คนไทยกับประชาธิปไตย
จากการที่คนไทยกว่า 14 ล้านคนได้ออกเสียงลงประชามติ”เห็นชอบ”กับรัฐธรรมนูญฉบับทหาร 2550 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมานั้นไม่ว่าเหตุผลที่เห็นชอบกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะอธิบายด้วยคำกล่าวที่บอกว่า “ความต้องการอยากให้บ้านเมืองสงบสุข” หรือ “อยากเห็นบ้านเมืองพ้นจากสภาวะวิกฤติ” หรือ “ต้องการให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นโดยเร็ว” ก็ตาม(ถึงรธน.50ไม่ผ่านการจัดการเลือกตั้งก็ต้องมีขึ้นแน่นอน) ซึ่งโดยนัยแล้วมันก็คือการยอมรับการทำรัฐประหารว่าเป็นการกระทำที่มีความชอบธรรมและไม่กีดกันทหารในการเข้ามาเล่นการเมืองนั่นเอง
การที่นายกฯสุรยุทธ์ จุลานนท์ได้ออกมาให้ความเห็นต่อผลประชามติที่ออกมาในครั้งนี้ว่า “ตนคิดว่าประชาชนได้ตัดสินใจที่จะเดินก้าวไปสู่ระบอบประชาธิปไตย ที่มาจากการเลือกตั้ง เราอาจจะมองว่า รัฐธรรมนูญปี 50 ยังไม่ดีนัก แต่เราก็แก้ไขได้” นั้นผู้เขียนมีความเห็นต่างจากพลเอกสุรยุทธ์เป็นอย่างมาก ผู้เขียนคิดว่าผลประชามติที่ออกมาในครั้งนี้สะท้อนภาพสังคมไทยได้ชัดเจนว่าคนไทย(บางส่วน)ได้ยอมรับการทำรัฐประหารเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาทางการเมืองและยอมรับการรัฐประหารเป็นวิธีการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากกว่าที่จะยึดมั่นในกระบวนการต่างๆ ที่จะต้องดำเนินไปตามครรลองของระบบประชาธิปไตยที่มีการปฏิบัติการภายใต้กลไกและกติกาของระบบ
หนทางการก้าวไปสู่ระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยยังอีกยาวไกลนักเพราะการจะพัฒนาประเทศไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง(genuine democracy)และเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มั่นคงหรือมีเสถียรภาพได้นั้นวัฒนธรรมทางการเมืองของประชาชนต้องเป็นไปแบบวัฒนธรรมทางการเมืองแบบพลเมือง(วัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย) หรือ Civic Culture ดังที่แกเบีรยล อับบราฮัม อัลมอนด์ (Gabriel Abraham Almond) และซิดนีย์ เวอบา (Sidney Verba) สองนักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกันได้อธิบายถึง Civic culture (วัฒนธรรมทางการเมืองแบบพลเมือง) ไว้ในหนังสือ วัฒนธรรมแบบพลเมือง: แนวความคิดเกี่ยวกับทัศนคติทางการเมืองและประชาธิปไตยใน 5 ประเทศ (The Civic Culture: Political Attitudes and Democracy in Five Nations) ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรมการเมืองแห่งระบอบประชาธิปไตยโดยอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างทัศนคติของประชาชนและกลไกการทำงานของรัฐเสรีประชาธิปไตยสมัยใหม่ใน สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี อิตาลีและเม็กซิโกไว้ว่า
