผลิตย่อมไม่มีแรงจูงใจในการลงทุน เนื่องจากเกรงว่าจะถูกจำกัดสิทธิที่จะปรับราคาตามความเป็นจริง ซึ่งจะทำให้ปริมาณสินค้าในอนาคตไม่เพิ่มขึ้น จนอาจเกิดปัญหาการขาดแคลนสินค้าในอนาคต

การสกัดกั้นมิให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นถึงระดับ 5% อย่างต่อเนื่องเป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่ง เพราะผมเชื่อว่าเมื่อใดที่เงินเฟ้ออยู่ที่ระดับ 5% อย่างต่อเนื่อง เมื่อนั้นเงินเฟ้อจะฝังตัวลึกลงไปในระบบเศรษฐกิจ ทำให้ปรับลดได้ยากยิ่ง กล่าวคือเมื่อทุกคนตระหนักว่าเงินเฟ้อจะคงอยู่ที่ระดับ 5% ทุกคนก็จะเริ่มตั้งเงื่อนไขที่จะปรับเพิ่มราคาสินค้าบริการและเงินเดือนของตนอย่างน้อย 5% เพื่อรักษาระดับรายได้ที่แท้จริงของตนเอาไว้ ทำให้สินค้าบริการและเงินเดือนทุกประเภทจะปรับตัวขึ้นโดยอัตโนมัติอย่างน้อย 5% ทุกปี

ในส่วนของดอกเบี้ยก็เช่นกัน คือ ผู้ฝากเงินก็จะต้องการอัตราผลตอบแทนจากการฝากเงินเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 5% หรือมากกว่านั้น ในขณะที่ดอกเบี้ยเงินกู้ก็น่าจะกลับไปอยู่ที่ระดับ 10% ขึ้นไป เช่นที่เคยเป็นอยู่ในช่วงก่อนปี 1997 ถามว่าทำไมเงินเฟ้อที่ 5% จึงเป็นระดับที่สำคัญ คำตอบของผมคือเมื่อเงินเฟ้อปรับขึ้นลงไม่แน่นอนในระดับประมาณ 2-3% นั้น ถือได้ว่าเป็นระดับเงินเฟ้อที่ต่ำจนกระทั่งไม่เป็นประเด็นสำคัญที่จะต้องนำมาเป็นเงื่อนไขหลักในการทำธุรกิจ และในหลายกรณีก็จะมีทั้งสินค้าที่ราคาขึ้นและราคาลง ทำให้เฉลี่ยอยู่ที่ 2-3% แต่เมื่อเงินเฟ้อเฉลี่ยที่ 5% ก็มักจะเป็นเพราะสินค้าเกือบทุกรายการราคาปรับขึ้น มีน้อยรายการที่ราคาจะปรับลง

เมื่อเป็นเช่นนั้น ความคาดหวังเงินเฟ้อ (inflationary expectations) ก็จะต้อง ก่อตัวขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเมื่อ ก่อตัวขึ้นได้แล้วก็จะเป็นการคาดการณ์ที่ทำให้กลายเป็นจริง (self-fulfilling prophecy) ยากที่จะปรับให้ลดลงเหลือ 2-3% เช่นเดิม เว้นแต่จะต้องปรับดอกเบี้ยขึ้นอย่างรุนแรงเพื่อกดดันให้เศรษฐกิจถดถอยลงอย่างมาก เช่นที่สหรัฐได้เคยทำในช่วง 1980 ที่เงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้นถึง 12-13% ทำให้นาย Paul Volker ผู้ว่าการธนาคารกลางในขณะนั้นต้องปรับดอกเบี้ยขึ้นเป็น 20% ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐหดตัวอย่างรุนแรงไปนานถึง 2 ปี

จึงเป็นไปได้ว่าเงินเฟ้อที่กำลังเผชิญอยู่นี้อาจเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก ซึ่งเกิดจากภาวะที่มีทรัพยากรส่วนเกิน (จากประเทศคอมมิวนิสต์เข้าสู่ระบบตลาดเสรี) กำลังจบลง แต่แนวนโยบายที่กำลังถูกนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาคือการร้องขอแกมบังคับให้ผู้ผลิตตรึงตลาดสินค้านั้น จะไม่เป็นการแก้ปัญหา แต่เป็นการสร้างปัญหาเพราะจะทำให้ผู้ผลิตขาดแรงจูงใจที่จะลงทุนเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตสินค้า ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนสินค้าโดยทั่วไป และทำให้ไม่สามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจภายในประเทศได้ เพราะผู้ผลิตจะเห็นว่าแนวทางที่จะหลีกเลี่ยงการควบคุมราคาของรัฐบาลคือการหันไปส่งออก แต่การส่งออกเองก็กำลังเผชิญกับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกาที่กำลังลามไปสู่ยุโรปและญี่ปุ่น กลายเป็นว่านโยบายตรึงราคานั้นกำลังทำให้ผู้ผลิตเข้าสู่ภาวะจนตรอก

