Posted by: Jess | กุมภาพันธ์ 6, 2008

ผลการหยั่งเสียงขั้นต้นในศึกซุปเปอร์ ทิวส์เดย์ บ่งบอกอะไรบ้าง?

แม้ว่าศึกการหยั่งเสียงขั้นต้น เพื่อคัดเลือกผู้แทนจากพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ในศึก Super Tuesday ที่มีการหยั่งเสียงพร้อมกัน 24 รัฐจากแคลิฟอร์เนียถึงนิวยอร์คเมื่อวานนี้ จะเกิดขึ้นทั้งสองพรรคแต่ไฮไลท์นั้นยังคงอยู่ที่ การสรรหาตัวแทนในพรรครีพลับลิกันเนื่องจากระบบการให้จำนวนผู้แทน (delegate) แก่ผู้แข่งขันของพรรครีพลับลิกันในรัฐที่มีจำนวนผู้แทนจำนวนมากนั้นได้ใช้ระบบ “ผู้ชนะได้คะแนนคณะผู้เลือกตั้งไปทั้งหมด” หรือที่เรียกกันว่า winner-take-all ซึ่งถือว่าเป็นคีย์สำคัญที่จะทำให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า หลังศึก Super Tuesday นี้ใครจะเป็น GOP front runner

Democrats(2,025 needed to win nomination)

Candidates number of delegates
Hillary Clinton 825
John Edwards 26
Mike Gravel 0
Barack Obama 732

Total 1583

Republicans(1,191 needed to win nomination)

Candidates number of delegates
Rudy Giuliani 0
Mike Huckabee 169
John McCain 615
Ron Paul 16
Mitt Romney 268

Total 1068

เป็นอันว่าศึกเลือกตั้งเพื่อชิงตัวแทนพรรครีพลับลิกันและเดโมแครตในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ หรือที่เรียกขานกันว่า “ซุปเปอร์ ทิวสเดย์ (สุดยอดอังคาร)” หรือ “สึนามิ ทิวสเดย์” ได้จบลงไปเรียบร้อยแล้ว โอกาสที่วุฒิสมาชิกจากรัฐแอริโซน่า จอห์น แมคเคน จะได้รับเลือกเป็นตัวแทนพรรครีพลับลิกันลงชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีในครั้งนี้ค่อนข้างมีความชัดเจนขึ้นทุกขณะ(แต่รอมนีย์ก็ยังประกาศที่จะสู้ต่อไป) เมื่อเขาได้รับคะแนนเสียงจาก จำนวนผู้แทน (delegate) มากที่สุดจากซุปเปอร์ทิวส์เดย์ เนื่องจากรัฐที่แม็คเคน ได้รับคะแนนนิยมสูง เป็นรัฐใหญ่และใช้ระบบ “ผู้ชนะได้คะแนนคณะผู้เลือกตั้งไปทั้งหมด” หรือที่เรียกกันว่า winner-take-all

เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา Arizona senator จอห์น แมคเคนได้รับชัยชนะแบบเรียกว่า big victories ในรัฐที่ใช้ระบบ winner-take-all คือผู้ชนะ “กินรวบ” อย่าง New York, New Jersey, Connecticut และDelaware และชนะใน California ซึ่งมี delegate มากที่สุดถึง 173 คน รวมไปถึง Illinois, Oklahoma และ Arizona บ้านของเขาด้วย

จุดแข็งของแมคเคนที่ทำให้เขาได้รับชัยชนะในครั้งนี้ คือแมคเคนเป็นผู้สมัครที่ได้รับคะแนนนิยมอย่างสูงในหมู่ผู้ลงคะแนนหลากหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มที่มีแนวทางการมืองสายกลาง( moderates) กลุ่มที่มีแนวคิดทางการเมืองแบบอิสระไม่สังกัดพรรคใด(independents) กลุ่มผู้ออกเสียงที่เป็นชาย กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มทหารผ่านศึก(veterans) และกลุ่มผู้ออกเสียงเชื้อสายฮิสปานิก(Hispanics) แต่แม็คแคนยังไม่สามารถชนะใจชาวอนุรักษ์นิยมส่วนใหญ่(Conservatives) ที่ยังคงไม่มั่นใจในความเป็นอนุรักษ์นิยมของเขาได้อย่างเด็ดขาดเหมือนสมัย จอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช ตรงนี้มิท รอมนีย์ที่ได้รับเสียงสนับสนุนจากกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า very conservative มีเหนือแมคเคนโดยเฉลี่ยแทบทุกรัฐ

