Posted by: Jess | มีนาคม 27, 2008

ลับ ลวง พรางปฏิวัติปราสาททราย-คัมภีร์ปฏิวัติ

หนังสือ“ลับ ลวง พราง ปฏิวัติปราสาททราย -คัมภีร์ปฏิวัติ

ผลพวงปฏิวัติ คมช.แตกแยกหนัก ”สนธิ-สุรยุทธ์-อนุพงษ์” “สนธิ”หลั่งน้ำตาให้ “สุรยุทธ์” เปิดบทบาทโหร คมช.ที่ปรึกษาโหราศาสตร์การปฏิวัติ พล.อ.สนธิ แฉร่วมวางแผนปฏิวัติกับ “อนุพงษ์”แค่2คน เปิด บก.ต้านปฏิวัติ-บก.วางแผนปฏิวัติ

การปฏิวัติ 19 ก.ย.2549 ถือว่า ล้มเหลว และพ่ายแพ้ เพราะไม่เพียงแค่ กลุ่มอำนาจเก่าของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกโค่นล้มอำนาจจะชนะเลือกตั้งเมื่อ 23 ธ.ค. 2550 แล้วกลับมาอยู่เบื้องหลังการจัดตั้งรัฐบาล แต่ยังส่งผลให้ คณะทหารที่ก่อการปฏิวัติ ในนามคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) แตกแยกกันเองด้วย แม้แต่ระหว่าง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผบ.ทบ. และอดีตประธานคมช.กับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสัมพันธ์ของพี่น้องรบพิเศษที่แสนยาวนาน ระหว่าง พล.อ.สนธิ กับพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ของรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติ ต้องขาดสะบั้นลงไปด้วย ที่ทำให้ พล.อ.สนธิ เกือบต้องหลั่งน้ำตา

หนังสือ “ลับ ลวง พราง ปฏิวัติปราสาททราย -คัมภีร์ปฏิวัติ เบื้องหลัง 19 ก.ย.2549 กำเนิด-อวสาน คมช. ของนักข่าวสายทหาร หนังสือพิมพ์ บางกอก โพสต์ วาสนา นาน่วม โดยสำนักพิมพ์มติชน ที่ใช้เวลาเก็บข้อมูลและเขียนนานกว่า 1 ปี ที่กำลังถูกมองว่าอาจจะกลายเป็น คู่มือเช็กบิล คมช. พร้อมกันนั้น ก็เป็นคัมภีร์ปฏิวัติ อีกด้วย

พล.อ.สนธิ ได้เปิดใจในหนังสือเล่มนี้ถึงเบื้องหลังการปฏิวัติ ว่า นอกจากเพื่อยุติการปะทะนองเลือดของม็อบทั้งฝ่ายสนับสนุนและต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แล้ว ยังเห็นว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ถูกพาดพิง พร้อมยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้เป็นคนตั้งเขาเป็น ผบ.ทบ. จึงไม่มีเรื่องหนี้บุญคุณใดๆ

“คนที่ชื่อทักษิณ ชินวัตร เป็นนักธุรกิจ ที่ความคิดก็อยู่แต่ในเรื่องพวกนี้เป็นหลัก แนวคิดในการบริหารประเทศ การทำธุรกิจ บางอย่างคล้ายกัน แต่ไม่เหมือนการทำธุรกิจ ทำเรื่องนอกกาย แต่การบริหารประเทศ ต้องทั้งนอก และในกาย ทั้งกายและใจ การบริหารประเทศ องค์ประกอบของเรา ประชาชน และประเทศชาติ” พล.อ.สนธิ กล่าว

“ถ้าผมไม่ปฏิวัติ ก็ยังไม่รู้เลยว่า วันนี้ ชาติบ้านเมือง และสถาบันของเราจะเป็นอย่างไร จะยังมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อยู่หรือไม่” พล.อ.สนธิ กล่าว

