“พฤติการณ์แห่งคดีเห็นว่าจำเลยที่ 1(นายสนธิ) กล่าวหมิ่นประมาทโจทก์(พ.ต.ท.ทักษิณ) เป็นลำดับ มีการเปิดประเด็นใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ได้มุ่งพิสูจน์ความจริงตามหลักนิติธรรม บางครั้งปล่อยให้เป็นที่สงสัยกำกวม เร่งเร้าให้เกิดความสับสนวุ่นวายในสังคม ก่อให้เกิดความครอบงำบิดเบือนเนื้อหาข้อมูล ทำให้ขาดดุลความจริง หวังมุ่งสร้างกระแสเพื่อโค่นล้มโจทก์ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยไม่ใช้วิธีการที่รัฐธรรมนูญขณะนั้นกำหนด การกระทำดังกล่าวกระทบโครงสร้างทางสังคมครั้งใหญ่ เกิดความขัดแย้งอย่างมาก ระหว่างผู้ที่สนับสนุนโจทก์กับฝ่ายตรงข้ามโจทก์ ต่างมุ่งห้ำหั่นล้างผลาญกันทุกวิถีทางสถานภาพของสังคมไทยเกิดความสูญเสีย ทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง “” การแต่งการของจำเลยที่ 1 (นายสนธิ) ไม่ว่าสีของเสื้อที่ใช้สีเหลือง อันเป็นสีประจำพระองค์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และตัวอักษรที่หน้าอกเสื้อคำว่า“เราจะสู้เพื่อในหลวง” ก็ดี ล้วนพยายามสร้างภาพของโจทก์ (พ.ต.ท.ทักษิณ ) และผู้สนับสนุนโจทก์ (ผู้สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ) ให้มีภาพยืนอยู่ตรงข้ามกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และพยายามสร้างภาพของจำเลยกับพวก (สนธิแอนเดอะแก๊งค์) ให้อิงแอบแนบชิดกับสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันสูงสุดที่ประชาชนคนไทยทุกหมู่เหล่าต้องเทิดทูน เพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์กับพวก(พ.ต.ท.ทักษิณและผู้สนับสนุน ) ไม่จงรักภักดี ทำตัวเสมอพระมหากษัตริย์ หรือไม่ถวายพระเกียรติพระมหากษัตริย์ เป็นการแยกประชาชนคนไทยที่จงรักภักดีบางส่วน ให้เป็นฝ่ายตรงข้ามสถาบันพระมหากษัตริย์ นับเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อประเทศชาติการที่จำเลยที่ 1 (นายสนธิ) พยายามดึงสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพ เทิดทูนสูงสุดของประชาชนทุกหมู่เหล่า มาเป็นเครื่องมือในการกำจัดโจทก์กับพวก(พ.ต.ท.ทักษิณและผู้สนับสนุน) ในทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พฤติการณ์แห่งคดีมีลักษณะร้ายแรง และเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคล หรือคณะบุคคลอื่นๆ อีกต่อไป จึงไม่รอการลงโทษจำเลยที่ 1 (นายสนธิ)”
เมื่อผู้เขียนอ่านคำพิพากษาจบแล้วก็พอสรุปได้ว่านายสนธิ ลิ้มทองกุลเป็น “ยามเผาแผ่นดิน” โดยแท้
เลยทำให้ผู้เขียนต้องย้อนกลับไปนึกถึงเหตุการณ์ช่วงกลางปี 2548 ที่ “ขบวนการโค่นล้มทักษิณ” เริ่มปฏิบัติการด้านข่าวสารมุ่งโจมตีอดีตนายกฯทักษิณกรณีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเป็นประธานพิธีบำเพ็ญกุศล ในงาน “ศาสนาสัมพันธ์สมานฉันท์ของชาติ” ที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามและท่านได้ถูกนายสนธิ ลิ้มทองกุลและขบวนการโค่นล้มทักษิณทำการใส่ร้ายป้ายสีกล่าวหาว่าการทำหน้าที่เป็นประธานพิธีในครั้งนี้ของอดีตนายกฯเป็นไปเพื่อต้องการตีตนเสมอฟ้าและอยากตั้งตนเป็นประธานาธิบดี ซึ่งก็สอดประสานกับปฏิบัติการข่าวสาร คมช.ที่ถูกเปิดโปงก่อนหน้าที่จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นไม่กี่อาทิตย์ที่ระบุเป็นแผนงานว่า “ใช้ข่าวลือ/สื่อที่ไม่เป็นทางการชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มอำนาจเก่ากับประเทศสิงคโปร์และพรรค พปช.ซึ่งมีแนวการบริหารประเทศดดยใช้ระบอบประธานาธิบดี”
