Posted by: Jess | พฤศจิกายน 30, 2008
เปลือยหัวใจดร.ทักษิณกับArabian Business: หากมีปัญญาก็จับผมให้ได้สิ(Catch me if you can)

หลังจากที่เราได้อ่านคำสัมภาษณ์ของดร.ทักษิณ ชินวัตรแบบเรียกน้ำย่อยในหนังสือพิมพ์ชั้นนำของดูไบอาระเบียน บีสเนส(ArabianBusiness) มาก่อนหน้านี้สองครั้งคือในบทความที่ชื่อว่า “Ex-Thai PM hits out at UK” หรือ “อดีตนายกฯไทยปล่อยหมัดสวนอังกฤษ” ฉบับประจำวันที่ 24 พฤศจิกายนและอีกครั้งในวันที่ 25 พฤศจิกายนกับบทความที่มีชื่อว่า Shinawatra: ‘I am the victim’ หรือ ชินวัตร: “ผมเป็นเหยื่อ”
มาในวันนี้ทางอาระเบียน บีสเนส(ArabianBusiness)ได้ลงบทสัมภาษณ์แบบเต็มๆมาให้คนไทยได้อ่านความในใจของท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตผู้นำไทยที่คนไทยไม่สามารถรักษาไว้ได้อีกท่านหนึ่งอีกครั้ง โดยพาดหัวบทความว่า “Catch me if you can” แปลเป็นไทยได้ว่า “หากมีปัญญาก็จับผมให้ได้สิ“ที่ลงตีพิมพ์ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน 2551
แปลและเรียบเรียงโดยThinking in ink
หากมีปัญญาก็จับผมให้ได้สิ
สัมภาษณ์โดย อานีล บอยรูล อาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน 2551
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วประเทศไทยตกเข้าสู่ภาวะความโกลาหลวุ่นวายเมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงนับหมื่นคนเข้าปิดล้อมอาคารรัฐสภาฯเพื่อขับไล่รัฐบาลที่พวกเขากล่าวหาว่าเป็นรัฐบาลหุ่นเชิดของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร
นับตั้งแต่เขาถูกขับพ้นจากตำแหน่งจากการรัฐประหารแบบไม่เสียเลือดเนื้อเมื่อปี 2549 ต่อมาวีซ่าอังกฤษของเขาถูกเพิกถอน ตามด้วยภรรยาของเขาจดทะเบียนหย่าขาดจากเขาและมีคำพิพากษาอันเป็นที่น่ากังขาตัดสินจำคุกเขาเป็นเวลา 2 ปีในข้อหาทุจริตคอรัปชั่นที่คอยเขาอยู่ที่บ้านเกิด มาวันนี้คุณทักษิณได้ให้สัมภาษณ์กับอาระเบียน บีสเนสเป็นครั้งแรกในรอบ 18 เดือน
หากคุณทักษิณ ชินวัตรกำลังมีความรู้สึกโกรธ เขาก็ไม่แสดงมันออกมาให้เห็น ทางการไทยได้ออกหมายจับอดีตนายกรัฐมนตรี อังกฤษก็เพิ่งเพิกถอนวีซ่าของเขาและประเทศตะวันตกบางประเทศก็เอาตัวเองออกห่างจากชายผู้นี้ที่ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยยกยอให้เป็นพันธมิตรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขาในเอเชีย แต่ทั้งหมดที่คุณทักษิณทำได้ก็แค่ยักไหล่ไม่สนใจ
“คุณรู้ไหมครับว่าในโลกนี้มีทั้งหมดกี่ประเทศ? 197 ประเทศและมีเพียง 17 ประเทศเท่านั้นที่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับประเทศไทย” เขากล่าวพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ “ที่ดียิ่งไปกว่านั้นอีกก็คือว่ามีเพียงแค่ 10 ประเทศที่ทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับไทยมีการนำมาบังคับใช้จริงๆ คุณไม่ต้องห่วงผมหรอกผมยังมีอีกหลายประเทศที่ให้ที่พักพิง”
