9/11/08
ในที่สุดฮิลลารี คลินตันก็ชนะการหยั่งเสียงขั้นต้นในรัฐนิวแฮมป์เชียร์เพื่อสรรหาตัวแทนพรรคเดโมแครตเพื่อลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐจนได้เมื่อวันที่ 8 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นชัยชนะที่มีความสำคัญต่อเธอมาก ชัยชนะชนะของฮิลลารี่ในครั้งนี้เรียกว่าเป็นการฟื้นคืนชีพอีกครั้งหลังจากที่ประสบกับความพ่ายแพ้ในการหยั่งเสียงที่รัฐไอโอวาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เธอเบียดเอาชนะโอบามาไปได้อย่างสูสี ด้วยคะแนนเลือกตั้ง 39 % ต่อ 37 %
ชัยชนะครั้งนี้ของคลินตันนับว่าเป็นชัยชนะอย่างคาดไม่ถึงเลยที่เดียว เพราะนักวิเคราะห์หลายคนต่างมองว่าเสียงของคนรุ่นหนุ่มสาวช่วงอายุ 18-24 ปี จะเทให้กับโอบามาเสียส่วนใหญ่เพราะผู้ที่มีสิทธิออกเสียงในรัฐนี้ที่มีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์เพิ่มขึ้นถึง 86,000 คน มีการคาดการณ์กันว่า new voters เหล่านี้ซึ่งคิดเป็นเกือบๆ 1 ใน 4 ของผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด มีแนวโน้มที่จะโหวตให้กับโอบามามากกว่าคลินตัน อีกทั้งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามีประชากรกว่า 145,000 คนที่ย้ายถิ่นฐานจากบอสตันเข้ามาที่ Granite State แห่งนี้ซึ่งคนเหล่านี้ส่วนใหญ่อิงเดโมแครตและหลายคนก็เป็นพวกลิเบอร์รัล ซึ่งโอบามาเองเมื่อเปรียบเทียบกับคลินตันแล้วถือว่าเป็นพวกซ้ายมากกว่า ฮิลลารี่
อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์หลายคนก็มองว่าบุคลิกของโอบามาดูเหมือนจะเป็น uniter มากกว่า divider เมื่อเทียบกับฮิลลารี่ คลินตันที่มุ่งใช้เรื่องสีผิวและเพศโจมตีโอบามา สำหรับผู้เขียนแล้วโอบามานั้นมีน้ำเสียงที่ดูทรงพลัง และมีลีลาการพูดที่สามารถสะกดผู้ฟังได้ดีกว่าฮิลลารี่หลายขุม แต่เขาเป็น uniter จริงหรือเปล่านั้นตรงนี้ยังเป็นที่กังขาเพราะเมื่อโอบามาพูดว่าเขาต้องการสร้างการเมืองที่เปิดโอกาสให้กับคนที่ไม่ใช่เดโมแครตและไม่นับถือศาสนาใด เขาต้องการสร้างความปรองดองกับคนเหล่านี้ แล้วกลุ่มคนที่เขายังมีศรัทธาในศาสนาอย่างเหนียวแน่นล่ะ โอบามาไม่ต้องการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างพวกเขาที่มีความเชื่อ ความศรัทธาในศาสนาที่แตกต่างกันมากล่ะหรือ? โอบามาก็เพียงต้องการ unite กับคนที่เห็นด้วยกับความคิดเขาเท่านั้น
หากมองดูเมืองที่มีประชากรหนาแน่นเป็นอันดับ 1 และ 2 อย่างแมนเชสเตอร์และ Nashua ในมลรัฐนิวแฮมเชียร์แล้วจะพบว่าคะแนนที่คลินตันได้รับมีชัยชนะเหนือโอบามาทั้งหมดจะมาจาก 2 เมืองนี้ ส่วนผู้ที่มีสิทธิ์ออกเสียงราว 40 ปีขึ้นไปจะเทคะแนนให้กับคลินตันซึ่งยังคงไม่เสื่อมศรัทธาสามีของเธอสมัยที่ยังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี
