Posted by: Jess | กรกฎาคม 16, 2007

ควรรับหรือไม่ควรรับ? (ร่าง)รัฐธรรมนูญปี 2550 Vote “no”

อีกด้านหนึ่งของประเทศไทย เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 12 ก.ค. ณ ห้องประชุมรองศาสตราจารย์ทองคูณ หงส์พันธุ์ 1 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 50 พรรษามหาวชิราลงกรณ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด

รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ หัวหน้าภาควิชากฎหมายมหาชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 บรรยายพิเศษทางวิชาการ “เรื่องร่างรัฐธรรมนูญเพื่อการออกเสียงประชามติ” ซึ่งถือเป็นเวทีแรกแห่งชำแหละรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ผ่านความเห็นชอบของ สสร. (6 ก.ค.) หลังจากนี้วันอาทิตย์ 15 กรกฎาคม ดร.วรเจตน์และเครือข่าย จะออกแถลงการณ์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ

สิทธิเสรีภาพไม่ใช่แค่ตัวอักษร

ดร.วรเจตน์กล่าวว่า จุดเด่นของรัฐธรรมนูญคือเพิ่มสิทธิเสรีภาพบางประการเข้ามาให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรงจะเป็นจุดที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญเอามาใช้เพื่อโฆษณาว่าประชาชนมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้น สามารถเสนอกฎหมายได้ มีสิทธิชุมชนดีขึ้นต่างๆ ถามว่าจริงไหมที่ประชาชนในแง่ของกฎหมายรัฐธรรมนูญมีการเพิ่มเติมสิทธิเสรีภาพดังกล่าวนั้น คำตอบคือจริง

จุดนี้มีการเพิ่มเติมจริง หากถามต่อว่ามันเป็นนัยสำคัญไหมเพิ่มเติมขึ้นเป็นประเด็นเดียวทำให้รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่ คำตอบคือไม่ใช่ ต้องเรียนให้ทราบว่า ถ้ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายให้มันดีอย่างไรก็เขียนได้ หรือจะเขียนให้แดนดินถิ่นวิเศษ ก็พรรณนาได้ แต่การเขียนอย่างนั้นจะปรากฏเป็นจริงหรือไม่ในทางปฏิบัติเป็นอีกประเด็นหนึ่ง อยากเรียนว่ารัฐธรรมนูญปี”40 ได้บัญญัติสิทธิเสรีภาพไว้ดีมาก แต่ในหลายกรณีที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญปี”40 ยังไม่ได้ถูกนำมาปฏิบัติจริง

ประเด็นเรื่องสิทธิเสรีภาพในบ้านเมืองของเรามันจึงไม่ได้เป็นปัญหาของการบัญญัติรัฐธรรมนูญ แต่เป็นปัญหาของการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ อยากเรียนว่า หากเรายังใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 ได้ดีอยู่ หมวดสิทธิเสรีภาพไม่ต้องมีอะไรเพิ่มเข้ามาใหม่ แต่ขอให้มันบังคับได้จริงๆ ทุกมาตราที่อยู่ในรัฐธรรมนูญปี”40 อาจไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มเข้ามาในตัวรัฐธรรมนูญ

“ผมเรียนว่าเรื่องสิทธิเสรีภาพอยู่ที่เรื่องการปฏิบัติ ถ้าหากเราจะอ่านเขียนรัฐธรรมนูญให้ดีอย่างไรก็เขียนได้ แต่ปัญหาคือ มันจะมีกลไกเขียนอย่างนี้บังคับตามสิทธินั้นหรือไม่นี่เป็นประเด็น”

โครงสร้างสถาบันต่างหากคือปัญหา !!!

ประเด็นที่น่าวิพากษ์วิจารณ์คือเรื่องโครงสร้างทางการเมือง เรื่องสถาบันทางการเมือง ที่มาของ ส.ส. ส.ว.ต่างๆ ถ้าดูระบบเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญปี 2540 ใช่ว่าจะไม่มีปัญหา แต่หากลองเปรียบเทียบดูหลักการและเหตุผลระบบเลือกตั้งปี”40 แล้ว ยังดีกว่าอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่จะลงประชามติ

“นี่คือทรรศนะของผม ถามว่าระบบเลือกตั้ง ส.ส.ปี”40 น่าจะดีกว่าปี”50 ท่านลองดูว่ารัฐธรรมนูญปี”40 แบ่งเขตออกเป็น 400 เขต มี ส.ส. 400 คน เขตไหนก็ตามเรามี ส.ส. 1 คะแนนเสียงเท่ากัน และเลือก ส.ส.เราได้กันทุกเขตทั่วประเทศ ร้อยเอ็ด เชียงใหม่ ปัตตานี เท่ากันทั่วประเทศ เขตเลือกตั้งละ 1 คนเท่ากัน ทุกคนมี 1 คะแนน และมี ส.ส. 1 คน”

ส่วน ส.ส.ในระบบสัดส่วน แบบบัญชีรายชื่อแบบปาร์ตี้ลิสต์ใช้ประเทศเป็นเขต จะมีจุดแข็งคือทำให้นักการเมืองสามารถกำหนดนโยบายระดับประเทศได้ มันได้ถูกแยกออกไปกลุ่มจังหวัด เวลาเสนอเขาส่งบัญชีรายชื่อ 100 คน สามารถส่งนโยบายระดับประเทศได้ กล่าวได้ว่ารัฐธรรมนูญปี”40 มีจุดแข็งเลยทีเดียวในหลักการตรงนี้ อาจจะมีข้อตำหนิติเตียนให้เหมือนกันแต่ค่อนข้างน้อย เช่น อาจจะทำให้คนชนะการเลือกตั้งสามารถอ้างคะแนนได้ 14 ล้านเสียง 19 ล้านเสียง อะไรพวกนี้ อาจเป็นจุดที่บางคนอาจจะไม่ชอบใจ แต่ในจุดหนึ่งที่เป็นจุดแข็งคือการมีบัญชีรายชื่อประเทศมันส่งผลให้นักการเมืองต้องทำนโยบายที่พูดง่ายๆ ให้ถูกใจคนทั้งประเทศ