แต่แม้แมคเคนจะไม่ถูกมองว่าเป็นอนุรักษ์นิยมขนานแท้แบบรอมนีย์นักแต่เขาก็สามารถกวาดชัยชนะได้ในรัฐ Missouri ที่ใช้ระบบผู้ชนะกินรวบหรือ winner-take-all มาได้แบบหืดจับเช่นกันเพราะการหยั่งเสียงขั้นต้นแบบไพรมารี่และคอคัสนั้นเปิดกว้างให้กับ crossover voters(โหวตข้ามพรรค) และ independents(ไม่สังกัดพรรคใด) ด้วยจึงเป็นการเปิดประตูแห่งชัยชนะให้กับแมคเคนซึ่งมีฐานเสียงดีในกลุ่มคนเหล่านี้มากขึ้น

จึงไม่เป็นที่แปลกใจเลยค่ะที่ผลการหยั่งเสียงขั้นต้นแบบไพรมารี่และคอคัสทั่วทั้ง 24 รัฐในส่วนของพรรครีพลับลิกัน from coast to coast จากนิวยอร์คถึงแคลิฟอร์เนียเมื่อคืนวานนี้จะออกมาแบบแมคเคนตุนจำนวนผู้แทนไว้ในมือ(615 delegates)ค่อนข้างห่างจากรอมนีย์(268 delegates) และฮัคคาบี(169 delegates)ที่ตามมาเป็นลำดับ 2 และ 3 ตามลำดับ

ในขณะที่มิตต์ รอมนีย์ อดีตผู้ว่าการรัฐแมทซาชูเสทที่มากด้วยความสามารถ บุคคลิคดีและดูสง่า คู่แข่งคนสำคัญของแมคเคนมีคะแนนนิยมในรัฐที่มีจำนวนคณะผู้เลือกตั้งน้อย และไม่ใช้ระบบชนะการเลือกตั้งแล้วจะได้คะแนนจำนวนผู้แทน (delegate) ทั้งหมดไป แต่ใช้ระบบแบ่งตามสัดส่วนคะแนน(proportional) ทำให้รอมนีย์หมดโอกาสที่จะกวาดจำนวนผู้แทน (delegate) ตามติดแมคเคนในศึกเลือกตั้ง ซุปเปอร์ ทิวสเดย์วานนี้ รวมไปถึงมีไมค์ ฮัคคาบีมาเป็นตัวแบ่งคะแนนจากฐานเสียงอนุรักษ์นิยมไปจากรอมนีย์ด้วยเลยยกประโยชน์ให้กับ ซีเนเตอร์แมคเคนไปแบบเต็มๆ โดยรอมนีย์ชนะการหยั่งเสียงขั้นต้นแบบคอคัสที่ อลาสก้า, โคโรราโด้, นอร์ธ ดาโกต้า, มอนทาน่า และ มินเนโซต้ารวมไปถึงการหยั่งเสียงขั้นต้นแบบไพรมารี่ ที่แมทซาชูเสท ที่เขาเคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐมาก่อน และ ยูท่าห์ ที่มีชาวมอร์มอนเป็นฐานเสียงอันแข็งแกร่งของรอมนีย์