ดูไบเป็นหนึ่งในประเทศดังกล่าวที่คุณทักษิณมาพักอาศัยอย่างผาสุขสะดวกสบายในโรงแรมหรูระดับห้าดาวแห่งหนึ่งของเอมิเรตส์ เขาอาจรู้สึกอยู่ในช่วงที่ผ่อนคลายด้วยจากที่ชีวิตยุ่งวุ่นวายตลอดปี 2551 สำหรับผู้ชายคนนี้ซึ่งเป็นคนแรกที่ถูกเสนอชื่อดำรงตำแหน่งทางการเมืองสูงสุดหลังได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งเมื่อปี 2544 อย่างถล่มทลาย
เขาถูกโค่นอำนาจในการทำรัฐประหารอย่างไม่เสียเลือดเนื้อเมื่อสองปีที่แล้วขณะที่กำลังเข้าร่วมประชุมที่องค์การสหประชาชาติในมหานครนิวยอร์ค หลังจากต้องเผชิญกับการชุมนุมประท้วงใหญ่ต่อต้านรัฐบาลเป็นเวลาหลายเดือน จากนั้นเขาได้ไปลี้ภัยอยู่ในอังกฤษที่ซึ่งเขาซื้อสโมสรพรีเมียร์ลีกแมนเชสเตอร์ ชิตี้
หลังจากที่พรรคพลังประชาชนของเขาชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้นเมื่อปี 2550 และพันธมิตรของเขาได้จัดตั้งรัฐบาลที่มาตามระบอบประชาธิปไตยขึ้นใหม่ คุณชินวัตรเดินทางกลับประเทศช่วงต้นปี 2551 เพื่อเผชิญกับข้อหาฉ้อโกงในชั้นศาล อย่างไรก็ตามเขาและภริยาไม่ได้ไปรายงานตัวตามหมายเรียกศาล พวกเขาถูกตัดสินว่ามีความผิดในการพิจารณาคดีลับหลังจำเลยและการถูกคุมขังในเรือนจำที่กรุงเทพฯก็รอพวกเขาอยู่หากเขาทั้งสองกลับไป
ทางอังกฤษได้อายัดทรัพย์สินมูลค่า 4 พันล้านเหรียญสหรัฐฯของเขา บังคับให้เขาต้องขายทีมสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ให้แก่ชีค แมนซัวร์ของอาบู ดาบี แถมวีซ่าอังกฤษยังมาถูกเพิกถอนก็เพิ่มปัญหาอันน่าปวดหัวให้กับเขาอีก อ้อ..และภรรยาของเขาก็จดทะเบียนหย่าขาดจากเขามื่อสัปดาห์ที่แล้ว
เขากล่าวว่า “มันยุ่งจริงๆในช่วง 2-3 เดือนมานี้” พร้อมหัวเราะกับสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของตนเองและมันยุ่งยิ่งกว่าเก่าเมื่อคุณชินวัตรเปิดเผยว่าเขาตั้งใจหวนคืนสู่เวทีการเมือง ไหนจะรับมือกับภาวะความยากจนของโลก, จัดระบบประกันสุขภาพในภูมิภาคตะวันออกกลางขึ้นใหม่และแม้ว่าเขาจะอยู่ในช่วงปฎิบัติภาระกิจอย่างต่อเนื่องแต่เขาก็ได้ก่อตั้งมูลนิธิขนาดใหญ่ขึ้นมาอันหนึ่งเพื่อเฝ้าติดตามดูแลภูมิภาคอาซียนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงิน
งานที่ยากลำบากจริงๆที่อยู่บนสุดของ “บัญชีรายการที่คุณชินวัตรต้องทำ” ก็คือแผนการหวนคืนสู่เวทีการเมือง เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม2551 ที่ผ่านมา 5 ใน 9 องค์คณะผู้พิพากษาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีมติให้คุณทักษิณต้องคดีความผิดในข้อหาผลประโยชน์ทับซ้อนและสั่งลงโทษจำคุกเขาเป็นเวลา 2 ปี