ถามว่า ในต่างประเทศมีไหม ส่วนใหญ่ต่างประเทศเขาจะแบ่งออกเป็นภาค ถ้าเราไม่ใช้ระบบเลือกตั้งแบบทั้งประเทศจะใช้แบบบัญชีรายชื่อแบบตามภาคยังพอรับได้ หมายถึงภาคอีสาน ภาคเหนือมีบัญชีรายชื่อของภาคเหนือ ภาคกลางมีบัญชีรายชื่อของภาคกลาง ภาคใต้มีบัญชีรายชื่อภาคใต้

แต่โดยเหตุที่ประชากรในแต่ละภาคไม่เท่ากัน จำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อมันไม่เท่ากัน อีสานมีประชากรมากก็ย่อมมีสิทธิได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อมากกว่า ภาคใต้เป็นไปได้บัญชีรายชื่ออาจจะถึง 630 คน อย่างนี้ภาคใต้อาจจะทำ 10 คน 12 คน ก็ขึ้นอยู่กับสัดส่วน ประชากร ถ้าเป็นภาคแบบนั้น โดยส่วนตัวยังพอรับได้ แต่อย่างนี้รับไม่ค่อยได้ คือการแบ่งออกเป็นกลุ่มจังหวัด เป็นกลุ่มจังหวัดทั้งประเทศแบ่งเป็น 8 กลุ่มจังหวัด และ 8 กลุ่มจังหวัด มี ส.ส. 10 คน

คำถามคือว่า กลุ่มจังหวัดแต่ละกลุ่มจังหวัดนี้ มี ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อจังหวัดละ 10 คน ตอบคำถามอะไร ผู้แทนระบบบัญชีรายชื่อของแต่ละกลุ่มจังหวัด เป็นผู้แทนของอะไร ถ้าเป็นรายชื่อ 100 คน ผู้แทนของ ส.ส.บัญชีรายชื่อคือผู้แทนของประเทศจากบัญชีรายชื่อ จากนโยบายที่ทำ แต่ถ้าเกิดไม่เอาประเทศจะแก้ทั้งภาคก็ยังตอบได้ว่าแต่ละภาคผู้แทนของประโยชน์ แต่ละภาคและวัฒนธรรมของแต่ละภาค อันนี้ก็ยังฟังได้อยู่ แต่เมื่อแบ่งออกเป็น 8 กลุ่มจังหวัด มันอาจจะตอบคำถามไม่ได้ว่าเราจะแบ่งกลุ่มจังหวัดอย่างไร ที่มันได้พอดีกัน คนใน 8 กลุ่มจังหวัดมีความเป็นมาเป็นไปในทางวัฒนธรรมเดียวกัน ความรู้สึกนึกคิดคล้ายกัน และมี ส.ส.บัญชีรายชื่อที่เป็นพวกเดียวกัน ไม่มีฐานที่จะอธิบายในทางเหตุผลได้เลย

“ผมไม่ค่อยเห็นด้วยการใช้กลุ่มจังหวัด เป็นฐานคำนวณ ส.ส.แบบสัดส่วน กลุ่มละ 10 คน หันกลับมาดู ส.ส.แบบแบ่งเขตตามรัฐธรรมนูญปี 2540 เขตละ 1 คน ง่ายดีตามรัฐธรรมนูญที่จะออกเสียงลงประชามติระบบแบ่งเขตเขา อาจจะทำให้ ส.ส.ไม่เท่ากันได้ ส่วนใหญ่คงมีเขตละ 3 คน แต่มีจำนวนไม่น้อยที่แบ่งเขตละ 3 คนไม่ได้อาจเหลือ 2 คน หรือบางจังหวัดเล็กมากมี ส.ส. 1 คน ผลคือคนในแต่ละพื้นที่นั้นมีสิทธิออกเสียงเลือก ส.ส.ได้ไม่เท่ากัน”

“ผมอยู่จังหวัดเล็กผมเลือก ส.ส.ได้ 1 คน คนอยู่จังหวัดใหญ่มีเขตเลือกตั้ง 3 คน เลือกได้ 3 เบอร์อธิบายลำบาก ผลคือเป็นไปได้ด้วยว่าการที่ให้แบ่งเขตเขตละ 3 คน มันอาจเกิดระบบเบี้ยหัวแตก เพราะว่าการรณรงค์หาเสียงสมมติพรรค A ส่งเบอร์ 1, 2, 3 พรรค B ส่งเบอร์ 4, 5, 6 พรรค C ส่งเบอร์ 7, 8, 9 เวลาเลือกอาจจะเลือกเบอร์ 1 พรรค A เบอร์ 4 พรรค B เบอร์ 9 พรรค C คือเลือกแยกทำให้พรรคการเมืองเข้าสภา อาจจะเป็นระบบหลายๆ พรรคเหมือนกับที่เกิดขึ้นมาก่อนปี 2540 แล้วมันส่งผลทำให้รัฐบาลอาจจะทำให้เป็นรัฐบาลผสมขึ้นมา ซึ่งจะส่งผลให้ต่อไปถึงเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน อันนี้ก็จะเป็นประเด็นเหมือนกัน”

ระบบเลือกตั้ง ไร้เหตุผลอธิบาย

ถามว่าทำไมผู้ร่างรัฐธรรมนูญออกแบบระบบเลือกตั้งแบบนี้เป็นไปได้ว่าฝ่ายผู้ร่างรัฐธรรมนูญอาจจะเห็นว่าการระบบเลือกตั้งเมื่อปี”40 ทำให้ได้รัฐบาลที่เข้มแข็งมากไปคุมยาก แต่ต้องเรียนว่ารัฐบาลที่เข้มแข็งมีข้อดีในเชิงนโยบาย เขาสามารถผลักนโยบายออกไปเป็นรูปธรรมได้มาก อาจจะมีปัญหาในเรื่องของการใหญ่มากเกินไปอำนาจมีมากเกินไปอาจจะเป็นอันตราย ซึ่งอาจต้องไปแก้โดยการจัดกลไกการควบคุมการตรวจสอบอำนาจไม่น่าจะทำให้ตัวเกิดระบบการเลือกตั้ง ซึ่งทำให้มีหลายพรรคการเมือง แล้วอาจเกิดรัฐบาลผสมขึ้นมาทำให้เกิดการอ่อนแอของรัฐบาลแล้วกลับไปสู่ปัญหาเดิมๆ ก่อนปี”40