ในขณะเดียวกันก็มีการเรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับดอกเบี้ยเพื่อเป็นการช่วยกระตุ้นการบริโภคและลดต้นทุนของผู้ผลิตและมีความเป็นไปได้ว่าแนวทางนี้จะเกิดขึ้นตั้งแต่กลางปีเป็นต้นไป เพราะธนาคารกลางสหรัฐมีท่าทีที่จะลดดอกเบี้ยลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องจากปัจจุบันที่ระดับ 3.00% มาต่ำกว่า 2% ภายในกลางปีนี้และอาจลงเหลือเพียง 1% ภายในปลายปีนี้ หากเป็นเช่นนั้นก็ยากที่ ธปท.จะคงอัตราดอกเบี้ยเอาไว้ที่ 3.25% เช่นปัจจุบันได้

แต่การลดดอกเบี้ยลงในสภาวะที่เงินเฟ้อทั่วไปยังอยู่ที่ระดับสูง (กว่า 5%) และเงินเฟ้อพื้นฐาน (เงินเฟ้อที่หักราคาพลังงานและอาหารออก) กำลังปรับตัว เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้นเป็นการเสี่ยงต่อการทำให้เงินเฟ้อฝังรากในระบบจนยากที่จะลดลง เพราะเมื่อผู้ออมเห็นว่าดอกเบี้ยเงินฝากต่ำกว่าเงินเฟ้ออยู่นานๆ ก็จะเรียกร้องอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และ/หรือนำเงินออมไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ (เช่น ที่ดิน) ทำให้ราคาสินทรัพย์อื่นๆ ปรับขึ้น การที่ราคาพลังงานและราคาอาหารกำลังปรับขึ้นอยู่แล้วจะทำให้เกิดการร้องขอเงินเดือนขึ้นและผู้ประกอบการก็จะต้องขอปรับราคาขึ้น ทำให้เงินเฟ้อเริ่มก่อตัวและขยายตัวต่อไป ความพยายามที่จะตรึงราคาสินค้ายิ่งจะทำให้เกิดความขาดแคลนในตัวสินค้า ทำให้ทางการต้องยอมให้ปรับราคาขึ้นในที่สุด แต่แทนที่ราคาสินค้าบางประเภทจะค่อยๆ ปรับตัวขึ้น ก็อาจเกิดการปรับราคาสินค้าขึ้นแบบยกแผง ซึ่งทำให้อัตราเงินเฟ้อยิ่งปรับสูงขึ้นและตอกย้ำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเชื่อว่ากำลังเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อในวงกว้าง

แนวทางการแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อจึงขึ้นอยู่กับการดำเนินนโยบายการเงินที่รัดกุม มิให้เกิดการคาดการณ์เงินเฟ้อ ในขณะเดียวกันก็ต้องส่งเสริมพัฒนาการทางเทคโนโลยีและการส่งเสริมการลงทุนเพื่อเพิ่มผลิตภาพ หากราคาน้ำมันขึ้นก็ต้องลดการใช้และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ราคาอาหารแพงก็ต้องเร่งพัฒนาประสิทธิภาพในการผลิตอาหาร ซึ่งการส่งสัญญาณผ่านราคาสินค้าเป็นการกระตุ้นการปรับตัวที่ดีที่สุดและดีกว่าการออกนโยบายเพื่อการส่งเสริมการลงทุนเพราะรัฐบาลไม่ต้องลงแรงและไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดการคอร์รัปชั่น หากรัฐบาลต้องการช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อยมิให้ได้รับผลกระทบที่รุนแรงก็สามารถทำคูปองแจกให้กับกลุ่มบุคคลดังกล่าวนำไปแลกเปลี่ยนกับน้ำมันหรืออาหารได้ โดยรัฐบาลจะเป็นผู้จ่ายเงินอุดหนุนเท่ากับมูลค่าคูปองที่แจกออกไป

แต่หากมองให้ดีจะเห็นว่าการที่ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นมาก จะทำให้เรานำเข้าน้อยลงและหันมาผลิตพืชเกษตรเพื่อทดแทนน้ำมันมากขึ้น จะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็จะกระทบผู้ที่มีรายได้น้อยเพราะจะทำให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชพลังงานมากกว่าอาหาร ทำให้อาหารมีราคาแพง ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อเนื่องต่ออุตสาหกรรมในประเทศที่ต้องเผชิญกับปัญหาต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทั้งจากค่าจ้างแรงงานและน้ำมัน หากรัฐบาลจะต้องการแก้ปัญหาที่แก่นสารแล้วก็น่าจะพยายามส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีและการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมเพื่อบรรเทาปัญหาดังกล่าวมากกว่าการตรึงราคาสินค้าครับ

ที่มา: มติชน


Leave a response

Your response:

หมวดหมู่