ทีนี้มาดูโอกาสของรอมนีย์ในการเอาชนะแมคเคนในรัฐที่เหลือบ้าง

แม้นว่าตอนนี้จะเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าแมคเคนมีจำนวนผู้แทนนำรอมนีย์อยู่ 300 กว่าเสียง แต่มิท รอมนีย์ ก็ยังคงไม่ถอดใจง่ายๆ เขาประกาศที่จะสู้ต่อไปแม้โอกาสที่จะกวาดจำนวน delegate ทั้งหมดในรัฐที่เหลือค่อนข้างเป็นงานเข็นครกขึ้นภูเขาสำหรับรอมนีย์เลยทีเดียว โดยรอมนีย์จะต้องชนะในรัฐที่ใช้ระบบ winner-take-all ผู้ชนะกวาดเรียบรัฐที่มีจำนวนผู้แทนให้มากที่สุด แต่หลังจากซุปเปอร์ ทิวส์เดย์ก็มีจำนวนรัฐที่เป็น winner-take-all states เหลืออยู่ไม่มากนัก มีเพียงแค่ 3 รัฐเช่น เวอร์จิเนีย(63 delegates), ดีซี (19 delegates) และเวอร์มอนท์ (17 delegates). แต่ในรัฐเวอร์จิเนียที่มีจำนวนผู้แทนมากที่สุดในบรรดา 3 รัฐก็ไม่ได้การันตีว่ารอมนีย์จะได้ชัยชนะในรัฐนี้อย่างเด็ดขาดเพราะเวอร์จิเนียเป็น Navy-heavy state ซึ่งก็คือฐานเสียงอันแข็งแกร่งของแมคเคน

ส่วนหลุยส์เซียน่า(37 delegates) วอชิงตัน(40 delegates) วิสคอนซิน (40 delegates) และ แคนซัส(39 delegates) รอมนีย์ก็มีโอกาสชนะเช่นกันแต่ทว่า รัฐเหล่านี้ก็ใช้ระบบแบ่งตามสัดส่วนคะแนนคือ ผู้ชนะจะไม่ได้จำนวน delegates ทั้งหมดแต่จะแบ่งให้ผู้ที่ได้ลำดับที่ 2 และ 3 ด้วย เรียกว่าถึงแพ้ก็ยังให้รางวัลปลอบใจค่ะไม่ใจไม้ใส้ระกำเหมือน winner-take-all states

ส่วนรัฐเท็กซัส (140 delegates) และ โอไฮโอ (88 delegates) สองรัฐที่มีจำนวน delegates มากเป็นรางวัลให้กับผู้ชนะนั้น ตรงนี้หากฮัคคาบียังคงอยู่ในสนามแข่งขัน รอมนีย์คงต้องกังวลใจไม่น้อยเพราะโอกาสที่ฮัคคาบีจะคว้าจำนวน delegates ในรัฐเท็กซัสไปก็มีโอกาสเป็นไปได้เพราะฮัคคาบีนี่เป็นตัวสำคัญเลยที่ดึงฐานเสียงคอนเซอร์เวทีฟจากรอมนีย์ อีกทั้งการหยั่งเสียงขั้นต้นที่เท็กซัสก็เป็นแบบไพรมารี่แบบเปิด(open primary)ที่แมคเคนมีโอกาสได้รับคะแนนเสียงจากกลุ่มผู้ออกเสียงอิสระไม่สังกัดพรรคใด(independents)

งานนี้ก็คงต้องลุ้นให้รอมนีย์กวาดชัยชนะในรัฐที่เหลือทั้งหมดล่ะค่ะ หากต้องการให้การแข่งขันไม่จบเพียงที่ ซุปเปอร์ ทิวสเดย์ ซึ่งโอกาสในการคว้าชัยชนะก็ไม่ได้ปิดสำหรับรอมนีย์

เมื่อเปรียบเทียบความนิยมของแมคเคนและรอมนีย์ในหมู่ชาวรีพลับลิกันแล้ว แมคเคนจะได้รับความนิยมในหมู่ผู้ออกเสียงและสนับสนุนที่เรียกตัวเองว่า รีพลับลิกันสายกลาง ขณะที่รอมนีย์ได้รับการสนับสนุนจากชาวรีพลับลิกันที่เรียกตัวเองว่าเป็น conservatives หรือ อนุรักษ์นิยมอเมริกัน สำหรับผู้ออกเสียงที่เป็น independent แล้ว แมคเคนได้รับคะแนนนิยมเหนือกว่ารอมนีย์