พล.อ.สนธิ ระบุว่า การวางแผนปฏิวัตินั้น คิดกันกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ที่เวลานั้นเป็น แม่ทัพภาค1 แค่ 2 คนเท่านั้น ส่วน พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร แม่ทัพภาค3 ในเวลานั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลย เพราะไม่ได้ร่วมวางแผน แล้วตนโทรไปบอกให้เอากำลังเข้ามากรุงเทพฯ ก็วันที่ 19 ก.ย. แล้วทุกอย่างก็เรียบร้อยสำเร็จก่อนแล้ว

“ผมกับป็อก คิดกันแค่สองคนเท่านั้น” พล.อ.สนธิ กล่าว

แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เขียน เปิดเผยบทบาทของ พล.อ.สพรั่ง ว่า แม้จะไม่ได้ร่วมวางแผนเรื่องการใช้กำลังในการปฏิวัติ แต่ทว่าก็เป็นผู้กรุยทางปูกระแสปฏิวัติ ด้วยการหาฝ่ายสนับสนุนการปฏิวัติ โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และการทำสงครามน้ำลายกับรัฐบาลมาตลอด รวมถึงการเตรียมกำลังพร้อมปฏิวัติ ที่ทำให้ เพื่อนทหาร ตท.10 ใน กองทัพภาค3 แอบรายงานให้ พ.ต.ท.ทักษิณ รู้ ก่อนที่จะนำมาซึ่งการปฏิวัติ ในอีก 7 เดือนต่อมา

ผู้เขียน ระบุว่า การรวมตัวกันของคปค. เริ่มจากความไม่เป็นเอกภาพ เพราะเมื่อวางแผนเฉพาะในทบ. ก็ทำให้ผบ.เหล่าทัพ คนอื่นที่แม้จะเป็นเพื่อนตท.6 ของ พล.อ.สนธิ เพิ่งจะได้รับเชิญหลังจากการยึดอำนาจสำเร็จแล้ว เพราะ พล.อ.สนธิ ต้องเก็บเป็นความลับ ท่ามกลางข่าวลือการปฏิวัติที่ส่งผลให้สำเร็จได้ง่าย เพราะไม่มีใครคิดว่าจะทำจริง เพราะผบ.เหล่าทัพ ล้วนเป็นคนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่งตั้งมาทั้งสิ้น

แต่ด้วยเหตุนี้ พล.อ.สนธิ จึงไม่แพร่งพรายแผนปฏิวัติให้ผบ.เหล่าทัพ อื่นรู้ก่อน เพราะเพิ่งถึง พล.อ.วินัย มาร่วมในวันสุดท้ายก่อนปฏิวัติ จากนั้น ก็โทรแจ้ง พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผบ.ทอ. ที่ก็เกือบจะไปที่ทำเนียบและบก.ต้านปฏิวัติ ที่บก.สส. แล้ว ต่อมาก็โทรแจ้ง พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผบ.ทร.ที่อยู่สัตหีบ ให้เร่งกลับมาเพื่อเข้าเฝ้า ในเที่ยงคืนวันนั้น ส่วน พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผบ.ตร. แค่รับทราบ แต่ไม่มาร่วมด้วย จนวันรุ่งขึ้น และเชิญ พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ ผบ.สส. ในเวลานั้น มาร่วมเป็นคนสุดท้าย หลังจากที่ พล.อ.เรืองโรจน์ ตั้งบก.ต้านปฏิวัติ รวบรวมเพื่อนตท.10 ของ พ.ต.ท.ทักษิณ และ แกนนำรัฐบาลต่อสู้