“The civic culture is defined as a balanced political culture in which political activity, involvement, and rationality exist but are balanced by passivity, traditionality, and commitment to parochial values” , and “in which large numbers of individuals are competent as citizens”
นั่นคือ ระบอบประชาธิปไตยที่มั่นคงหรือมีเสถียรภาพจะเกิดขึ้นในสังคมที่มีวัฒนธรรมทางการเมืองที่ได้ดุลย์นั่นคือการผสานระหว่างวัฒนธรรมการเมืองแบบมีส่วนร่วม วัฒนธรรมการเมืองแบบไพร่ฟ้าและวัฒนธรรมการเมืองแบบคับแคบซึ่งวัฒนธรรมแบบมีส่วนร่วมที่มีองค์ประกอบของกิจกรรมทางการเมือง การเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองและการเคารพเหตุผลมากกว่าบุคคลที่โน้มนำให้ประชาชนแสดงออกซึ่งความมีสิทธิมีเสียงและเรียกร้องการแก้ปัญหาจากรัฐบาลจะมีสัดส่วนที่มากกว่าวัฒนธรรมแบบไพร่ฟ้ากับวัฒนธรรมแบบคับแคบ แต่วัฒนธรรมแบบไพร่ฟ้าที่โน้มน้าวให้ประชาชนสำนึกในความเป็น “ราษฎร” ภายใต้การปกครอง คือ ยอมรับอำนาจอันชอบธรรมของผู้ปกครอง ไม่ดึงดันที่จะได้รับการแก้ปัญหาให้ตรงตามที่ตนต้องการทุกประการ ณ จุดนี้ ความสงบเรียบร้อยจึงไม่ถูกท้าท้ายจนเกิดความวุ่นวายทางการเมืองจากการเรียกร้องทางการเมืองต่าง ๆ นอกจากนี้ วัฒนธรรมแบบคับแคบหรือแบบท้องถิ่นก็ยังคงหลงเหลืออยู่ทำให้พลเมืองไม่ถูกครอบงำโดยวัฒนธรรมแบบอื่น ๆ ของส่วนกลางเสียทั้งหมด
โดยนัยนี้วัฒนธรรมทางการเมืองแบบพลเมืองจึงมีวัฒนธรรมแบบไพร่ฟ้ากับวัฒนธรรมแบบคับแคบเข้ามาคานหรือสร้างความสมดุลย์โดยมีวัฒนธรรมแบบมีส่วนร่วมเป็นหลักนั่นเอง ลักษณะของ วัฒนธรรมทางการเมืองแบบพลเมือง หรือ civic culture นี้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศจะมีความกระตือรือร้นในการมีส่วนร่วมทางการเมืองพอใจที่จะแสดงออกซึ่งความต้องการของตัวเองต่อรัฐบาลแต่ก็มิได้มุ่งประเด็นความต้องการเฉพาะใด ๆ ถึงขนาดที่จะไม่ยอมรับข้อตัดสินใจของชนชั้นปกครองกล่าวคือ ประชาชนจะรู้สึกว่าเสียงของตนเองมีความสามารถที่จะมีอิทธิพลต่อการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลแต่บ่อยครั้งเลือกที่จะไม่ทำเช่นนั้น ดังนั้นรัฐบาลจึงไม่ถูกบีบคั้นมากจนเกินไปในการตัดสินใจ ซึ่งวัฒนธรรมแบบพลเมืองนั้นสัดส่วนของปัจเจกชนที่มีความสามารถในการเป็นพลเมืองที่ดี คือ เข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างมีเหตุมีผลนั้นจะมีมากกว่าจำนวนประชาชนที่ไม่ค่อยมีความรู้ในเรื่องการเมืองและมีพฤติกรรมทางการเมืองแบบเฉื่อยชา
สังคมหรือประเทศอุตสาหกรรมที่มีการปกครองแบบประชาธิปไตยจะมีวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมเป็นสัดส่วนที่มากกว่าวัฒนธรรมแบบไพร่ฟ้าและวัฒนธรรมแบบคับแคบคือประชาชนส่วนมากสำนึกในภารกิจที่จะมีส่วนร่วม รวมทั้งเชื่อว่าการมีส่วนร่วมทำให้เขาสามารถมีอิทธิพลต่อรัฐบาลได้ด้วย แต่ในสังคมเผด็จการวัฒนธรรมทางการเมืองส่วนใหญ่จะเป็นแบบไพร่ฟ้านั่นคือประชาชนส่วนใหญ่มีพฤติกรรมทางการเมืองแบบเฉื่อยชา ไม่ชอบเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมทางการเมือง
