Posted by: Jess | มกราคม 18, 2008

เสวนาโต๊ะกลมเรื่อง“กฎหมายเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญ รัฐบาลใหม่ ทิศทางและมุมมองสังคมการเมืองไทย”

ท่านสามารถรับฟังการเสวนาโต๊ะกลมเรื่อง “กฎหมายเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญ รัฐบาลใหม่ ทิศทางและมุมมองสังคมการเมืองไทย” ได้ที่ออดิโอ คลิปข้างล่างนี้

ในภาวะสุญญากาศทางการเมือง หลังเลือกตั้ง รัฐบาลเก่าจะไป–ใหม่จะมา แต่ต้องรอผ่านการรับรองจาคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) องค์กรอำนาจสูงสุดที่จะอนุญาตให้ใครเข้าสภา หรือยับยั้งไว้แค่ปากประตู สองมือของประชาชนที่บรรจงหย่อนบัตรเลือกตั้ง ยังแสดงเจตจำนงในการใช้อำนาจอธิปไตย ให้ผู้มีอำนาจยอมรับไม่ได้ ประชาชน นักลงทุน อยู่ในภาวะอึมครึม เคลือบแคลงต่ออนาคตของประเทศชาติ บางคนถามออกมาตรงๆ ว่า ที่ผ่านมาผู้มีอำนาจเอาชะตากรรมของบ้านเมืองไปเล่นเก มชิงอำนาจกันยังไม่สาแก่ใจอีกหรือ

คณะนักวิชาการประชาธิปไตยและสันติวิธี (คปส.) ซึ่งเคยมีบทบาทอย่างยิ่งหลังวันปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 49 ขณะที่นักวิชาการ คนที่เรียกตัวเองว่า ปัญญาชน (บางส่วน) ศิโรราบ ยอมรับใช้อำนาจเผด็จการ ในการแต่งตั้งของ คมช. กินเงินเดือนกว่าแสนบาท ตลอดกว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา

คณะนักวิชาการประชาธิปไตยและสันติวิธี (คปส.) กลุ่มนี้ยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย แม้บางคนจะได้รับการติดต่อทาบทามให้มีตำแหน่งแห่งที่ เขาเหล่านี้ปฏิเสธที่จะรับ ขอยืนหยัดอยู่ในหลักการแห่งระบอบประชาธิปไตย ที่สามารถอธิบายกับประชาชนได้อย่างไม่อายในอนาคต และยังพยายามทำความเข้าใจกับประชาชนให้รู้เท่าทันผลผ ลิตจากมันสมองของเผด็จการ ที่จะย้อนมาทำลายประชาชนในอนาคต เช่น การรณรงค์ โหวตโน ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ในการลงประชามติ

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะนักวิชาการประชาธิปไตยและสันติวิธี (คปส.) ได้จัดเสวนาโต๊ะกลมเรื่อง “กฎหมายเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญ รัฐบาลใหม่ ทิศทางและมุมมองสังคมการเมืองไทย” เพื่อกระตุกเตือนให้ประชาชนรู้เท่าทัน และเตรียมแก้ไข ทำใจกับบางสิ่งบางอย่างที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใก ล้ หากประชาชนไม่รู้เท่าทัน ปล่อยให้กลเกมเหล่านี้ดำเนินไปอย่างอิสระ ปราศจากการทัดทานของประชาชน ผลร้ายจะเกิดกับสังคมไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ประชาทรรศน์ รายสัปดาห์ เห็นคุณค่าของแนวความคิดของนักวิชาการกลุ่มนี้ อยากให้คุณผู้อ่านได้ศึกษาและทำความเข้าใจ มองเห็นปัญหาร่วมกัน จึงนำลงตีพิมพ์ใน ฉบับที่ 50 ประจำวันเสาร์ที่ 12–วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พุทธศักราช 2551 เราเชื่อแน่ความคิดที่แหลมคม ปราศจากอคติ มองไปที่ประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก จะช่วยจุดประกายความคิด เป็นแสงสว่างส่องทางให้กับสังคมร่วมกัน

รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักกฎหมายที่เรียกร้องให้ใช้กระบวนการยุติธรรมยึดกฎห มายเป็นหลักมากกว่าความชอบชังส่วนตัวมาตลอดนับแต่มีก ารปฏิวัติ แสดงความเห็นผ่านการเสวนาว่า