ขณะที่ ผู้เขียน รายงานว่า คณะปฏิวัติ ใช้บ้านเกษะโกมล เป็นที่วางแผนปฏิวัติ ตั้งแต่วันที่ 16-18 ก.ย. ที่มีแกนนำ 7-8 คน ที่เข้าร่วมประชุมหารือกันทุกวัน คือ พล.อ.สนธิ พล.อ.อนุพงษ์ พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาค 1 ที่เวลานั้น เป็น รองแม่ทัพภาค 1 พ.อ.ภูมิพัฒน์ จันทร์สว่าง พ.อ.ธงชัย รอดย้อย นายทหารฝ่ายเสนาธิการของ พล.อ.สนธิ และนายทหารยศพันเอก ระดับผู้บังคับการกรมรบพิเศษ มือขวา พล.อ.สนธิ และ ทหารยศพันโท ผู้บังคับกองพันปฏิวัติ ลูกน้อง ของ พล.อ.อนุพงษ์ โดยมี พล.อ.วินัย เข้ามาร่วมด้วย ในวันที่ 18 ก.ย.

แต่อย่างไรก็ตาม พล.อ.สนธิ ปฏิเสธว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติ แต่ยอมรับว่า ตั้งแต่ก่อนปฏิวัติได้มีการเข้าพบ พล.อ.เปรม เรื่อยมา สัปดาห์ละ 1ครั้งเป็นอย่างน้อย เพื่อเล่าสถานการณ์ต่างๆให้ฟัง

ผู้เขียน ได้ยืนยันถึงการมีอยู่ของ บก.ต้านปฏิวัติ ที่เกิดจาก คำสั่งข้ามทวีปของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ตั้ง พล.อ.เริ่องโรจน์ มหาศรานนท์ ผบ.สส. เป็นผู้ดูแลสถานการณ์ โดยมีแกนนำรัฐบาล ทั้ง พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกฯและรมว.ยุติธรรม นพ.พรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดช รองเลขานายกฯ และ นายเนวิน ชิดชอบ เข้าไปร่วมบัญชาการติดต่อรับคำสั่งจาก พ.ต.ท.ทักษิณ จากสหรัฐอเมริกา และพยายามจะยุยงให้ พล.อ.เรืองโรจน์ สู้ จน พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.สส. ที่เป็นรองผบ.สส.ในเวลานั้น และเป็นเพื่อน ตท.6 ของ พล.อ.สนธิ เกลี้ยกล่อม และต่อสายให้ คุยกับ พล.อ.สนธิ ก่อนที่จะชวนกันเข้าวังฯ จน พล.อ.เรืองโรจน์ ไม่คิดต่อสู้ ที่เป็นเพราะเสียเปรียบแล้ว จึงมุ่งเข้าวัง แต่ก็ไม่ทัน เพราะพล.อ.สนธิ ผบ.เหล่าทัพ เข้าเฝ้าก่อนแล้ว

“ถ้าผมจะสู้ก็ไม่รู้ว่าใครจะแพ้ใครจะชนะ แต่ผมก็คงเอาชนะได้ไม่ยากหรอก เพราะกำลังของผมก็มี โดยเฉพาะขอ เพื่อน นายกฯทักษิณ แล้วที่สำคัญเป็นทหารกรุงเทพฯทั้งนั้น ส่วนพวกทหารของฝ่ายปฏิวัติมาจากต่างจังหวัด ทหารบ้านนอกทั้งนั้น จะมาสู้อะไรทหารในกรุงฯได้ในเรื่องปฏิวัติ แต่ผมไม่อยากให้ต้องมีการนองเลือด เพราะคนที่ตาย มันไม่ใช่พวกผู้ใหญ่หรอก แต่เป็นพวกทหารข้างล่าง แล้วก็เป็นทหารด้วยกัน จะมาสู้กันเองทำไม ผมถึงยอมให้ แต่ไม่ใช่ยอมแพ้” พล.อ.เรืองโรจน์ ระบุ

ในหนังสือ ตอนหนึ่ง มีการระบุว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจ นั้นมี 9 คน แต่ไม่เปิดเผยชื่อ แต่ทว่าค่อยๆปรากฏตัวออกมาทีละคนๆไปแล้ว ทั้งยังมีบทบาทของ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรองผอ.รมน. ที่เคยถูกต้องสงสัยในคดีคาร์บอมบ์ ที่ยอมรับว่า เข้าไปช่วยที่ บก.ปฏิวัติ ที่บก.ทบ.ในคืนนั้นด้วยและเป็นที่ปรึกษาให้ พล.อ.สนธิ มาตลอด