“ปัญหาระบบเลือกตั้ง ส.ส. ผมไม่ค่อยเห็นด้วย อีกประเด็นหนึ่งที่มาของ ส.ว.ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับจำนวนประชากร แม้ว่าแต่ละคนจะไปออกเสียงได้ 1 คะแนนพร้อมกันหมด แต่ว่าจำนวน ส.ส.แต่ละจังหวัดไม่เท่ากัน จังหวัดไหนมีประชากรมากก็จะมี ส.ว.มาก แต่ฉบับปี 2550 แต่ละจังหวัดมี ส.ว.ได้ 1 คนเท่ากัน คำถามคือเป็นธรรมและมันถูกต้องไหม”

ถามว่าในต่างประเทศมันมีไหมที่เขากำหนดให้การเลือกตั้ง ส.ว. มี ส.ว.เท่ากัน (มีครับ) ในประเทศที่เป็นสหพันธรัฐ มลรัฐใหญ่ มลรัฐเล็ก เขามี ส.ว.เท่ากัน เหตุผลเขาไม่ต้องการให้มลรัฐเล็ก มลรัฐใหญ่เสียเปรียบในแง่ของประโยชน์ในทาง รัฐ แต่ประเทศไทยเราไม่ได้ปกครองแบบนั้น เราปกครองแบบรัฐเดียว จังหวัดเป็นราชการส่วนภูมิภาค ส่วนกลางส่งออกมา และตัวจังหวัดเองไม่ได้มีผลประโยชน์ของตัวเองโดยฐาน ฉะนั้นการกำหนดให้มี ส.ว.จังหวัดละ 1 คน จึงไม่ตอบคำถามอะไรเลย

กรุงเทพฯมีคนหลายล้าน มี ส.ว. 1 คน ซึ่งไม่ได้หมายความว่าระนองไม่สำคัญ หมายความว่าอัตราส่วนของประชากรมันแตกต่างกันมาก จนกระทั่งทำให้เข้าใจได้ว่าการจัดระบบ ส.ว.อย่างนี้ มันยุติธรรมในแง่ของการเลือกตั้ง ที่หนักไปกว่านั้นคือมี ส.ว.อีกครึ่งหนึ่งมาจากการแต่งตั้งคือ 74 คน แล้วคนที่มาแต่งตั้งอาจไม่ถนัดคือสรรหาแล้วก็ไปแต่งตั้ง คือคนที่มาสรรหาคณะกรรมการสรรหา ส.ว.เราจะพบว่ามาจากประธานองค์กรอิสระ และศาล ศาลก็จะเข้ามาพัวพันการเลือกคนเข้ามาเป็น ส.ว. ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญที่ตัวประธานจะมานั่งเป็นกรรมการสรรหา ส.ว. และผู้พิพากษาศาลฎีกา และตุลาการศาลปกครองสูงสุด ซึ่งกรณีนี้อาจมีปัญหาต่อไปทำให้บุคลากรผู้พิพากษามีสวนเข้ามาพัวพันประโยชน์ได้เสียทางการเมือง

กรณีนี้แต่ละคนก็อยากเป็น ส.ว.มาจากการสรรหา การสรรหาจริงๆ ก็คือการแต่งตั้ง แต่ว่าในรัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดให้คณะกรรมการสรรหาจากบัญชีที่ กกต.เสนอมาจากภาคต่างๆ ภาครัฐ ประชาชน วิชาชีพต่างๆ แต่อำนาจจริงๆ มันอยู่ที่คณะกรรมการสรรหาค่อนข้างเด็ดขาดทีเดียว

คณะกรรมการชุดนี้มี 7 คน น่ากังวลอย่างยิ่งว่าในอนาคตจะเป็นการดึงเอาคนจากหน่วยงานพวกนี้เข้ามาพัวพันการเมืองมากขึ้นหรือไม่ และในแง่ความชอบธรรมในทางประชาธิปไตยอาจจะตอบคำถามไม่ได้ เพราะ ส.ว.ครึ่งหนึ่งไม่ได้มีที่มาที่มีจุดเชื่อมโยงจากประชาชนเลย มีอำนาจไปถอดถอนนายกฯ ส.ส.ได้ด้วย พวก ส.ว.ที่มาจากการสรรหานี้ ซึ่งน่าจะไม่ถูกต้อง

อำนาจศาลหเนือการเมือง

ยิ่งไปกว่านั้น บรรดาองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ล้วนมาจากการสรรหาทั้งสิ้น โดยคนที่มีบทบาทสำคัญเช่นประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด มิหนำซ้ำ ยังมีบุคคลที่ศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุด เลือกมาเป็นกรรมการสรรหาอีกด้วย แปลว่าคนที่จะเป็นกรรมการสรรหาน้ำหนักจะมาจากฝ่ายศาลมาก

รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงเน้นอำนาจทางตุลาการอย่างสูง จะสังเกตเห็นได้ ถ้าอ่านรัฐธรรมนูญจะพบว่าลำดับการเรียงตัวตำแหน่งเช่นประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร เขาให้น้ำหนักศาลเหนือกว่าการเมืองคือประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งความจริงต้องยอมรับว่าจะมากน้อยจะดีหรือชั่ว ประธานสภาในแง่ประชาธิปไตยเขาเป็นประมุขในทางนิติบัญญัติ หรืออย่างนั้นเขามีความชอบธรรมสูงเพราะมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ในทางศักดิ์ศรีของตำแหน่งสูงมาก แต่ในแง่เชิงลำดับจะอยู่หลังบรรดาประธานศาลทั้ง 3