“ความจริงถ้าเรามองย้อนกลับไปในการเลือกตั้งหลา ยๆ ครั้ง มันจะมีครั้งเดียวที่การเลือกตั้งนั้นถูกประกาศให้เป ็นโมฆะ นั่นคือ เลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 โดยศาลรัฐธรรมนูญ ความจริงประเด็นที่สำคัญมากๆ เลยที่ไม่มีการพูดกันทั้งในเชิงวิชาการ และในทางสื่อสาธารณะคือ ปัญหาว่าศาล ซึ่งใช้อำนาจตุลาการมีอำนาจที่จะทำลายการเลือกตั้ง ซึ่งเกิดขึ้นจากอำนาจอธิปไตยของปวงชนหรือไม่ อันนี้คือเรื่องใหญ่นะครับ ในทางทฤษฎี เวลาที่ประชาชนออกไปใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ประชาชนกำลังทำหน้าที่ในการแต่งตั้งบุคคลเข้าไปดำรงต ำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือผู้แทนของตัว ก่อตั้งองค์กรในทางนิติบัญญัติขึ้น และองค์กรเหล่านี้จะไปออกกฎหมาย จะไปจัดตั้งรัฐบาลต่อไป อำนาจตรงนี้ในระบอบประชาธิปไตยนั้นถือเป็นอำนาจสูงสุ ดแล้ว

อำนาจตุลาการนั้นเป็นอำนาจที่เกิดมาจากรัฐธรรมนูญ แต่จะมาบอกว่าเป็นอำนาจที่สูงกว่าอำนาจอธิปไตยของปวง ชนนั้นไม่ได้ เพราะฉะนั้น เวลาที่จะมีการประกาศให้การเลือกตั้งใช้ไม่ได้ หรือเป็นการเลือกตั้งโมฆะนั้น มันต้องมีเหตุสำคัญอย่างยิ่งถึงขนาดเป็นการทำลายเจตจ ำนงของปวงชน ถึงขนาดที่ไม่สามารถยอมรับผลเลือกตั้งได้ อันนี้คือหลัก เพราะว่าการทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะนั้นเป็นเรื่อง ใหญ่ เท่ากับทำลายอำนาจอธิปไตยของปวงชนให้สิ้นลงไปเลย ต้องเข้าใจว่าการประกาศให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะเมื่อ วันที่ 2 เมษายน เมื่อปี 2549 ที่ผ่านมานั้น ด้วยเหตุผลการจัดคูหาอย่างที่เราได้ทราบกัน คือ คณะกรรมการจัดการเลือกตั้งชุดที่ผ่านมา ซึ่งไม่ใช่ชุดปัจจุบันที่จัดคูหาเลือกตั้งเปลี่ยนไปจ ากเดิมนั้น เป็นเหตุผลที่ถ้าเรียกกันในทางกฎหมายนั้นมีน้ำหนักน้ อยมาก อย่างน้อยในทรรศนะของผม คือ ถ้าเกิดมันผิดจริง มันคงไม่ถึงขนาดทำลายการเลือกตั้ง ทำลายเจตจำนงของประชาชนทั้งหมด เสียงที่ประชาชนออกไปใช้สิทธิในวันนั้นคือการใช้อำนา จอธิปไตยของปวงชนที่สูงสุดแล้วล่ะ ถ้ามันไม่มีความผิดพลาดเกิดขึ้น โดยระบบแล้วต้องยอมรับในการออกเสียงวันนั้น ใครโนโหวต คือโนโหวต ใครออกเสียงให้พรรคการเมืองไหนต้องให้พรรคการเมืองนั ้น

แต่ถามว่าทำไมวันที่ 2 เมษายน เราถึงพูดถึงเรื่องนี้กันน้อย ผมเข้าใจนะครับว่ามันมีปัญหาในทางเทคนิคในทางการเมือ งอยู่ว่าเวลานั้น มันมีพรรคการเมืองใหญ่ลงสมัครแค่พรรคการเมืองเดียว แล้วมันมีเหตุผลในทางการเมืองเสียมากกว่าในทางกฎหมาย ที่ทำให้การเลือกตั้งมันใช้ไม่ได้ แต่ผมเรียนอย่างนี้นะครับว่า ถ้าเราจะเอาการเลือกตั้งครั้งนั้นซึ่งมันเป็นโมฆะ มาเป็นความเคยตัวและความเคยชิน ที่ทำให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในครั้งต่อๆ ไป หรือครั้งที่ผ่านมาเป็นโมฆะ มันคงไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะว่าถ้าการเลือกตั้งถูกทำให้เป็นโมฆะได้โดยง่าย มันจะทำให้การเลือกตั้งไร้ความหมาย กระบวนการทางประชาธิปไตยเป็นอันสิ้นผลลง สิ้นความหมายลง