มาจนถึงวันนี้ข้อเท็จจริงคงกระจ่างชัดในสายตาของประชาชนทุกคนแล้วว่าข้อกล่าวหาของนายสนธิและขบวนการโค่นล้มทักษิณที่มีต่อ พ.ต.ท ทักษิณที่ทำกันมาอย่างเป็นระบบนั้นไม่เป็นความจริงแต่ประการใดเพราะในที่สุดอัยการสั่งไม่ฟ้องพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกรณีทำพิธีวัดพระแก้วแล้วเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2549 ที่ผ่านมาและล่าสุดศาลอาญาชั้นต้นพิพากษาจำคุกนายสนธิ ลิ้มทองกุล 3 ปีโดยไม่รอลงอาญา กรณีหมิ่นประมาทอดีตนายกรัฐมนตรี
ห้วงระยะเวลาเกือบ 2 ปีที่ผ่านมาพฤติกรรมของนายสนธิ ลิ้มทองกุลเป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึง “การนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อที่บิดเบือนขาดสำนึกในจริยธรรม จรรยาบรรณและความรับผิดชอบ” ได้ชัดเจนที่สุด เลยทำให้นึกถึงคำคมของมาร์ค ทเวนที่เขาเคยกล่าวไว้ว่า
“If you don’t read the newspaper, you are uninformed; if you do read the newspaper, you are misinformed.”
ท่านสามารถรับชมข่าวนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้เรียกตัวเองว่า “ยามเฝ้าแผ่นดิน” เจ้าของสโลแกน “เราจะสู้เพื่อในหลวง” และเป็นหนึ่งในแกนนำของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อทำลายประชาธิปไตยถูกศาลอาญาชั้นต้นตัดสินให้จำคุก 3 ปีโดยไม่รอลงอาญา กรณีหมิ่นประมาทอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ได้ที่คลิปข่าวข้างล่างนี้
ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกนายสนธิ ลิ้มทองกุล 3 ปีโดยไม่รอลงอาญา กรณีหมิ่นประมาทอดีตนายกรัฐมนตรี เจ้าตัวยันอุทธรณ์สู้คดี
(25ธ.ค.) ศาลมีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.1065/2549 และ อ.1875/2549 ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มอบอำนาจให้ นายชาตรี ถริปภัสสโร เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และอดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และนายขุนทอง ลอเสรีวณิช บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เป็นจำเลยที่ 1- 2 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.328 ประกอบ พ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ. 2484 ม.48
คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 มี.ค.-24 มี.ค.2549 จำเลยกับพวกที่ไม่ได้นำตัวมาฟ้อง ได้บังอาจร่วมกันตั้งเวทีปราศรัยที่บริเวณสนามหลวง พูดผ่านเครื่องขยายเสียง ด้วยข้อความอันเป็นเท็จและจำเลยที่ 2 นำข้อความลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการออกเผยแพร่ โดยเมื่อวันที่ 6 มี.ค.จำเลยที่ 1 ได้กล่าวปราศรัยว่า “ไม่มีนายกฯ คนไหนในโลกนี้ ที่เอาเงินไปซื้อประชาชนให้รักตัวเองมากขนาดนี้ เมื่อวันที่ 3มี.ค.2549 ใช้เงินไปกว่า 300 ล้านบาท ลากเอาคนนั้นคนนี้มา พวกกเฬวรากทั้งนั้น สื่อก็รู้เรื่องนี้ ฉะนั้นเมื่อไหร่นายกฯ คนนี้จะหยุดสร้างภาพเสียที ประเทศชาติบอบช้ำพอแล้ว”
ต่อมาวันที่ 10 มี.ค.จำเลยที่ 1 ได้ปราศรัยอีกว่า “ได้รับข้อมูลลับจากนายทหารระดับนายพล ว่ามีการสั่งทีมสังหารจากภาคใต้-ภาคอีสาน ให้จัดการลอบสังหารตนเอง ด้วยปืนติดกล้อง ผมจะบอกให้พ่อแม่พี่น้องฟังว่า ทำไมต้องเล่าให้ฟังก็เนื่องมาจากว่าให้รู้ว่า กูรู้ว่ามึงอยากยิงกู เขามองว่าถ้าผมตายไปแล้ว ขบวนการกู้ชาติบ้านเมืองจะหยุดยั้ง เข้าใจผิดแล้ว ผมมีพ่อแม่พี่น้อง มีพันธมิตรฯ ที่จะนำพาภารกิจต่อไป ถ้าผมตายแล้วไอ้หน้าเหลี่ยมตายด้วย ผมยินดีตายไอ้หน้าเหลี่ยมแน่จริงมาตายด้วยกันไหมล่ะ”