ผู้พิพากษาวินิจฉัยว่าคุณชินวัตรมีอำนาจสูงสุดในการกำกับดูแลกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงินซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่ในการรับซื้อหลักประกันของธนาคารและสัญญาจำนอง ภรรยาของคุณทักษิณชนะการประมูลจัดซื้อที่ดินแปลงหนึ่งที่มีกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเป็นเจ้าของในปี 2546 และศาลได้วินิจฉัยว่าการจัดซื้อที่ดินของภรรยาเขาถูกกระทำในนามของตัวเขาเอง ดังนั้นจึงเป็นการกระทำที่ครบองค์ประกอบความผิดฐานเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นฯ
การต้องโทษจำคุกสองปียังรอเขาอยู่หากเขากลับไป ไม่ต้องพูดถึงรายชื่อศัตรูทางการเมืองที่ยาวเหยียดของเขาที่อยากเห็นการกลับมาของเขาอย่างถาวร การกลับคืนสู่บ้านเกิดดูเหมือนมิใช่เป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ชาญฉลาดเลย
เขากล่าวย้ำว่า “ผมไม่มีทางเลือกในตอนแรกหลังจากที่ผมถูกขับออกจากตำแหน่ง ภรรยาของผมขอร้องไม่ให้ผมกลับไปเล่นการเมืองอีก เธอไม่ชอบการเมืองและทั้งครอบครัวก็ได้ประสพสภาวะที่ยากลำบากมามากมายดังนั้นผมจึงไม่อยากกลับไปเล่นการเมืองอีก“
เขากล่าวสำทับว่า “แต่ในตอนนี้ผมถูกต้อนเข้ามุมเพราะประเทศไทยตกต่ำลงมาก มันไม่เหลือความมั่นใจอีกแล้วความไว้ใจระหว่างประชาคมนานาชาติไม่อยู่ที่นั่นคนจนในชนบทกำลังลำบาก ถ้าผมได้บริหารประเทศผมจะนำความมั่นใจกลับสู๋ไทยอย่างรวดเร็วและนั่นก็คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงต้องหากลไกที่จะทำให้ผมกลับไปเล่นการเมืองได้อีก“
แล้วภรรยาของเขาคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร?
“เธอหย่าขาดจากผม” เขาตอบอย่างสั้นๆห้วนๆ เป็นอันว่าปิดการสนทนาในเรื่องนี้
เขายอมรับว่าการกลับไปในตอนนี้อาจเป็นเรื่องที่เสี่ยงมากเกินไปแต่ก็ยืนยันว่า “เวลาอยู่ข้างผม” เมื่อสัปดาห์ที่แล้วกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลจำนวนนับหมื่นเคลื่อนขบวนไปที่รัฐสภา
กลุ่มผู้ประท้วงพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) ได้เข้ากีดขวางถนนทุกสายที่มุ่งสู่รัฐสภาฯและปิดล้อมอาคารของรัฐหลังอื่นๆไว้ด้วยเป็นการตอบโต้เหตุโจมตีด้วยลูกระเบิดที่ถูกโยนลงกลางที่พักของกลุ่มผู้ประท้วงเป็นเหตุให้ผู้ประท้วงคนหนึ่งเสียชีวิตเมื่อต้นเดือนนี้ทำให้สส.ต้องยกเลิกการประชุมสภาฯ
เหตุการณ์ความรุนแรงปะทุพุ่งขึ้นและขณะที่อาระเบียน บีสเนส(Arabian Business) กำลังลงตีพิมพ์ต้นฉบับอยู่นี้ ผู้บัญชาการกองทัพของไทยได้เรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาฯและจัดให้มีการเลือกตั้งขึ้นใหม่ สถานการณ์แทบไม่เป็นใจต่อการกลับไปของอดีตนายกรัฐมนตรีเลย
เขากล่าวว่า “ผมสามารถอยู่ที่นี่ได้และทำธุรกิจด้วย สนุกสนานกับชีวิตนิดหน่อยแต่ผมต้องกลับไปเพื่อประชาชนของผมและผู้สนับสนุนผมซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนยากจนหรือคนชั้นกลาง”