จุดที่น่าสนใจสังเกตคือบรรดาคณะกรรมการสรรหาที่ไปสรรหาคนเข้าสู่องค์กรอิสระ ถ้ามองดูจะพบว่าคู่หนึ่งที่น่าสนใจคือประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นำฝ่ายค้าน คล้ายกับเห็นว่าทั้งคู่อยู่คนละข้างกันคือประธานสภาเป็นฝ่ายรัฐบาล และมีผู้นำฝ่ายค้านในสภาเข้าไปอยู่ในคณะกรรมการสรรหา คล้ายเป็นการถ่วงดุลกัน วิธีคิดนี้อาจไม่ถูกต้องในทางปฏิบัติ ประธานสภามักจะเป็นคนของพรรครัฐบาลเป็นปกติ เพียงแต่เมื่อเขาเป็นประธานสภาแล้วเขาต้องเป็นกลางในทางการเมือง เขามีสถานะไม่เหมือนผู้นำฝ่ายค้านในสภา ถ้าจะจับคู่ให้มีคนจากสภาเข้าไปเป็นกรรมการสรรหา จะต้องเป็นผู้นำฝ่ายค้านสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งไม่น่าจะถูกต้องในเชิงระบบ

จุดชี้ขาดรับไม่รับรัฐธรรมนูญ

ดร.วรเจตน์กล่าวว่า จุดชี้ขาดว่าควรจะรับหรือไม่ ไม่รับรัฐธรรมนูญอย่างไร นั่นก็คือเรื่องของการนิรโทษกรรม อันนี้เรื่องใหญ่ แต่เอามาพูดกันน้อยมาก รัฐธรรมนูญฉบับนี้บอกว่า บรรดาการใดๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2549 ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมาย และชอบด้วยรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าว ไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้

หมายความว่าอย่างไร ต้องอธิบายความแบบนี้ ก่อนวันที่ 19 ก.ย. มีการยึดอำนาจโดยตัวของมันเอง เป็นการกระทำผิดในทางอาญา ถ้าทำไม่สำเร็จก็เป็นขบถมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต แต่เมื่อทำสำเร็จระบบกฎหมายเราก็ยอมรับว่าเขาเป็นคนที่ทรงอำนาจในทางความเป็นจริง เมื่อคณะยึดอำนาจ ยึดการปกครองสำเร็จ เขาสามารถออกประกาศต่างๆ ออกมาได้หลายฉบับ แล้วระบบกฎหมายไทยก็ยอมรับให้ประกาศอันนั้นมีค่าเป็นกฎหมาย แม้ไม่ผ่านสภา คนยึดอำนาจไม่ได้มาจากการเลือกตั้งต้องยอมให้เป็นกฎหมาย

จะมีอยู่ช่วงเวลาหนึ่งคือช่วง 19 ก.ย.-30 ก.ย. ที่ไม่มีรัฐธรรมนูญ ในช่วงเวลา 10 กว่าวันนั้น คณะผู้ยึดอำนาจครองอำนาจสูงสุดก็ออกประกาศออกอะไรต่างๆ มาหลายฉบับ

ผมจะบอกให้การนิรโทษกรรมไปแล้วมีปัญหาว่าพอหลังจากมีประกาศรัฐธรรมนูญชั่วคราวแล้ว คมช.ก็จะมีอำนาจทางกฎหมายแล้วคือ คปค. มาเปลี่ยนชื่อเป็น คมช. เดิมเรียกว่า คปค. ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น คมช. คือคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ที่เป็นองค์กรในรัฐธรรมนูญ ทีนี้มันก็มีปัญหาว่าในเวลานี้ คมช.ก็มีอำนาจและก็ดำเนินการอะไรต่างๆ ไป ปัญหามีอยู่ว่าอำนาจที่เขาใช้ไปในเวลานี้มันชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญไหม นี่คือประเด็น และรวมทั้งองค์กรต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการยึดอำนาจด้วย ยกตัวอย่างเช่น คตส. คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ พวกนี้เกิดขึ้นจากการกระทำรัฐประหารทั้งสิ้น

“ถ้าเกิดโหวตรับรัฐธรรมนูญและรัฐธรรมนูญนี้ผ่านนะครับ สิ่งที่ประชาชนโหวตรับคือ การกระทำทั้งหลายทั้งปวงของ คมช. คตส. ของใครก็ตาม ว่ามันชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญ ฟังให้ดีนะ ผมคิดว่าเป็นไปได้เดี๋ยวจะหาว่าผมหมิ่นประมาท เป็นไปได้นะว่าการกระทำดังกล่าวนั้นมีปัญหาความชอบด้วยกฎหมายและความชอบรัฐธรรมนูญในเวลานี้ หรืออาจจะไม่มีก็ได้เราไม่รู้ปัญหาในเวลา นี้ เราไม่สามารถทราบได้ว่า คมช. การกระทำใดอันไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือเปล่า เราไม่ทราบผมก็ไม่ทราบ”

ถ้าตีความในแง่นี้ตามตัวอักษรตามมาตรา 309 แม้หากการกระทำนี้มันไม่ชอบก็จะถูกถือว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้ เพราะมาตรานี้เขียนเอาไว้ ถือว่ามันชอบและก็จะอ้างไว้ว่าอันนี้มันผ่านประชามติแล้ว นี่คือปัญหาใหญ่ของรัฐธรรมนูญ ทีนี้มีคนมา บอกว่าการรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้เท่ากับเป็นการยอมรับนิรโทษกรรม ให้กับการกระทำรัฐประหารเรื่องนั้นก็โอเค

แต่ว่ามันมากไปกว่านั้นคือไปนิรโทษกรรมการกระทำที่เกิดขึ้นหลังวันประกาศรัฐธรรมนูญนี้ไปทำอะไรที่ไม่ชอบแล้วทำอะไรไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญเขียนว่ามันชอบ มันยังไม่รู้เลยว่าทำอะไรชอบหรือไม่ชอบ นี่คือปัญหาใหญ่