และคะแนนที่เทให้กับคลินตันส่วนใหญ่จะมาจาก กลุ่มสตรี union households และพวกคาทอลิกรวมไปถึง New Hampshire Democrats และ Democratic-leaning independents ซึ่งยังคงมองคลินตันว่าเธอเป็น “ผู้บัญชาการทหารสูงสุดที่ดีที่สุด” และเป็น Democratic candidate ที่เอาใจใส่ต่อประชาชนมากที่สุด ส่วนโอบาม่าได้คะแนนส่วนใหญ่จากผู้ใช้สิทธิที่ไม่ได้สนับสนุนพรรคการเมืองใด ๆ และที่สำคัญประเด็นที่คนรัฐนี้ให้ความสนใจมากที่สุดก็คือเรื่อง ”เศรษฐกิจ” ซึ่งคลินตันมีคะแนนทิ้งห่างโอบามาไปพอสมควร
แต่หากพูดถึงเรื่องที่มีความสำคัญต่อสหรัฐอเมริกาที่คนอเมริกันถือว่ามีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปเรื่องภายในประเทศอย่างความมั่นคงแห่งชาติ สงครามอิรัค และการก่อการร้ายแล้วผู้เขียนคิดว่า ไม่ว่าใครจะเป็นตัวแทนจากพรรคเดโมแครตลงชิงชัยในตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งนี้ เขาหรือเธอจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากคนอเมริกันเป็นจำนวนมากแน่นอนหากยังยืนยันในนโยบายการถอนทหารออกจากอิรัคประเภทบอกแต่ว่า bring troops home แต่ไม่มี strategy ที่เป็นไปได้จริงๆ แต่ไม่คิดถึงผลที่ตามมาว่าหาก bring troops home แล้วอิรัคจะกลายเป็นแหล่งรวมตัวของกลุ่มก่อการร้ายครั้งใหญ่ต่อจากอาฟกานิสถานซึ่งตอนนี้กลุ่มก่อการร้ายหันมาพุ่งเป้าที่ปากีสถานแทนหลังจากที่ความพยายามในการทำให้อิรัคเป็น safe heaven ไม่ได้ผล
ด้านฝ่ายพรรครีพลับลิกันจอห์น แม็คเคน วุฒิสมาชิกรัฐอริโซน่า ประสบชัยชนะเป็นอันดับหนึ่ง โดยมีมิตต์ รอมนีย์ อดีตผู้ว่าการรัฐแมสสาซูเซตต์ ตามมาเป็นอันดับสองด้วยคะแนนที่ไม่ทิ่งห่างมากนัก ซึ่งถือว่าเป็น tough night สำหรับรอมนีย์เลยทีเดียวและเขาต้องชนะในการหยั่งเสียงขั้นต้นที่มิชิแกนให้ได้แต่ก็มองข้ามแมคเคนไปไม่ได้เพราะแมคเคนเองก็มีฐานเสียงสนับสนุนในรัฐนี้อย่างแข็งแกร่งเพราะการสรรหาตัวแทนพรรครัพับลิกันเมื่อปี 2000 เขาก็ได้รับชัยชนะในรัฐนี้
แต่ถ้าหากรอมนีย์แพ้ที่มิชิแกน เขาก็ยังมีโอกาสแก้ตัวในรัฐเนวาดาในวันที่ 19 มกราคมที่จะถึงนี้ซึ่งในรัฐนี้มีกลุ่มประชากรที่เป็นมอร์มอน (คริสตจักรจีซัสไคร์สออฟแลทเทอร์เดย์เซนท์) อยู่เป็นจำนวนมาก สถานการณ์ของรอมนีย์ในตอนนี้จึงไม่ต่างจากคลินตันที่ต้องพยายามชนะให้ได้ในนิวแฮมเชียร์ รอมนีย์มีเวลาเพียงแค่ 7 วันเท่านั้นที่ต้องจบลงด้วยการชนะให้ได้ไม่เช่นนั้นอาจพบกับความพ่ายแพ้ที่ขมขื่น แต่ในสายตาคนรีพลับลิกันแล้วโดยเฉพาะ conservative grassroots รอมนีย์จะมีความเป็นคอนเซอร์เวทีฟมากกว่าแม็คเคนในสัดส่วน 38% ต่อ 30%
มาถึงตอนนี้การสรรหาตัวแทนพรรคเดโมแครตก็เหมือนกับพรรครีพับลิกันที่การแข่งขันยังไม่ปิดตายและคาดเดาได้ยากว่าสุดท้ายแล้วใครจะเป็นผู้ชนะได้รับเลือกเป็นตัวแทนพรรคชิงตำแหน่งประธานาธิบดีปี 2008 เพียงแต่เดโมแครตอาจเห็นได้ชัดกว่ารีพับลิกันคือมีฮิลลารีและโอบามาไม่คนใดก็คนหนึ่งเท่านั้นที่ดูเหมือนจะใกล้เคียงกับตำแหน่งผู้ชนะในที่สุด