เขากล่าวต่อไปว่า “ในอดีตคนจนมองไม่เห็นอนาคต พวกเขาเห็นแต่เพียงอดีตที่ขมขื่นและที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเท่านั้นหลังจากที่ผมได้เป็นนายกรัฐมนตรี ผมได้ให้ความหวังกับพวกเขาและนำความมีชีวิตชีวากลับมาให้พวกเขาอีกครั้งจนพวกเขามองเห็นอนาคตสำหรับลูกหลานของพวกเขาที่มีโอกาสได้เข้าเรียนและเก็บเกี่ยวพืชผลทางการเกษตร พวกเขามีความสุข แม้กระทั่งคนขับรถแท็กซี่ก็มีความสุขและผมเป็นผู้นำระบบเศรษฐกิจกลับคืนสู่สภาพปกติ“
แต่เขาจะกลับไปเป็นนายกรัฐมนตรีได้อีกครั้งจริงๆหรือ? คุณชินวัตรยืนยันว่ามันก็อาจเกิดขึ้นได้
โดยเขาอธิบายว่า “รัฐประหารยังไม่หายไปไหนมันเปลี่ยนร่างจากการรัฐประหารโดยทหารมาเป็นรัฐประหารโดยตุลาการ ผมคิดว่าหลายๆอย่างขึ้นอยู่กับพลังอำนาจของประชาชนถ้าพวกเขารู้สึกว่าลำบากมากและพวกเขาต้องการให้ผมกลับไปช่วยเหลือพวกเขา ผมก็จะกลับ“
“หากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรู้สึกว่าผมมีประโยชน์ผมจะกลับและพระองค์อาจจะทรงพระราชทานอภัยโทษให้แก่ผม แต่ถ้าพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าผมช่วยอะไรไม่ได้และประชาชนไม่ต้องการผม ผมก็จะอยู่ที่นี่และทำธุรกิจต่อไปผมจะใช้ชีวิตของผมอยู่กับหมู่มิตรสหาย“
วันนี้คุณชินวัตรอยู่ที่อ่าวเปอร์เซีย กำลังสร้างมิตรภาพอย่างแนบแน่นกับผู้นำทางการเมืองและธุรกิจในภูมิภาคขึ้นอีกครั้งเขากล่าวว่าเขารู้สึกเป็นที่ต้อนรับเป็นอย่างมาก ไม่เหมือนที่อังกฤษที่หลายคนแปลกใจกับการตัดสินใจของรัฐบาลอังกฤษที่เพิกถอนวีซ่าของเขา ในตอนนี้เขาเลือกใช้คำอย่างระมัดะวังแต่ยังคงความไม่ประทับใจในเหตุการณ์การจากมาของเขาอย่างเห็นได้ชัด
เขากล่าวเสริมว่า “ผมคิดว่าอังกฤษเป็นประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตยอย่างพร้อมสรรพและเขาควรจะเข้าใจว่าผมเป็นเหยื่อของรัฐประหาร ผมเป็นเหยื่อของลัทธิเผด็จการแม้จะมีคำตัดสินของศาลออกมาว่าผมต้องคดีความผิดแต่นั่นก็คือผลจากต้นไม้พิษ ต้นไม้ทั้งต้นเป็นพิษและผมคือ ผลของต้นไม้พิษนั่น คณะรัฐประหารเป็นคนที่ปลูกต้นไม้พิษนี้”
เขากล่าวสำทับว่า “อังกฤษต้องเข้าใจให้ดีกว่านี้แต่โชคร้ายที่ทางอังกฤษมัวแต่ยุ่งเรื่องตัวเองเลยลืมระบบคุณค่าประชาธิปไตยไป”
“ผมไม่ได้ใส่ใจมากนัก ผมขอบคุณเขาเพราะผมเคยไปอยู่ที่นั่น ผมซื้อทีมฟุตบอลจากนั้นก็ขายมันทิ้งและได้เงินมาบางส่วนจากการขายดังกล่าว เขาให้สถานที่สำหรับพักอาศัยแก่ผมแม้จะเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆก็ตาม ลูกๆของผมก็เข้าเรียนที่นั่น แล้วสักวันหนึ่งทางอังกฤษจะเข้าใจดีกว่านี้และเขาจะต้องรู้สึกเสียใจในสิ่งที่เขาได้ทำลงไปเพราะเขาไม่ให้ความเคารพในระบบคุณค่าประชาธิปไตยของเขาเอง” เขากล่าว
แล้วคุณชินวัตรจะทำอะไรต่อไป?