เราต้องยอมรับว่าประชาธิปไตยเป็นการต่อสู้กันระหว่าง ของกลุ่มการเมือง มันมีความขัดแย้งทางความคิด ทางอุดมการณ์ ในทางผลประโยชน์ อันนี้เป็นเรื่องปกติ…ผมยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า ถ้าเราถือว่า ประชาชนเป็นคนซึ่งทรงอำนาจอธิปไตยแล้วไปลงคะแนนเสียง เลือกตั้ง หลักทั่วไปคือว่า เมื่อผลการนับคะแนนปรากฏว่าใครได้คะแนนสูงสุด ไม่ว่าจะระบบเขต หรือสัดส่วน หลักทั่วไปก็คือ ผู้ที่จัดการเลือกตั้งจะต้องประกาศผลการเลือกตั้งอัน นี้เป็นเรื่องหลัก ทุกประเทศในโลกนี้ล้วนแล้วแต่เป็นอย่างนี้ทั้งสิ้น มันจะไม่มีองค์กรมาขั้นกลางระหว่างประชาชนกับตัวผู้ท ี่ได้รับการแต่งตั้ง คือ ผู้ลงรับสมัครเลือกตั้งและได้คะแนนสูงสุด หลักจะเป็นอย่างนั้น ส่วนถ้ามันจะมีการทุจริตการเลือกตั้งที่เกิดเป็นคดีอ าญาอะไรนั้น ไปดำเนินการภายหลังที่มีการประกาศผลการเลือกตั้งแล้ว หลักการอย่างนี้เป็นหลักการที่ใช้กันโดยทั่วไป แล้วส่งผลให้มันเกิดเป็นสภาผู้แทนราษฎรขึ้น กลไกทางการเมืองก็จะเดินไปเป็นลำดับ แล้วเราใช้ระบบนี้มาโดยตลอด”
รศ.ดร.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช เตือนให้ใบแดงเกิน 24 ใบจะเกิดเดดล็อกทางการเมือง และเตือนให้จับตาการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา
“การมีอำนาจมากมาย ผู้ใช้อำนาจต้องมีความเที่ยงธรรม ความซื่อสัตย์ สุจริต ผมขออนุญาตเปิดประเด็นกึ่งๆ การเมือง แต่เป็นประเด็นข้อกฎหมายตามมา คือ กรณีเอกสารลับ คมช. ถ้าเราไปดูในรัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้เลยว่า ข้าราชการต้องวางตัวเป็นกลาง ในมาตรา 51 ของกฎหมายเลือกตั้งจะเขียนไว้เลยว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐจะใช้ตำแหน่งโดยมิชอบ เพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทษไม่ได้ ในกรณีที่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า มันเกิดเหตุขึ้นแบบนี้ ให้อำนาจคณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจสั่งให้เจ้าหน ้าที่ของรัฐยุติหรือระงับซึ่งเรื่องเอกสารลับ มีการไต่สวนเรื่องนี้ และมีการตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมจึงมีการเร่งรีบเร่งร้อน มีการเลือกปฏิบัติกันหรือเปล่า

อีกประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะพูดถึงก็คือ กรณีคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว. หากจะดูกฎหมายการเลือกตั้ง คณะกรรมการสรรหา ส.ว. ค่อนข้างเปิดให้มีการใช้ดุลพินิจอย่างกว้างขวาง และกฎหมายเขียนว่า การใช้ดุลพินิจของ 7 ท่านนี้ให้ถือเป็นที่สุด และเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ และให้ไปดูเกณฑ์ที่ประกาศ ซึ่งหากไปดูรัฐธรรมนูญ เราจะพบว่าบัญญัติค่อนข้างกว้าง คือ ให้คำนึงถึงประสบการณ์ ความรู้ อะไรต่างๆ…”

อ.ปิยบุตร แสงกนกกุล เตือน ขอบเขตอำนาจศาล และการให้ใบแดง 60 ใบสร้างปัญหาแน่นอน

“กกต. ควรจะพินิจพิจารณาให้ดีว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการแก้วิ กฤตินี้ หรือว่าจะทำให้วิกฤติมันหนักกว่าเดิม อันนี้คือประเด็นที่พวกเราเป็นห่วงกัน คือ อำนาจ กกต. ซึ่งโดยพื้นฐานที่เราคุยนอกรอบกัน เราไม่เห็นด้วยอยู่แล้วเรื่องการแจกใบเหลือง ใบแดง แต่โอเค เมื่อรัฐธรรมนูญรับรองไปแล้ว ก็โอเค แต่ กกต. ควรจะคำนึงด้วยว่าหากแจกใบเหลือง ใบแดง 60 ใบ ผมคิดว่าเรื่องมันคงไม่จบนะครับ แล้วศาลฎีกาที่รับคำฟ้อง 3 คำฟ้อง ถ้าตัดสินไปในทางที่ดูราวกับว่าขัดเจตจำนงของประชาชน ในการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ที่ไปเลือกใครเป็นเสียงข้างมาก เลือกพรรคการเมืองที่เขารัก ผมคิดว่าประเด็นนี้จะน่ากลัว และจะทำให้เกิดวิกฤติการเมือง เราจะไม่หลุดพ้นจากวิกฤติการเมืองในครั้งนี้ครับ”