“คนที่อยู่เบื้องหลัง มีหลายคน ถ้าเปิดเผยออกมา ก็ร้องอ๋อกันทั้งนั้น แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาเปิดเผย” พล.อ.พัลลภ กล่าว

นอกจากนี้ ผู้เขียน ยังเปิดเผย บทบาทของ อาจารย์ วารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ โหร คมช.ว่า เป็นที่ปรึกษาด้านโหราศาสตร์ของการปฏิวัติ 19 ก.ย. ในฐานะที่ปรึกษาของ พล.อ.สนธิ โดย อาจารย์ วารินทร์ เป็นคนทำนายทายทักว่า พล.อ.สนธิ เป็น ทหารเอกของพระเจ้าตากสิน ที่ต้องกู้ชาติ และเป็นคนให้คำแนะนำว่า พล.อ.สนธิ ต้องปฏิวัติ และตรวจดวงชะตาว่า สำเร็จแน่นอน ที่ทำให้ พล.อ.สนธิ เกิดความมั่นใจ เพราะโดยส่วนตัว พล.อ.สนธิ ศรัทธา อาจารย์วารินทร์ ที่ทำนายอานาคตของตนเองแม่นยำมาตลอด แต่ที่ พล.อ.สนธิ ไม่เชื่อตามคำของ อาจารย์ วารินทร์ คือ แนะนำให้เป็นนายกรัฐมนตรีเสียเอง

นอกจากนี้ ยังระบุว่าผลพวงของการปฏิวัติ กลับทำให้ คมช.แตกร้าวกันเอง มาตลอด จนมาถึง หลังศึกการชิง เก้าอี้ผบ.ทบ. ที่ทำให้ พล.อ.สนธิ และ พล.อ.สพรั่ง ขัดแย้งอย่างรุนแรง จน พล.อ.สพรั่ง ระบุว่า ตนเองกับ พล.อ.สนธิ นั้น “อยู่กันคนละโลก”แล้ว และยังทำให้ พล.อ.สพรั่ง กับ พล.อ.อนุพงษ์ ก็ไม่มองหน้ากัน

ที่ยิ่งกว่านั้น เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ขั้วอำนาจเปลี่ยนหลังการเลือกตั้ง และกลุ่มอำนาจเก่ากลับมายึดอำนาจรัฐคืน บรรดาแกนนำ คมช. ต่างก็พากันแยกย้ายกันเอาตัวรอด เพราะกลัวการถูกเช็กบิล ภายใต้ข้ออ้างที่เรียกว่า “สมานฉันท์ หรือ ฮั้ว เพื่อชาติ”

พล.อ.อนุพงษ์ เป็นคีย์แมนสำคัญที่ทำให้ การปฏิวัติสำเร็จราบรื่น เสี่ยงชีวิตด้วยกันมา แต่ที่สุดก็กลับขัดแย้งกับ พล.อ.สนธิ เพราะเขาเชื่อว่า พล.อ.สนธิ ไม่ได้เสนอเขาเป็น ผบ.ทบ. และไม่ยอมแต่งตั้งตำแหน่งต่างๆที่ พล.อ.อนุพงษ์ ต้องการ อีกทั้งต่อมา จุดยืนของทั้งคู่ต่างกัน พล.อ.อนุพงษ์ อาศัยสายสัมพันธ์เพื่อน ตท.10 สมานฉันท์ กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะที่ พล.อ.สนธิ แสร้งลับ ลวง พราง อีกครั้ง ด้วยการยอมโทรคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ทำให้ถูกด่าอย่างหนัก แต่ก็เพื่อทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ และกลุ่มอำนาจเก่า ตายใจ เพราะ พล.อ.สนธิ ยังมีความเคลื่อนไหวอยู่เงียบๆ พร้อมกับเกรงความไม่ปลอดภัย จึงย้ายไปอยู่ บ้านพักทบ.ใน ร.11รอ. และอาจกลับมาเล่นการเมือง โดยมีพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่เขาร่วมก่อตั้ง และช่วยเหลือให้ทหารช่วยเลือกตั้งมา รองรับ