ฉะนั้นมีคนบอกว่ามาตรา 309 เป็นจุดดำหรือเป็นรอยด่างที่สำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมก็เห็นเช่นนั้น และสำหรับผมจุดดำจุดนี้ในมาตรานี้มันเพียงพอที่จะทำลายความก้าวหน้าบางเรื่องในบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพสำหรับผม

แต่สำหรับบางคนบางท่านอาจจะคิดตรงข้ามกันว่า ได้บทบัญญัติเรื่องสิทธิเสรีภาพได้มนุษยธรรม จึงยอมหยวนๆ

แต่สำหรับผม ชั่งน้ำหนักแล้วมันไม่คุ้ม ผมก็โหวตไม่รับ

คนเขียน รธน.ทับซ้อนเชืองตำแหน่ง

ในกระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญนี่ก็มีข้ออ่อน เพราะบุคคลที่เขาไปร่วมร่างรัฐธรรมนูญนี้ก็อาจจะมีปัญหาเรื่องของการทับซ้อนกันในเชิงตำแหน่งอยู่ เช่น บางท่านที่เป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ บางคนเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในขณะเดียวกันก็เป็น สสร. และเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและเขียนรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง อย่างนี้มันเป็นการทับซ้อนในเชิงตำแหน่งซึ่งไม่ถูกต้องหรือไม่น่าจะถูก และมิหนำซ้ำเดี๋ยวคนที่เป็นกรรมาธิการยกร่างซึ่งเป็นกรรมการเลือกตั้งด้วยยิ่งจะมาเป็นคนจัดประชามติอีก คือในแง่ของตัวบุคคลซึ่งไปทำนี่มันมีความทับซ้อนในเชิงตำแหน่ง และมันอธิบายในกฎหมายมิได้

นี่คือปัญหาในสังคมไทยเรา บางทีเราชี้นิ้วไปที่คนอื่นและเราก็บอกว่าคนคนนี้มีปัญหาทับซ้อนอย่างนั้นอย่างนี้ แต่คำถามที่เราขาดไปเราไม่เคยชี้นิ้วกลับมาถามตัวเรา

19 ส.ค. อำนาจอยู่ในมือประชาชน

“ผมพูดวันนี้ก็เป็นเพียงทรรศนะคนที่มองรัฐธรรมนูญคนหนึ่งเท่านั้น อย่าเพิ่งเอาเป็นข้อ ยุติเด็ดขาด แต่ท่านจะต้องลองไปศึกษาผู้รู้ท่านอื่นได้วิเคราะห์วิจารณ์รัฐธรรมนูญ ถ้าให้ดีก็ลองอ่านรัฐธรรมนูญและสนใจปัญหาการบ้านการเมืองและการตัดสินใจด้วยตนเอง อย่าไปเชื่อใครทั้งนั้น ไม่ต้องเชื่อตัดสินใจด้วยตัวท่านเอง ในที่สุดแล้ววันที่ 19 ส.ค. เมื่อท่านไปออกเสียงประชามติ ท่านจะตัดสินใจอย่างไรอยู่ในตัวท่าน ทุกคนอำนาจสูงสุดอยู่ในมือของท่านทั้งหลายในวันที่ 19 ส.ค.”

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ

Responses

ผมจะไปแสดงประชามติ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ เพราะว่า หากรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ไม่ผ่านประชามติ ผมจะดีใจที่พวกเราคนไทยได้แสดงให้เห็นว่า

1. พวกเราไม่ต้องการ Officers ที่ไม่ใช่ Gentlemen

2. คนไทยเกลียดผู้นำที่ทำตัวเหมือนนักกรรโชก ขู่ว่า “จะเอาสิ่งที่ยื่นให้ข้างหน้าหรือจะเอาสิ่งที่ซ่อนไว้ข้างหลัง” (ซึ่งไม่ใช่การกระทำของสุภาพบุรุษเลย)

3. พวกเราไม่ต้องการให้ใครบุกเข้าไปในสวนจิตรฯ ยามดึก แล้วบังคับให้ในหลวงลงนามแต่ตั้งตนเองเป็นผู้ยึดอำนาจ จากรัฐบาลที่ประชาชนเลือก (หากต้องการให้ชาวบ้านบอกว่า เป็น Officers and Gentlemen ก็ขอให้เลิกได้แล้ว)

4. พวกเราสะใจ เมื่อเห็นพวกที่ใช้ปืนปล้นสิทธิ และเสรีภาพของพวกเราไปถูกตบหน้า โดยการไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญของพวกมัน

5. ดีใจเมื่อพวกเราคนไทยสามารถกอบกู้คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเรา (ที่ถูกอมนุษย์ใช้รถถังปล้นไป) คืนมาได้ โดยการลงคะแนนเสียง ไม่ยอมรับ สิ่งที่พวกมันยัดเยียดให้

6. พวกเราดีใจ ที่ได้ช่วยกันบอกให้ พวกหน้าไม่ฉลาด ที่อ้างว่า “รัฐธรรมนูญนั้น มาจากการปฎิวัติทั้งนั้น” รู้ว่า หลังจากได้รัฐธรรมนูญมาแล้ว บรรดา Officers and Gentlemen ในประเทศที่เจริญแล้ว ได้ช่วยกันแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านทางรัฐสภาฯ โดยสันติวิธีกันทั้งนั้น ไม่เหมือนในประเทศด้อยพัฒนา ที่ Stupid Officers ซึ่งหลงตัวเอง คิดว่า พวกเขาเท่านั้นคือกลุ่มบุคคลที่ประเสริฐกว่าคนไทยทั่วไป ชอบเอากำลังทหารออกมาล้มล้างรัฐบาลที่มาจากประชาชน แล้วใช้เวลาแค่ 2-3 วันเขียนรัฐธรรมนูญมาค้ำบัลลังก์ของพวกมัน ขณะเดียวกันก็เหยียบหัวคนไทยทั้งชาติ ซึ่งได้กระทำต่อเนื่องกันมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ตั้งแต่ จอมผลผินฯ จอมพลเผ่าฯ จอมพลสฤษฎ์ฯ จอมพลถนอมฯ จอมพลประภาษฯ จอม..สุจินดา ถึงเวลาเลิกพฤติกรรมที่นำมาถึงการดูถูกของนานาชาติได้แล้วหรือยัง? (พวกคุณไม่อาย แต่ผมอายหว่ะ)