นอกจากนี้ ในวันที่ 13 มี.ค.49 จำเลยที่ 1ได้ปรายศรัยว่า “เมื่อตอนตี 4 ของวันที่ 13 มี.ค. เวทีกู้ชาติที่ภูเก็ต ถูกลูกน้องของนายหน้าเหลี่ยมเผาได้รับความเสียหาย” ในวันที่ 16 มี.ค.นายสนธิ จัดปราศรัยที่แยกมิสกวัน ถนนราชดำเนินนอก กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลก ที่มีคนบ้าเป็นนายกรัฐมนตรี อับอายขายหน้าเขาไปทั่วโลก คนบ้าเราต้องไล่ไปโรงพยาบาลบ้า แต่ปัญหามันมีหมอที่โรงพยาบาลบ้า บอกว่าระดับความบ้าของนายกฯ คนนี้โรงพยาบาลบ้าก็เอาไม่อยู่ ก็เลยต้องไล่ให้ไปสิงคโปร์”
ต่อมาในวันที่ 22 มี.ค.บริเวณแยกมิสกวัน จำเลยที่ 1 ได้ปราศรัยอันเป็นความเท็จว่า “ชาติบ้านเมืองกำลังวิบัติ เพราะเรามีนายกฯ ที่หมกมุ่นเรื่องไสยศาสตร์ ก่อนที่จะมีเหตุทุบพระพรหม มีหมอเขมรไปปัดกวาดพระภูมิที่ทำเนียบแล้วขึ้นไปนั่งค่อมที่หลังคาพระภูมิ เอาคุณไสยไปใส่ หลังจากมีการทุบพระพรหมแล้ว นายกฯไปอยู่ที่เกิดเหตุครึ่งชั่วโมง ไปทำไมนอกจากไปเอาเคล็ด ไปฝังรูปฝังรอย เพราะต้องการจะเป็นเจ้าของแผ่นดินนี้”
ข้อความทั้งหมดที่จำเลยกล่าวมานั้น เป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามด้วยการโฆษณา โดยมีเจตนาให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง และเป็นการหลอกลวง ใส่ร้ายโจทก์ด้วยข้อความอันเป็นเท็จเหตุ เกิดที่แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ และ แขวงจิตรดา เขตดุสิต กรุงเทพฯ การกระทำของจำเลย โจทก์ถือว่าเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยลงคำพิพากษาใน นสพ.7 ฉบับ เป็นเวลา 7 วัน
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานนำสืบทั้งสองฝ่ายแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้กล่าวปราศรัยว่าโจทก์ใช้เงินซื้อประชาชนให้รักตนเอง และสร้างภาพให้ลูกน้องไปเผาเวทีของพันธมิตรกู้ชาติที่จังหวัดภูเก็ต และกล่าวหาว่าโจทก์เป็นนายกรัฐมนตรีบ้า ต้องไล่ให้ไปประเทศสิงคโปร์ นอกจากนี้ยังกล่าวหาว่า โจทก์หมกมุ่นในเรื่องไสยศาสตร์ ให้หมอเขมรไปทำพิธีที่ทำเนียบรัฐบาล ทำพิธีฝังรูปฝังรอยที่ศาลพระพรหมหน้าโรงแรมเอราวัณสี่แยกราชประสงค์
เห็นว่าที่จำเลยที่ 1 กล่าวว่าโจทก์ใช้เงินซื้อประชาชนให้รักตนเองนั้น เป็นการกล่าวอ้างด้วยความสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรม และที่ปราศรัยว่า โจทก์เป็นคนบ้านั้น ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นความจริง โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายให้ยกฟ้อง ส่วนจำเลยกล่าวหมิ่นประมาทโจทก์ในประเด็นเรื่องการลอบสังหาร การส่งลูกน้องไปเผาเวทีพันธมิตรกู้ชาติที่จังหวัดภูเก็ต และกล่าวหาว่าโจทก์เป็นนายกรัฐมนตรีที่เลื่อมใสในไสยศาสตร์ มักใหญ่ใฝ่สูงหวังใช้ไสยศาสตร์ให้ตัวเองเป็นใหญ่ในแผ่นดิน จำเลยไม่ได้นำสืบพิสูจน์ความจริง ข้อต่อสู้เป็นเพียงการกล่าวอ้างอย่างเลื่อนลอย
พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา โดยจำเลยที่ 1 มีความผิดรวม 3 กระทง เรียงกระทงลงโทษตามลำดับ จำคุกกระทงละ 1 ปีรวมจำคุก 3 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิด 2 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี และให้ปรับจำเลยที่2 จำนวน 40,000 บาท