หากเอาปัญหาเรื่องการเมืองเก็บพับไว้ก่อน คุณชินวัตรมุ่งเป้าไปที่การแก้ปัญหาความยากจนในภูมิภาคเอเชีย เขาพูดถึงสภาพความเป็นอยู่ของคนจนด้วยความกระตือรือร้นและแจกแจงอธิบายถึงมาตรการที่เขาเคยนำมาใช้ในช่วงการบริหารงานของเขาในประเทศไทยและมาตรการเหล่านั้นทำงานได้ผลอย่างไร แผนงานเร่งด่วนที่สำคัญที่สุดของเขาคือ ระบบประกันสุขภาพ ในช่วงการทำหน้าที่เป็นผู้นำของเขานั้น คุณทักษิณไม่ยอมเสียเวลาไปกับการแนะนำระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าแบบใหม่ที่ต้องจ่ายเพียง 3 ดีแรห์มต่อเดือน
เขากล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า “อย่างน้อยคนจนกว่า 18 ล้านคนก็พึงพอใจกับแผนประกันสุขภาพที่ครอบคลุม หากพวกเขากำลังจะมีบุตร 1 คน พวกเขาก็จ่ายเพียง 3 ดีแรห์มและ 3 ดีแรห์มสำหรับค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดหัวใจ ผมได้เข้าไปจัดระเบียบการบริหารงบประมาณทางด้านสาธารณะสุขใหม่ทั้งหมดและจัดสรรเงินงบประมาณจำนวนหนึ่งให้กับโรงพยาบาลทุกๆโรง”
เขากล่าวเสริมว่า “เราได้เพิ่มจำนวนเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์มากขึ้นและยังจัดสร้างศูนย์สุขภาพที่ยอดเยี่ยม ในตอนนี้พวกเขาสามารถเข้าถึงการบริการอย่างเดียวกันเช่นเดียวกับคนอื่นๆไม่สำคัญว่าพวกเขาจะจนแค่ไหน”
เขาวางแผนที่จะทำอย่างเดียวกันกับที่นี่หรือไม่?
ผมคิดว่าหากผมสามารถจัดระบบการบริหารในรัฐบาลของสาธารณะอาหรับเอมิเรตส์ขึ้นใหม่ได้ ผมจะทำอย่างเดียวกัน ผมจะนำผู้เชี่ยวชาญชุดเดียวกันที่เคยทำงานกับผมมาก่อน ผมจะไม่เพียงให้แค่วีธีการปฎิบัติดูแลรักษาเท่านั้นแต่ยังเน้นถึงมาตรการป้องกันอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น การให้ความรู้เรื่องการโภชนาการและคำแนะนำอื่นๆเรื่องการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพที่ดี
คุณชินวัตรยืนยันว่าเขาอาจเพิ่มจำนวนแพทย์ประจำครอบครัวและจัดตั้งคลีนิครักษาโรคในเขตใกล้บ้านเพื่อไม่ต้องพึ่งพาการรักษาในโรงพยาบาลแต่เพียงอย่างเดียวและเพิ่มความสะดวกสบายให้กับคนไข้กว่า 80 % ที่ป่วยไม่ถึงขั้นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจริงๆ รวมไปถึงการพัฒนาปรับปรุงการบริการด้านประกันสุขภาพในเอมิเรตส์ด้วย คุณชินวัตรยังได้รวบรวมข้อเสนอในรายละเอียดในการแก้ไขปัญหาความยากจนในระดับที่กว้างขึ้นเข้าไว้ด้วยกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขาต้องการให้รัฐบาลใช้งบประมาณส่วนเกินในการจัดตั้งเงินกู้ขนาดย่อมให้กับคนยากจน แบบเดียวกับที่โมฮัมหมัด ยูนุสผู้ชนะเลิศรางวัลโนเบลชาวบังคลาเทศได้บุกเบิกไว้ (คือก่อตั้งธนาคารกรามีนเพื่อผู้ยากไร้แห่งแรกของโลก – ผู้แปลเพิ่มในรายละเอียดเอง)
ธนาคารประชาชนของไทยที่ปล่อยกู้ให้กับคนจนที่อัตราดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 2.5% ประสพความสำเร็จอย่างใหญ่หลวงและคุณชินวัตรต้องการนำหลักปฎิบัติอันนี้มาขยายใช้ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย
เพื่อบรรลุความฝันนี้ เขาได้ก่อตั้งมูลนิธิขึ้นมาใหม่โดยใช้ชื่อว่า “มูลนิธิสร้างอนาคตที่ดีกว่า“
เขาอธิบายต่อไปว่า “ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมหมายถึงอะไร? มันหมายถึงว่าคุณต้องการทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยขึ้นมา คนจนไม่มีทางเลือกแต่ต้องอยู่กับเศรษฐกิจแบบทุนนิยมแต่พวกเขาไม่มีทุนในการทำมาหากิน พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ ถ้าหากคุณให้โอกาสพวกเขาเข้าถึงแหล่งทุนได้ มันจะเปลี่ยนทุกอย่าง“