7. พวกเราสามารถบอกให้พวกหน้าไม่ฉลาดที่ไม่ใช่สุภาพบุรุษรู้ว่า เมื่อเห็นมีบุคคลใดบุคคลหนึ่งประพฤติผิดกฎหมาย แล้วแทนที่จะดำเนินการตามระบอบประชาธิปไตร ตามตัวบทกฎหมาย พวกเขามากระทำผิดกฎหมายเสียเองด้วยนั้น ไม่ได้ทำให้การกระทำของพวกเขา กลายเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่กลับเป็นการกระทำที่เลวกว่า (เพราะเมื่อเห็นว่ามีคนทำความผิด แล้วตนเองกลับทำความผิดด้วยนั้น ก็เปรียบได้ดังกระกระทำของสัตว์ที่ไม่มีความรู้จักผิดชอบชั่วดีเช่นมนุษย์)

8. สุดท้าย เพื่อเป็นการบอกให้รู้ว่า คนไทยต้องการให้ Officers ของพวกเราเป็น Gentlemen ไม่ใช่ faggots

ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

จะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

จะไม่ขอรับร่างรัฐธรรมนูญเผด็จการเด็ดขาด

จะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเผด็จการ - และโปรดเอารัฐธรรมนูญปี2540ของประชาชนกลับคืนมา

จะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเผด็จการ

ไม่รับร่างรัฐธรรมนูยเผด็จการ เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง

ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญปี 50

ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญปี50

ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญปี 50

ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญปี50

ไม่รับร่างครับ

ไม่รับครับ ไม่ชอบเผด็จการทหาร

รับ

ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเผด็จการแน่นอนถ้ารับก็เท่ากับเรายอมรับรัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหารแล้วจะมีการทำรัฐประหารอย่างนี้อีกไม่มีที่สิ้นสุด

ช่วยกันออกมาลงประชามติแสดงความต้องการของคุณให้ผู้นำประเทศทั้งหลาย ทั้งอดีตและปัจจุบัน ที่มันคิดว่าตัวเองดีนักดีหนา ให้มันรู้ว่ามันต้องทำอย่างไร
ถ้าเราแสดงความต้องการแล้วมันไม่ทำตาม แล้วเราค่อยมาจัดการมัน

“เมื่อฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนต้องเป็นใหญ่ในแผ่นดิน”

ไม่รับร่างกับพวกฉวยโอกาส

ไม่รับแน่นอน ผุ้ที่ได้รับผลประโยชน์คือ ประธานองคมนตรี ทหาร ศาล ที่เอาพวกตัวเองเอาไปร่างกันเองแจกกันเอง บัดซบสิ้นดี

ไม่รับแน่นอนที่สุดผู้ที่ได้รนับผลประโยชน์คือประธานองคมนตรี ทหาร ศาล อ่านแล้ว แค่ มาตรา ช่วงแรกๆๆรับไม่ค่อยได้เลย

ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะถ้ารับก็เท่ากับรับซื้อของโจร

อีกคนที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่ร่างมาด้วยความประหลาดแบบไม่เคยมีมาก่อนค่ะ

ไม่รับ

ประชาติปไตย 4 นาที

ดูเนื้อหาอย่าดูที่คนร่าง

ไม่ยอมรับอะ มันปฎิวัติ เผด็จการเห็นๆๆๆ

แค่ให้พุทธ เป็นศาสนาประจำชาติ มันไม่ยอมเลย สั่นอย่างกับผีเข้า แค่นี้ก้อรู้ว่ามัน เผด็จการ..ของดีมันไม่เอา ชอบของเน่าๆๆ
ทำให้วุ่นวายทุกวันนี้ เพราะพวกมัน

ไม่รับ ครับผม

รับ ครับ
อำนาจที่มาจากกระบอกปืน อาจจะมีต้นทุนต่ำกว่า อำนาจที่มาจากการชื้อเสียง การถอนทุนบวกกำไร อาจมีน้อยกว่า
การถ่วงดุลอำนาจ อาจเกิดขึ้นมาใหม่ได้ องค์กรอิสระ อาจจะได้เป็นองค์กรอิสระ องค์กรกลาง อาจจะมีความเป็นกลาง รัฐวิสาหกิจ พลังงาน ส่วนที่ป็นหัวใจหลักเป็นเส้นเลือดใหญ่ของประเทศอาจมีเหลือไว้เป็นสมบัติของชาติ เป็นของคนไทยทุกคน ไม่ใช่ถูกถ่ายเทไปเป็นสมบัติของตระกูลใดตระกูลหนึ่ง หรือ กลุ่มบุคลหนึ่ง แล้วเอาอำนาจผูกขาดแสวงหาความร่ำรวย จากคนทั่งประเทศ แล้วปั่นให้มันมีราคาสูงขึ้น จากนั้นก็ขายให้ต่างชาติ
สร้างความรำรวยให้คนไม่กี่คน แต่คนทั้งประเทศจะต้องรับกรรมตลอดไป
ถ้าอำนาจที่มาจากการเอาเงินชื้อเสียง แล้วเรียกว่าอำนาจประชาธิปไตย ได้เต็มปากเต็มคำมีแต่คนขี้โกงเท่านั้นว่าตัวเองได้อำนาจมาโดยชอบธรรม คนที่สูญเสียอำนาจ มาโวยวายว่าเขาเอาปืนมาปล้นอำนาจจากตนไป ไม่ลองย้อนไปดูการได้มาชึ่งอำนาจของตน ว่ามันขาวสะอาด หรือ มาจากการชื้อเสียง โกงทุกรูปแบบ ใช้อำนาจเงินชื้อทุกอย่าง ทำให้ทุกอย่างมันเสียความสมดุล ยากที่จะกลับมาให้มันสมดุล มีระบบถ่วงดุลที่ดีได้