จึงไม่แปลกอะไรที่พัฒนาการประชาธิปไตยของไทยจึงย่ำอยู่กับที่ตลอดระยะเวลากว่า 75 ปีที่ผ่านมาเพราะว่าโครงสร้างของสังคมไทยนั้นวัฒนธรรมการเมืองแบบไพร่ฟ้ายังมีสัดส่วนที่มากกว่าวัฒนธรรมแบบมีส่วนร่วมอยู่มากรวมไปถึงสังคมไทยยังขาดลักษณะของวิถีชีวิตแบบประชาธิปไตยด้วย คนไทยส่วนใหญ่ยังมีทัศนคติความเชื่อทางการเมืองว่าการเมืองเป็นเรื่องของชนชั้นนำซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อย ประชาชนทั่วไปไม่เกี่ยวข้อง นอกจากนั้นยังเห็นว่า การเมืองเป็นเรื่องสกปรก นักการเมืองมีแต่แสวงหาอำนาจ แสวงหาผลประโยชน์ให้กับตัวเอง(แต่ลืมมองไปว่ามีเพียงสถาบันการเมืองและนักการเมืองเท่านั้นที่ประชาชนสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างเปิดเผยและสามารถตรวจสอบและถอดถอนพวกเขาได้มากกว่าคณะบุคคลในสถาบันใดๆที่ดำรงอยู่ในสังคมไทยทุกวันนี้) ผลก็คือทำให้ประชาชนคนไทยไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองไม่อยากเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองไม่ว่าจะในรูปแบบใด ซึ่งที่เป็นเช่นนั้นเป็นเพราะวัฒนธรรมทางการเมืองของคนไทยยังไม่ใช่วัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมแม้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ได้พยายามที่จะสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมให้เกิดขึ้นกับประชาชนคนไทยก็ตาม
จะเห็นได้ว่าวัฒนธรรมทางการเมืองของและลักษณะของวิถีชีวิตแบบประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่สำคัญมากเพราะประเทศจะมีประชาธิปไตยที่เข้มแข็งได้อุปนิสัยของคนในสังคมและวิถีดำเนินชีวิตประจำวันต้องมีลักษณะเป็นประชาธิปไตยด้วยจึงจะมีส่วนช่วยเสริมสร้างและค้ำจุนระบอบประชาธิปไตยทางการเมืองให้ไพบูลย์สถาวรต่อไปได้
ปัญหาทางความคิดของคนในสังคมนี้เป็นเรื่องใหญ่มากและขณะนี้การรัฐประหารทำให้คนไทยเชื่อว่าอำนาจอธิปไตยไม่ใช่ของประชาชนไปแล้ว พัฒนาการประชาธิปไตยของประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไปได้ต้องสร้างความเข้าใจให้คนไทยเข้าใจว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนที่เป็นเช่นนี้เพราะสังคมไทยมีวิกฤติความคิดทางหลักการอย่างหนักทำให้เกิดการพัฒนาประชาธิปไตยยากปัญหาที่สำคัญนั้นก็คือ “วัฒนธรรมไพร่แบบฟ้า” นั่นเอง
หากนักการเมืองและพรรคการเมืองต้องการทำให้พรรคของตนเป็นพรรคการเมืองที่ก้าวหน้าและเป็นสถาบันทางการเมืองที่มั่นคงสืบไป คงปฏิเสธไม่ได้ว่าภารกิจหลักที่จะต้องลงมือทำเป็นลำดับแรกก็คือต้องปลดแอกคนไทยออกจากวัฒนธรรมแบบไพร่ฟ้า เพราะวัฒนธรรมแบบไพร่ฟ้าถือเป็นอุปสรรคสำคัญของการพัฒนาประชาธิปไตยที่ก้าวหน้าอย่างแท้จริง