ผู้เขียน ระบุในหนังสือด้วยว่า พล.อ.สนธิ ยังภูมิใจในการปฏิวัติครั้งนี้ ที่ประชาชนให้การยอมรับ โดยวัดจากที่ประชาชนเอาของดีๆย่าง แบรนด์ซุปไก่ หรือ แบรนด์รังนก มาให้ทหาร อีกทั้งได้ใช้กลยุทธ์ทางทหารภายในตัวเอง ที่สั่งสมมานาน ทั้ง เหมา เจ๋อ ตุง ซุนวู และตำรา CIA, KGB และ สามก๊ก ในการวางแผนปฏิวัติ อันนำมาซึ่งการ ลับ ลวง พราง ที่ยอมรับว่า มันได้กลายเป็นนิสัยของเขาไปแล้ว

ผู้เขียน ระบุด้วยว่า หลังการปฏิวัติสำเร็จ คมช.ได้มีการแจกโบนัส นายทหารผบ.หน่วยคุมกำลัง ที่เหนื่อยและเสี่ยงชีวิตด้วยกันมา ทั้งในการแต่งตั้งโยกย้ายเลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง และการให้ “ทิป” หน่วยละ 1 ล้านบาท เป็นอย่างต่ำ

ผู้เขียน เขียนถึง บทบาทของ พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดกลาโหม ว่าเป็น ขงเบ้งแห่ง คมช. และเป็นมันสมองของ พล.อ.สนธิ อยู่เบื้องหลังความเคลื่อนไหวต่างๆทางการเมือง และบทบาทของ พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาค1 ทหารเสือราชินี ในฐานะทายาทอำนาจของ คมช.ว่าที่ ผบ.ทบ.ในอนาคต อีกด้วย

ความในใจ พล.อ.สนธิ

แม้รู้ว่าผลของการปฏิวัติ จะเป็นเช่นวันนี้ แต่ พล.อ.สนธิ ก็ไม่เสียใจ เพราะอย่างน้อยก็ทำให้รัฐบาลและผู้นำประเทศไม่กล้าที่จะทำอะไรที่ประชาชนไม่ยอมรับอีก และยืนยันจะต้องปฏิวัติ แต่หากให้ย้อนเวลาได้ เขาจะทบทวนเรื่องการเลือกนายกรัฐมนตรี ใหม่ และอาจจะเป็นนายกรัฐมนตรีเสียเอง แม้จะเข้าใจสภาพของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่ไม่ใช่ superman ดีก็ตาม แต่ก็ผิดหวัง ที่เป็นเพราะตนเองไม่กล้าจะสั่งอะไร พล.อ.สุรยุทธ์ ซึ่งเป็นรุ่นพี่รบพิเศษ และเป็นอดีตผู้บังคับบัญชา

“สั่งไม่ได้ ไม่ทำตามเรา เราก็ยอม เพราะเราไม่สามารถเป็นเหมือนคณะปฏิวัติทั่วไป ไม่อยากให้มองเราไม่ดี เป็นเผด็จการ ทำให้เราไม่ได้ใช้อำนาจอย่างเต็มที่” พล.อ.สนธิ กล่าว

เมื่อถูกถามว่า ถือว่าการเลือกนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลผิดพลาดหรือเปล่า “ นั่นนะซิ แต่จะว่าผิดพลาดก็ไม่ได้นะ เพราะตอนเราเลือกประชาชนก็ยอมรับตอนแรก ประชาชนยี้ไหม ไม่ยี้ ดีใจไหม ดีใจ พอใจทุกอย่างดีหมด ถือว่าถูกแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะบริหารจัดการกันภายในให้ออกมาในแนวทางที่ประชาชนต้องการ ดังนั้นก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาล”