อำนาจประชาธิประไตย ที่แท้จริงมันคือ อะไร ช่วยตอบไห้คนเรียนน้อยอย่างผมเข้าใจ บ้าง
คนที่เรียนสูงๆ จนจบหมาเตอร์ แล้วไปว่า อำนาจเผด็จการไม่ดี
ช่วยอธิบาย คำว่า อำนาจประชาธิปไตย ที่ถูกต้อง ที่สมบูรณ์แบบ
ที่อยู่ในอุดมการณ์ ที่เขาสอนในมหาวิทยาลัย สอนปัญญาชน
ว่ามันใช่แบบนี้หรือเปล่า
ตอนหาเสียงจะให้โนนจะให้นี ถ้าเลือกพรรคผมๆจะจัดสรรงบประมานมาให้ เขตใหนเลือกพรรคผม ก็จะได้งบประมานมาพัฒนาก่อน เขตใหนไม่เลือกพรรคผมก็ไม่ได้งบประมานไป
แบบนี้เป็นประชาธิปไตยที่ถูกต้องหรือไม่
ตอนประชาชนไปออกเสียงเลือกตั้ง พรรคผมเงินเยอะกว่าจ่ายมากกว่า คำว่าสอบตกอย่าให้มี แบบนี้เป็นประชาธิปไตยที่ถูกต้องหรือไม่
ตอนนับคะแนน กรรมการเลือกตั้งต้องเป็นคนของพรรคเรา คำว่าแพ้อย่าให้มี ชื้อกรรมการมาไห้ได้
โดนร้องเรียนไม่ต้องกลัว เพราะ กรรมการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคเราชื้อตัวใว้หมดทุกตัวแล้ว ใบแดง ใบเหลือง พรรคเราต้องไม่มี
ไม่ต้องห่วงเรืองเงินชื้อเสียง หัวหน้าพรรคเราเป็นนักธุรกิจ รำรวย
มาจากติดสินบนได้สำประทานผูกขาด มาจากเผด็จการ (จ๊อด) สร้างความรำรวยขึ้นมาทันตาเห็น จนมีเงินมากพอที่จะชื้อพรรคการเมือง ชื้อตัวผู้สมัคร สอสอ สร้างพรรคให้ใหญ่ในพริบตา
ชื้อทุกอย่างที่ขวางอำนาจ เพื่ออำนาจ ไม่ให้ไครต้านทานได้
ไม่ต้องห่วง คนมีสิทธิเลือกตั้ง สี่สิบล้านเสียง พรรคเราชื้อทั้งสี่สิบล้านเสียง แจกเงินแบบปูพรม (ไม่จ่าย แต่หลักรั้ว ) ได้มาแค่สิบจ็ดสิบแปดล้านเสียง ไม่ถึงครึ่ง ของเงินที่ชื้อไป
พรรคของเรายังอ้างได้เต็มปากเต็มคำ ว่ามีเสียงจากประชาชน
มาจากประชาธิปไตย ไม่เคยบ่นว่าชื้อตั้ง สี่สิบล้านเสียง ได้มาแค่ สิบแปดล้านเสียง ไม่ถึงครึ่ง ขอไห้ได้มาชึงอำนาจบริหาร
ถือว่าเป็นการลงทุน การถอนทุนบวกกำไร ถือเป็นความถูกต้อง
หัวหน้าพรรคของเรา จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่ออำนาจบริหารจะได้อยู่กับหัวหน้าพรรคเรา ความถูกต้องอยู่ที่คนชนะคนมีอำนาจ ว่าถูกก็คือถูก หัวหน้าพรรคของเราจะทำทุกวิถีทาง ที่จะสร้างความรำรวย ให้หัวหน้าพรรค เพื่อที่จะมีเงินไว้ชื้อเสียง ชื้ออำนาจ
นักการเมืองที่ชื้อเสียงได้เข้ามามีอำนาจ มันโกงประชาธิปไตยตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว มันยังกล้าอ้างประชาธิปไตยได้เต็มปากเต็มคำ
เสียดายแต่ คนที่จบหมาเตอร์ ยังไปยกย่องบูชาเศษเงินมัน
สมควรแล้ว ที่เขาล้างไพ่ เล่นใหม่ แล้วไม่ให้ไอ้คนขี้โกงแล่นด้วย โจรจบปอสี่ อย่างเก่งก็ลักวัวลักควาย โจรจบหมาเตอร์ มันสุดยอดของโจร โกงได้แม้แต่ประเทศชาติ
เผด็จการเทียวนี้ไม่หวังอะไรมาก แค่เอาคนผิดมาลงโทษตามกฎหมาย เอาสมบัติของชาติคืนมา คุกอย่าให้มีไว้ขังแต่คนจน
เอากฎหมาย บังคับใช้ ให้มันเท่าเทียมกันทุกคน ไม่เลือกคนจน คนรวย แค่นี้ก็ดีกว่าประชาธิปไตยจอมปอม ความดีไม่ต้อง
ไครมีเงินมากกว่าชนะ คนชนะคือตนถูกต้อง
ฝากให้เอาหัวคิด นิ้วโป้งตีนเอาไว้เดิน
ล้างไพ่เล่นกันใหม่ ไครขี้โกง อย่าให้มันเล่นด้วย

รับหรือไม่รับก็ไม่มีผล เพราะเมื่อเลือกตั้งเสร็จเราก็ได้นักการเมืองฉ้อฉลมาบริหารประเทศ เราก็จะยังมีนักวิชาการที่จะคอยวิจารณ์โดยไม่เคยเสนอทางออกที่ดีกว่าและทำได้จริง คนไทยก็ยังคงคอยขูดหวยจากกระดองเต่าไม่ก็เผาท้องคางคก กราบไหว้วัตถุกลมๆแบบไร้สติ เจลลดไข้ปลิวมาตกหน้าบ้านก็จุดธูปบูชา เด็กๆของเราก็ยังต้องดูละครแย่งผัวแย่งเมียแย่งสมบัติกันต่อไป