เมื่อมองคุณสมบัติของผู้สมัคร แมคเคนได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้ลงคะแนนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องประสพการณืการทำงาน ความเป็นผู้นำและศักยภาพในการเอาชนะตัวแทนจากพรรคเดโมแครตไม่ว่าจะเป็นฮิลลารี่หรือโอบามาในการเลือกตั้งประธานาธิบดี นอกจากนี้แมคเคนยังได้รับการยอมรับว่าเขาจะเป็นตัวแทนของพรรครีพลับลิกันที่ดีที่สุดในการดำรงตำแหน่ง “commander in chief” ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของอเมริกา

ส่วนรอมนีย์นั้นได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้ลงคะแนนที่ให้คุณค่าของความเป็นอนุรักษ์นิยมและผู้ที่คัดค้านนโยบายที่มีต่อกลุ่มคนเข้าเมืองอย่างผิดกฏหมายของแมคเคน

แม้นจอห์น แมคเคนจะเห็นแตกต่างในเรื่อง illegal immigrants การลดภาษีและสิ่งแวดล้อมท่ามกลางกลุ่มอนุรักษ์นิยมไปบ้าง แต่ผู้เขียนเองก็ไม่คิดว่าวุฒิสมาชิกจอห์น แมคเคนจะกลายเป็นลิเบอร์รัลหรือเดโมแครตไปได้อย่างที่แอนด์ เคลาเตอร์ หรือ รัช ลิมบอล์ค ตกใจกลัวไปล่วงหน้าค่ะ … อิอิ จอห์น แมคเคนยังไงก็ยังคงความเป็นรีพลับลิกันและอนุรักษ์นิยมไม่ว่าจะเป็นเรื่อง government spending, abortion, Second Amendment issues การส่งเสริมการค้าเสรี Domestic Intelligence, War on Terror, Democracy Promotion in the Arab World , Israeli-Palestinian Conflict , North Korea Policy, Defense Policy, Nuclear Nonproliferation, Homeland Security และ war in Iraq และอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสำคัญอย่างสงครามอิรัคและความมั่นคงของชาติแล้ว รีพลับลิกันและอนุรักษ์นิยม unite ด้วยกันเสมอ

วุฒิสมาชิกจอห์น แมคเคนเป็นเพียงรีพลับลิกันไม่กี่คนที่สนับสนุน troop surge in Iraq หรือ Bush’s Surge Strategy แมคเคนเป็นผู้ริเริ่มให้มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ยุทธศาสตร์ในการจัดการกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นในอิรัค เขานั่งวางแผนงานกับบุชและ General Devid Petraeus ในเรื่อง Surge Strategy อย่างจริงจัง เขาเป็นคนสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ Bush’s Surge Strategy เกิดขึ้นและสนับสนุนให้มีการส่งทหารอเมริกันเพิ่มเข้าไปอีกเกือบแสนนายเพื่อปรับปรุง Iraqi security ให้ดีขึ้น

ซึ่งก็เป็นที่ประจักษ์ชัดขึ้นทุกวันว่าความรุนแรงในอิรัคได้ลดลงอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ security ในอิรัคพัฒนาขึ้นทั่วประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งรอบกรุงแบกแดด ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาแทบจะไม่มีข่าวความรุนแรงในอิรัคเลย หลังจาก Bush’s Surge Strategy ถูกนำไปใช้จนเห็นผลทันตา ลิเบอร์รัลมีเดียแทบไม่มีการเสนอข่าวในอิรัคให้ได้เล่นโจมตีรัฐบาลบุชเหมือนเช่น 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่แม้กระทั่งในตอนนี้ฝ่ายที่ต่อต้าน Bush’s Surge Strategy อย่าง บารัค โอบามา ฮิลลารี่ คลินตันต้องเงียบเสียงลงและเน้นมาให้ความสำคัญในประเด็นเรื่อง “เศรษฐกิจ” แทนในช่วงการรณรงค์หาเสียงของผู้สมัครเพื่อชิงชัยเป็นตัวแทนพรรคในการลงสู้ศึกเลือกตั้งทั่วไปเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในครั้งนี้