แต่หากถามถึง ความคาดหวังที่มีต่อ พล.อ.สุรยุทธ์ พล.อ.สนธิ บอกว่า ก็เหมือนประชาชน คิดยังไงต้องไปถามประชาชน ผมไม่อยากวิจารณ์ ไม่อยากให้กระทบความเป็นพี่น้อง แต่ผมก็คงจะพูดได้บ้าง เพราะถึงเวลาแล้ว

“มีคนพูดนะว่า รัฐบาลนี้น่ะ คอรัปชั่นเวลา” พล.อ.สนธิ ครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ระคนด้วยความผิดหวังนี้ ออกมา ก่อนที่จะนิ่งเงียบไปนาน ราวกับมีอะไรมาจุกที่ลำคอ พร้อมขอบตาที่เริ่มแดง

“อยากจะพูดว่า ถ้ารัฐบาลไม่อยากมาบริหาร แล้วเข้ามาบริหารแล้ว บอกว่าไม่อยากรับ บ้านเมืองก็เป็นอย่างนี้ ถ้านายกฯเห็นว่าลำบากไม่อยากรับ ก็อย่ารับ แต่ถ้ารับแล้ว มาเพื่อเซฟตัวก็ไม่น่าจะ มันต้องอีกรูปแบบหนึ่ง ปัญหามาถึงตรงนี้ ต้องดูว่ามันเกิดจากอะไรกันจริงๆ” พล.อ.สนธิ ระบายความในใจ ที่มีต่อ พี่แอ้ด

พล.อ.สนธิ กล่าวอีกว่า เมื่อเข้ามาบริหารประเทศแล้ว ทำไมประชาชนไม่รักรัฐบาล นี่ไง ถ้าเผื่อผมเป็นปุ๊บ ประชาชนต้องรักรัฐบาล ทำยังไงให้คนรักเรา ฉะนั้นนโยบายของกองทัพ ชาติศาสน์ กษัตริย์และประชนชน ที่เขาทำกันไว้หยิบขึ้นมาใช้ไหม่ ประชาชนกับกองทัพต้องเป็นหนึ่งเดียว ทำยังไงให้ประชาชนรักกองทัพ แล้ว กองทัพเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง รัฐบาลต้องทำให้ประชาชนรักกองทัพ เอากองทัพไปเกี่ยวข้อง ในช่วงเวลา 1 ปีของการเปลี่ยนถ่ายรัฐบาล ทำไมจะทำไม่ได้ ทำได้ การจะทำให้ประชาชนกินดีอยู่ดี แม้จะต้องใช้เวลา แต่บางอย่างช่วงเวลาสั้นๆ ก็ทำได้ อะไรควรทำ เช่น จะเลือกตั้ง 23 ธ.ค. แต่กลับไปขึ้นราคาทางด่วน ขึ้นราคาสินค้า แต่ยุคทักษิณเขามีกุศโลบายในการทำ แม้แต่การขึ้นราคาน้ำมัน ก็เอากองทุน อั้นเอาไว้ เพื่อหาเสียง

“ท่านจะมองว่า จะถึง 23 เมื่อไหร่ มันก็คงไม่ใช่ เพราะเรามีภารกิจ 4 อย่าง คมช.มอบ 4อย่าง ให้รัฐบาลไปกำกับดูแลองค์กรอิสระ ด้วยซ้ำไป มันเป็นหน้าที่ของผู้บริหารประเทศ คมช.มันเหมือนเป็นเงา บ่มีไก๊ ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว” พล.อ.สนธิ กล่าวถึง พล.อ.สุรยุทธ์