พฤติการณ์แห่งคดีเห็นว่าจำเลยที่ 1 กล่าวหมิ่นประมาทโจทก์เป็นลำดับ มีการเปิดประเด็นใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ได้มุ่งพิสูจน์ความจริงตามหลักนิติธรรม บางครั้งปล่อยให้เป็นที่สงสัยกำกวม เร่งเร้าให้เกิดความสับสนวุ่นวายในสังคม ก่อให้เกิดความครอบงำบิดเบือนเนื้อหาข้อมูล ทำให้ขาดดุลความจริง หวังมุ่งสร้างกระแสเพื่อโค่นล้มโจทก์ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยไม่ใช้วิธีการที่รัฐธรรมนูญขณะนั้นกำหนด การกระทำดังกล่าวกระทบโครงสร้างทางสังคมครั้งใหญ่ เกิดความขัดแย้งอย่างมาก ระหว่างผู้ที่สนับสนุนโจทก์กับฝ่ายตรงข้ามโจทก์ ต่างมุ่งห้ำหั่นล้างผลาญกันทุกวิถีทางสถานภาพของสังคมไทยเกิดความสูญเสีย ทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง
ทางนำสืบจำเลยที่ 1 และพฤติการณ์การกล่าวปราศรับของจำเลยที่ 1 ตามวัตถุพยานของจำเลยที่ 1 ก็ดี การแต่งการของจำเลยที่ 1 ไม่ว่าสีของเสื้อที่ใช้สีเหลือง อันเป็นสีประจำพระองค์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และตัวอักษรที่หน้าอกเสื้อคำว่า“เราจะสู้เพื่อในหลวง” ก็ดี ล้วนพยายามสร้างภาพของโจทก์ และผู้สนับสนุนโจทก์ ให้มีภาพยืนอยู่ตรงข้ามกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และพยายามสร้างภาพของจำเลยกับพวกให้อิงแอบแนบชิดกับสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันสูงสุดที่ประชาชนคนไทยทุกหมู่เหล่าต้องเทิดทูน เพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์กับพวก ไม่จงรักภักดี ทำตัวเสมอพระมหากษัตริย์ หรือไม่ถวายพระเกียรติพระมหากษัตริย์ เป็นการแยกประชาชนคนไทยที่จงรักภักดีบางส่วน ให้เป็นฝ่ายตรงข้ามสถาบันพระมหากษัตริย์ นับเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ
การที่จำเลยที่ 1 พยายามดึงสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพ เทิดทูนสูงสุดของประชาชนทุกหมู่เหล่า มาเป็นเครื่องมือในการกำจัดโจทก์กับพวก ในทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พฤติการณ์แห่งคดีมีลักษณะร้ายแรง และเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคล หรือคณะบุคคลอื่นๆ อีกต่อไป จึงไม่รอการลงโทษจำเลยที่ 1 และให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญา หมายเลขแดงที่ อ.1241/2550 ของศาลอาญาที่พิพากษาจำคุก เป็นเวลา 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ฐานหมิ่นประมาท นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีต รมช.คมนาคม และอดีตรองเลขาธิการพรรคไทยรักไทย กล่าวหานายภูมิธรรม ร่วมพรรคคอมมิวนิสต์
ส่วนจำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะเป็นบรรณาธิการเท่านั้น จำเลยที่ 2 ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษกำหนด 2 ปี และให้จำเลยที่ 2 ลงคำพิพากษาย่อในหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ ไทยรัฐ เดลินิวส์ และมติชน รวม 4 ฉบับ เป็นเวลา 5 วันติดต่อกัน โดยให้จำเลยที่ 2 นายขุนทอง ลอเสรีวณิช บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย
ภายหลังฟังคำพิพากษาแล้ว นายสนธิ แสดงสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด โดยปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ใดๆ ซึ่งต่อมา นายสนธิ ยื่นคำร้องขอประกันตัว โดยใช้หลักทรัพย์เป็นกรมธรรม์ประกันอิสรภาพ มูลค่า 300,000 บาท โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล
ภายหลังนายสนธิได้กล่าวว่าตนขอน้อมรับคำพิพากษาของศาล แต่ยืนยันจะขอยื่นอุทธรณ์สู้คดีต่อไป ซึ่งหากในที่สุดศาลฎีกามีคำพิพากษาว่าผิดตนก็พร้อมจะยอมรับกับผลของคำพิพากษา อย่างไรก็ดียืนยันว่าการขึ้นเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยของตนเป็นการทำเพื่อชาติอย่างแท้จริง
ผู้สื่อข่าวถามว่า รู้สึกกลัวหรือไม่ว่าหากพรรคพลังประชาชนได้จัดตั้งรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับมาเช็คบิลย้อนหลังกลุ่มพันธมิตรฯ นายสนธิกล่าวว่าไม่รู้สึกกลัว และอยากให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาตอบคำถาม และต่อสู้คดีในชั้นศาลเพื่อพิสูจน์ความจริง
ที่มา: ประชาไท
Sondhi gets 3 years for defamation
The Criminal Court sentenced publisher Sondhi Limthongkul to three years in jail yesterday on charges of defaming former prime minister Thaksin Shinawatra and dragging the monarchy into politics. The court refused to suspend the sentence. A grim-faced Sondhi said he would appeal and was allowed 300,000 baht bail.
Mr Thaksin filed a suit against Sondhi and Khunthong Lorserivanich, editor of Manager daily owned by Mr Sondhi.
The lawsuit said that in a speech at Sanam Luang between March 6 and 24 last year, Sondhi alleged Mr Thaksin ordered his followers to burn the rally stage used by the anti-Thaksin People’s Alliance for Democracy (PAD) in Phuket and to hire hitmen to kill them. Mr Sondhi also alleged Mr Thaksin spent a lot of money buying the love of the Thai people.
Sondhi had also accused Mr Thaksin of indulging in supernatural arts because he wanted to own Thailand.
Reports of the speeches were carried in the Manager.
The Court ruled Sondhi had produced no evidence to substantiate his allegations, had acted undemocratically to build up anti-Thaksin sentiment and attempted to polarise the public.
Sondhi had used yellow, a colour associated with the King, to symbolise his campaign along with T-shirts bearing the slogan, ”We will fight for the King”.
This suggested Sondhi wanted to project the image he and his associates were on the same side as the monarchy and Mr Thaksin on the opposite side.
Such an attempt to use the monarchy as a political tool was a serious offence.
The court also sentenced the second defendant, Khunthong, to two years in jail. Since Khunthong had never previously been convicted, the court suspended his jail sentence for two years and fined him 40,000 baht.
The court also ordered an aplogy be published in four newspapers for five consecutive days.
Mr Sondhi was also found guilty in March of defaming a former deputy transport minister, Phumtham Wechayachai, and sentenced to two years in jail.
Mr Sondhi has been on bail pending an appeal in this case as well.
Source: Bangkok Post