ผศ.ดร.วรพล พรหมิกบุตร เตือน กกต. ต้องเที่ยงธรรม วีซีดีคือสื่อรณรงค์การเลือกตั้ง เหมือนโบรชัวร์แผ่นพับ แจกไม่ผิด

“ขณะนี้มีการทำงานของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่พยายามจะสร ้างข่าว สร้างวาระความคิดขึ้นมาว่า วีซีดีเป็นเรื่องผิดกฎหมายเลือกตั้ง นะครับ วีซีดีนี้มีทั้งเพลง ทั้งคำพูด ของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร…วีซีดีอันนี้ในตัวของมันเอง ในอันนี้เป็นบันทึกข่าวสารข้อมูลชนิดหนึ่ง ไม่ได้ต่างไปจากบันทึกข้อมูลข่าวสารอย่างแผ่นพับ ใบปลิว หนังสือพิมพ์ ซึ่งทุกพรรคการเมืองแจกหมด ทุกพรรคแจกข้อมูลข่าวสารแบบนี้ทั้งสิ้น และทุกพรรคพูดถึงความดีงามของตัวเอง และบางทีอ้างข้อความของคนอื่น เพราะฉะนั้นในแง่ของวิชาการและนิเทศศาสตร์นั้น สิ่งที่บรรจุอยู่ในวีซีดีกับอยู่ในเอกสาร แผ่นพับ ที่พรรคการเมืองแจกในการเลือกตั้งหาเสียงนั้นไม่ได้ต ่างกัน”

อ.วสันต์ ลิมป์เฉลิม ระบุ บ้านเมืองจะสมานฉันท์ได้ ต้องยึดหลัก “นิติธรรม”

“วันนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องย้ำว่าหลักนิต ิธรรม 1.นอกจากจะเป็นการปกครองโดยกฎหมาย กฎหมายนั้นจะต้องเป็นกฎหมายที่ดี และมีกลไกของการบังคับใช้กฎหมายที่ดี โดยข้อที่ 3 ซึ่งสถานการณ์ขณะนี้มีความจำเป็นที่จะต้องชี้แจง ก็คือว่า องค์กรตุลาการทั้งหลายต้องเป็นอิสระ และมีกระบวนการพิจารณาที่เป็นธรรม กรณีมีพรรคๆ หนึ่งที่กำลังร้องเรียนที่บุรีรัมย์ คุณตัดสินเขาโดยที่ไม่ให้เขามาชี้แจงเลย ไม่ฟังคู่ความ กล่าวหาอย่างไร มาก็ตัดสินเลย ผมรู้สึกว่าเป็นกรณีที่ในความรู้สึกของคนที่ไม่รู้กฎ หมายนะ สามัญสำนึกของคนทั่วไป จะรู้สึกรับไม่ได้อย่างรุนแรง…”

อ.เอกภพ เหล่าลาภะ ประธานเครือข่ายนักวิชาการภาคอีสาน แนะใช้ “ธรรมรัฐ” ในการแก้ไขปัญหาชาติ ระบุรัฐธรรมนูญ 2550 เกิดจากภยาคติ (ความหวาดกลัว) ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญมากเกินไป

“กกต. เป็นองค์กรที่ค่อนข้างที่จะรวบอำนาจ เพราะท่านรวบอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ เอาไว้เสร็จสรรพ ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องน่าละอายอย่างยิ่งต่อประชาคม ชาวโลก ที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย จะต้องมีการรื้อล้างและสังคายนากันใหม่นะครับ…”

ไปที่แผง เก็บความคิดอันหลักแหลมของท่านเหล่านี้มาสังเคราะห์ เพื่อรู้เท่าทันเกมการเมืองที่ท่านไม่มีวันหนีไปได้พ ้น มีแต่รับข้อมูลมาเพื่อสู้เท่านั้น…ประชาทรรศน์รับใ ช้ท่านทุกสัปดาห์…

ที่มา: นิตยสารประชาทรรศน์

บทความที่เกี่ยวข้อง


Leave a response

Your response:

หมวดหมู่