ด้วยเนื่องเสรีภาพ (Freedom) คือ “สภาพการณ์ที่บุคคลมีอิสระในการที่จะกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งตามความประสงค์ของตนเป็นภาวะที่ไม่อยู่ใต้การครอบงำของบุคคลอื่น เป็นภาวะที่ปราศจากการหน่วงเหนี่ยวขัดขวางอำนาจของบุคคลในอันที่จะกำหนดตนเองตามใจปรารถนา เสรีภาพจึงเป็นอำนาจที่บุคคลมีอยู่เหนือตนเอง”
ผู้เขียนจึงขอมอบบทเพลง “เสรีภาพ” ให้กับผู้ที่แสดงประชามติ “ไม่เห็นชอบ” กับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 โดยเฉพาะประชาชนไทยในแถบภาคอีสานและภาคเหนือตอนบนที่คนจำนวนมากแสดงเจตจำนงอันแน่วแน่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ที่มุ่งลดอำนาจประชาชน คุณคือ ผู้ที่ไม่ยอมก้มหัวให้กับเผด็จการและบูชาสิทธิและเสรีภาพของตนอย่างแท้จริง
อ่านบทความเพิ่มเติม
Freedom – เสรีภาพแห่งปวงชน
Artist: Paul McCartney
This is my right
นี่เป็นสิทธิของฉัน
A right given by God
สิทธิที่พระเจ้าประทานให้
To live a free life
ให้ฉันดำรงชีวิตอยู่อย่างเสรีชน
To live in freedom
มีเสรีภาพในการดำรงชีวิต
Talkin’ about freedom
ว่าด้วยเรื่องเสรีภาพ
I’m talkin’ ’bout freedom
ฉันกำลังพูดถึงเสรีภาพ
I will fight
ฉันจะลุกขึ้นสู้
For the right
เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิ
To live in freedom
ในการดำรงชีวิตอยู่อย่างมีเสรีภาพ
Anyone tries to take it away
ใครก็ตามที่พยายามพรากมันไปจากฉัน
They’ll have to answer
เขาต้องมีคำตอบให้กับฉัน
‘Cause this is my right
เพราะนี่เป็นสิทธิของฉัน
I’m talkin’ about freedom
ฉันกำลังพูดถึงเสรีภาพ
Talkin’ ’bout freedom
ว่าด้วยเรื่องเสรีภาพ
I will fight
ฉันจะลุกขึ้นสู้
For the right
เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิ
To live in freedom
ในการดำรงชีวิตอยู่อย่างมีเสรีภาพ
I’m talkin’ ’bout freedom
ฉันกำลังพูดถึงเสรีภาพ
I’m talkin’ ’bout freedom
ฉันกำลังพูดถึงเสรีภาพ
I will fight
ฉันจะลุกขึ้นสู้
For the right
เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิ
To live in freedom
ในการดำรงชีวิตอยู่อย่างมีเสรีภาพ
Everybody talkin’ ’bout freedom
ทุกคนกำลังพูดถึงเสรีภาพ
We’re talkin’ ’bout freedom
พวกเรากำลังพูดถึงเสรีภาพ
We will fight
ผองเราจะลุกขึ้นสู้
For the right
เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิ
To live in freedom
ในการดำรงชีวิตอยู่อย่างมีเสรีภาพ
I’m talkin’ ’bout freedom
ฉันกำลังพูดถึงเสรีภาพ
Talkin’ ’bout freedom
ว่าด้วยเรื่องเสรีภาพ
I will fight
ฉันจะลุกขึ้นสู้
For the right
เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิ
To live in freedom
ในการดำรงชีวิตอยู่อย่างมีเสรีภาพ
I’m talkin’ ’bout freedom
ฉันกำลังพูดถึงเสรีภาพ
I’m talkin’ ’bout freedom
ฉันกำลังพูดถึงเสรีภาพ
We will fight
ผองเราจะลุกขึ้นสู้
For the right
เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิ
To live in freedom
ในการดำรงชีวิตอยู่อย่างมีเสรีภาพ