ซึ่ง Bush’s Surge Strategy นี้เป็นเรื่องที่ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตไม่สะดวกที่จะพูดถึงที่สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฮิลลารี่ คลินตันซึ่งโหวตสนับสนุนสงครามอิรัคเมื่อปี 2002 การที่ฮิลลารี่เธอโหวตสนับสนุนสงครามอิรัคในครั้งนี้ไม่ใช่เป็นเพราะว่าเธอถูกบุชหลอกอย่างที่พิธีกรรายการของสำนักข่าว CNN ถามเธอแบบหยิกแกมหยอกหรอกค่ะ ผู้เขียนเชื่อว่าฮิลลารี่ คลินตันนั้นรู้เกี่ยวกับซัดดัม ฮุสเซ็นดีก่อนที่บุชจะมานั่งตำแหน่งประธานาธิบดีอเมริกาเสียอีกเพราะ สามีของเธอ บิล คลินตันเป็นผู้นำคนแรกที่โยงความเกี่ยวพันระหว่างซัดดัมและอัลไคด้าเมื่อครั้งเขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีและข้อมูลชิ้นเดียวกันนี้ได้ถูกส่งผ่านมายังรัฐบาลใหม่ซึ่งก็คือรัฐบาลบุชนั่นเอง เรื่องสงครามอิรัคนี้ต้องบอกว่าพูดไปอีกด้านที่สวนทางกับประวัติการโหวตของตนก็เพื่อเรียกคะแนนเสียงจากลิเบอร์รัลเท่านั้นเองเหมือนที่จอห์น เคอรี่เคยทำมาแล้วแต่ไม่ได้ผล

อีกสิ่งหนึ่งที่เดโมแครตคงกระอักกระอ่วนใจที่จะพูดเรื่องสงครามอิรัคเพราะว่า สงครามอิรัค ไม่เหมือนสงครามเวียตนาม ที่แม้จะมีการยกประเด็นในเรื่องการจัดการกับสถานการณ์ในอิรัคและควรจะคงกองทัพไว้ในดินแดนเมโสโปเตเมียหรือไม่ของฝ่ายฮิลลารี่แคมป์ และ โอบามาแคมป์แต่ทั้งรีพลับลิกันและเดโมแครต (bipartisan support) ต่างก็สนับสนุน “the troops” ในอิรัค

ด้านพรรคเดโมแครต การชิงชัยระหว่างบารัค โอบาม่า กับฮิลลารี คลินตัน เพื่อชิงตัวแทนพรรคเดโมแครตนั้นยังคงเป็นไปอย่างสูสีและผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ยังเชื่อว่า ผลการเลือกตั้งใน 22 รัฐและ 1 เขตปกครองพิเศษของพรรคเดโมแครตในซุปเปอร์ทิวส์เดย์ ก็จะออกมาสูสีเบียดกันจนยังไม่สามารถบอกแนวโน้มได้ และอาจต้องชิงชัยกันต่อเนื่องไปจนถึงราวต้นเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นการเลือกตั้งขั้นต้นในรัฐขนาดใหญ่อีกหลายรัฐ อาทิ แมริแลนด์ เท็กซัส เวอร์จิเนีย และโอไฮโอ ก็เป็นไปได้

อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์ ชี้ว่าหากฮิลลารีได้รับชัยชนะในรัฐใหญ่ๆ อาทิ แคลิฟอร์เนีย, นิวยอร์ก, นิวเจอร์ซีย์, แมสซาชูเซตส์และมิสซูรี ซึ่งจะมีความหมายมากในการเลือกตั้งทั่วไปแข่งกับรีพับลิกัน โดยที่โอบามาได้ชัยชนะในรัฐเล็กๆ เท่านั้นก็อาจทำให้บรรดาแกนนำพรรคและ “ซุปเปอร์เดลิเกต” หรือคณะผู้เลือกตั้งพิเศษที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง หันมาเทการสนับสนุนและทำให้ฮิลลารีได้รับเลือกเป็นตัวแทนพรรคเร็วกว่าที่คาดหมายไว้ก็เป็นได้

Leave a response

Your response:

หมวดหมู่