“ถ้าย้อนเวลาได้ 1.ผมก็จะปฏิวัติตามเดิม แน่นอน เพราะสถานการณ์มันจำเป็น แต่ 2.ผมจะเป็นนายกรัฐมนตรีเอง หรือหาคนใหม่ ตอนนั้นไม่ได้นึก นึกไม่ออก เห็นแต่ พล.อ.สุรยุทธ์ คนเดียว พูดถึงเป็นนายกฯเองเลยดีกว่า ไหนจะโดนด่าคนเดียวอยู่แล้ว” พล.อ.สนธิ เผยความรู้สึกจากห้วงลึก

แม้จะมีบทเรียนจาก พลอ.สุจินดา คราประยูร จากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 แล้ว เพราะประชาชนอาจลุกฮือต่อต้าน แต่ พล.อ.สนธิ กลับมีความมั่นใจ “ยืนยันวันนั้น ถ้าเผื่อเราเป็นคงไม่ใช่อย่างนี้ เพราะเราทำจริงๆเราเพื่อประชาชนเราไม่มีอะไรเป็นนัย”

“ไม่เป็นไร เรามีวิธีการแก้ เรามีเหตุมีผล เวลาผมพูดกับคน คนฟังแล้วเข้าใจ ไม่ใช่พูดไปน้ำท่วมทุ่ง ไม่รู้อะไรเลย มีความจำเป็นอย่างไร ทำไมจำเป็นต้องทำ แต่ละเหตุแต่ละเรื่องมันเหตุผลในตัวของมัน ถ้าเรามีเหตุผล รับรองประชาชนฟัง ก็เข้าใจเหตุการณ์ตรงนั้นมันเกิด หากการบริหารอ่อนปั๊บ มันก็จะเกิดกระแสต้าน แต่หากบริหารโดยใช้ประชาชน มามีสวนร่วม รับรองจะไม่เกิดอะไรเลย” พล.อ.สนธิ กล่าว

บทเรียน คมช.

ขณะที่ ผู้เขียน ได้สรุปบทเรียนของการปฏิวัติของ คมช. ว่า การใช้อำนาจที่อ่อนเกินไป และทำให้ต้องพ่ายแพ้เช่นนี้ ทำให้หากมีการปฏิวัติเกิดขึ้นอีก จะเป็นการปฏิวัติที่รุนแรงและใช้อำนาจอย่างเต็มที่ และอาจถึงขั้นนองเลือด และไม่อาจฟันธงว่า คมช.จะเป็นการปฏิวัติครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์ แต่ก็ทำให้ทหารเบื่อการเมืองเบื่อการปฏิวัติ เพราะตลอดเวลากว่า 1 ปี นั้นทหารต้องเตรียมพร้อมตลอด

รวมทั้งสรุปว่า คมช.นั้น พ่ายแพ้ล้มเหลวซ้ำซาก ตั้งแต่การเลือกตั้ง 23 ธ.ค.2550 ทั้งๆที่ มีใบสั่งให้ทหารช่วยเลือกพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อแผ่นดิน จนมาถึง การที่พรรคพลังประชาชน เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้ ทั้งๆที่ มีรายงานว่า พรรคการเมืองขนาดกลางและเล็ก มีสัญญาใจกับ แกนนำ คมช.ที่จะไม่ร่วมรัฐบาลกับ พปช. จนมาถึงการที่ นาย สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ควบ รมว.กลาโหม ทั้งๆที่ คมช.ประกาศจุดยืนว่า ต้องการทหารและเป็นคนกลางไม่สังกัดพรรค แล้ว อีกทั้งมองว่า ระยะเวลา 505 วันของ คมช.ตั้งแต่ปฏิวัติจนสลายตัว เมื่อ 6 ก.พ. 2551 นั้น เป็นความล้มเหลวและพ่ายแพ้

ที่มา: นสพ. คม ชัด ลึก

Responses

ดีว่ะเฮัย มันยึดอำนาจเสร็จ ก็เอาเงินพวกกูไปแจกกันหัวละ 1 ล้าน มันปล้นชาติกันชัดๆ

Leave a response

Your response:

หมวดหมู่