แต่มันก็ไม่เลวร้ายอะไรมากนักหรอก ชีวิตเราก็ยังดำเนินต่อไป

เมื่อก่อนนี้ชอบทหารมากครับ ศรัทธาและชื่นชมมากเพราะเขาเป็นสุภาพบุรุษ แต่เดี๋ยวนี้….ผิดหวังมากๆครับ

ไม่ไปใช้สิทธิ์ทั้งตระกูล เพราะถ้ากาไม่รับ บัตรก็ถูกเปลี่ยนทั้งหีบอยู่ดี สนธิก็ออกมาบอกแล้วว่า รธน.ต้องผ่าน 99% มันเป็นขั้นตอนที่ถูกกำหนดไว้แล้ว

ไม่รับรัฐธรรมนูญ รองเท้าบู๊ท

ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเด็ดขาด

ช่วยกันออกมาใช้เสียง ด้วยการไม่รับร่างรัฐธรรมนูญกันทุกคนนะคะ ทุกเสียงคือสิทธิของเรา

มันเตรียมการณ์การโกงไว้แล้วขนาดบอกตัวเลขออกมาเลย ทหาร ( พวกชั่วๆ ) มันทำได้ทุกอย่างอยู่แล้ว

ไม่รับ เพราะไม่ชอบเผด็จการ จากข่าวต่างๆ ไม่มีความยุติธรรมเลย แล้วบ้านเมืองจะอยู่อย่างไร

รับร่าง เพราะม่ายต้องการให้เศรษฐกิจของประเทศไทยเป็นอยู่ อย่างตอนนี้

เผด็จการ บางทีมันก้อทำให้คน เป็น “คน” ขึ้นกว่าเดิมนะคับ
ลองดูคนไทยทุกวันนี้สิคับ
มัน “แย่ลง” คำนี้คงม่ายต้องให้คำจำกัดความใช่มั้ยหละคับ

ผม เซงมากคับ

เรียนมาจนถึงระดับ ด๊อก เหมือนกัน แต่ไม่ใช่ด้าน รัฐศาสตร์หรือนิติศาสตร์ คิดว่า สังคมทุกวันนี้มีการตรวจสอบกันอยู่ตลอดเวลา (อยุธยาไม่สิ้นคนดี) ในรุปแบบก็ใดรูปแบบหนึ่ง ผลเกิดจากเหตุ และ”ฟ้ามีตา”

วัฏจักรการเมืองของชาติใด ก็อยู่บนบริบทของชาตินั้น ไม่ใช่บริบทของอังกฤษ ประชาธิปไตยไม่ได้หมายเพียงการเลือกตั้งเท่านั้น เลือกมาแล้วหากได้คนหน้าเดิมซื้อเข้ามา ก็เป็นเผด็จการแบบถูกกฎหมาย

ทำไมบางคนถึงได้กล่าวหาคนอื่นเพียงให้สะใจเท่านั้น ทั้งที่ยังไม่รู้จริงซักอย่าง ทหารก็คนไทยนะครับ อย่าลืมว่าที่ผ่านมาเราอยู่ภายใต้อิทธิพลทางเศรษฐกิจของต่างชาติที่ตักตวงทุกอย่าง ไปแบบไร้ศักศรี

จะรับ หรือไม่รับ มันเรื่องของคุณ เราน่าจะรู้แล้วนิว่า นิสัยคนไทยมันเป็นอย่างไร?

เอาอย่าง่ายๆ จากสถิติที่ว่าคนไทยเฉลี่ยแล้ว อ่านหนังสือ แค่ 3บรรทัด ผมจำได้ พูดกันปากต่อปากมาก

นับภาษาอะไรกับคนตาดำๆ จับจอบ จับเสียม หาเช้ากินค่ำ ทำงานกะ 8 ชั่วโมง ว่างงานเดิน เตะฝุ่น จะถามว่า ได้อ่าน หนังสือปกเหลืองที่ส่งตามบ้านอ่ะ อ่านยัง!? อ่านกันยัง? ก่อนที่จะไป การับไม่รับเนี้ย?

และก็ ผมจะเซ็ง กำความคิดที่ว่า จะไม่รับ (ร่าง)รัฐธรรมนูญ นี้ เพราะ มันของโจรบ้าง เผด็จการบ้างล่ะ ?

ไอผมก็มีการศึกษาบ้างล่ะนะ พอแยกออกอยู่หรอกว่า อันไหน ประชาธิปไตย หรือ เผด็จการ ช่วย บอกข้อได้ไหม? ข้อไหนมันส่อถึงเผด็จการ ไม่ชอบธรรมตามระบอบ ประชาธิไตย ช่วยหน่อยเหอะ.

ผมจะได้รู้สักที

ตอนนี้รู้แค่ว่า เราทะเลาะ ก็เพราะ ขัดผลประโยชน์กัน มันไม่ใช่เพื่อ ประเทศ หรือ ประชาชนหรอก.

ผ่านแล้วอ่ะ ทำไงดี

ขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่ไปลงรับรัฐธรรนูญ นะครับ

รับร่างรัฐฯดีกว่า ไม่อยากต้องออกไปรบเองไม่อยากอยู่ในกฏระเบียบวินัยไม่อยากฝึกหนักเหนื่อยร้อนหิวเมื่อยเจ็บทรมานไม่อยากต้องใช้ความอดทนสูงๆ ไม่อยากได้รับเงินเดือนน้อยทั้งที่จบ ป.ตรี ไม่อยากอัตคัดขัดสนหนี้สินล้นพ้นตัว เพราะรู้ตัวเองดีว่าทำไม่ได้แน่ๆ ใครอยากเก่งก็เลือกไม่รับร่างฯ ก็แล้วกัน

Leave a response

Your response:

หมวดหมู่