คุณชินวัตรย้ำว่าปัญหาความยากจนเป็นปัญหาหนึ่งซึ่ง “ถูกเข้าใจผิด” มาโดยตลอดในอดีตที่ผ่านมา “หลายประเทศส่วนใหญ่ได้นักการเมืองรุ่นลายครามที่เจนจัดทางการเมืองมาบริหารประเทศ” เขาชี้ว่า “ดังนั้นสิ่งที่ขาดหายไปคือการบริหารจัดการ การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจและกฎหมาย นักการเมืองจึงไม่มีความเข้าใจว่าจะบริหารองค์กรอย่างไร”
“ในฐานะที่เป็นนักธุรกิจที่มีประสพการณ์ ผมคิดว่าผมจะนำการบริหารจัดการแบบใหม่มาสู่รัฐ” เขากล่าวต่อไปว่า “มันได้รับการพิสูจน์มาแล้วว่ามันทำงานได้ผลดีในประเทศไทยแต่พวกเขาไม่ปล่อยให้ผมอยู่บริหารนานเกินไป หากผมอยู่บริหารจนครบสมัย 8 ปี ผมคิดว่าผมสามารถสร้างความแตกต่างครั้งใหญ่ขึ้นได้“
เหตุที่เขาตั้งแผนการไว้มากมาย มันยากที่จะบอกว่าแผนการในอนาคตอันใดที่คุณชินวัตรจะเลือกลงมือทำก่อน เขากล่าวด้วยความรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างหาที่สุดมิได้ต่อชีค แมนซัวร์ของอาบู ดาบีในการวางแผนเข้าซื้อกิจการของสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้โดยกล่าวว่าเขาขายสโมสรแต่ได้ “เพื่อนที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง” มาแทนแม้สุดท้ายแล้วเขามองหาหนทางในการกลับบ้าน เขาก็ไม่กล่าวขอโทษและแสดงความเสียใจเกี่ยวกับเรื่องราวในอดีต
“ผมไม่สามารถอาศัยอยู่ในประเทศของตนเองได้ มีความพยายามในการลอบสังหารหลายครั้งและครอบครัวของผมก็ต้องอยู่กันคนละทิศละทางเพราะพวกเราทั้งครอบครัวต้องอาศัยอยู่คนละประเทศ ผมเสียใจในผลที่เกิดขึ้นแต่ไม่ใช่ในสิ่งที่ผมได้ลงมือทำไปแล้ว คุณเห็นหรือเปล่าว่าผมรักคนไทยแค่ไหน“
Catch me if you can
by Anil Bhoyrul on Sunday, 30 November 2008
Thailand descended into chaos as tens of thousands of protesters surrounded parliament in a bid to drive out the government it accuses of being puppets of former Prime Minister Thaksin Shinawatra.
Since he was ousted in a bloodless coup in 2006, his UK visa has been revoked, his wife has divorced him and a controversial two-year jail sentence for corruption awaits him in his home country. In his first interview in 18 months, he speaks to Arabian Business.
If Thaksin Shinawatra is feeling the heat, then he’s not showing it. Thailand has an arrest warrant out for its former prime minister. The UK has just revoked his visa, and some Western countries are distancing themselves from the man they once championed as their greatest ally in Asia. And yet all Shinawatra can do is shrug.
“Do you know how many countries there are in the world? There are 197. And only 17 have an extradition treaty with Thailand,” he notes with a thin smile. “Better still, only 10 of those treaties are active. So, don’t you worry about me, I still have many places to stay.”
The poor have no choice but to live in a capitalist economy, but they have no capital. They have no access to it. If you give them that access, it changes everything.One such place is Dubai, where Shinawatra is resting comfortably in one of the emirate’s top five-star hotels. He might feel entitled to a break, too, as it has been a busy 2008 for the man first nominated to Thailand’s top office in a landslide election victory in 2001.
Two years ago he was overthrown in a bloodless coup while visiting the UN in New York. Exiled after months of massive anti-government protests, he ended up in the UK, where he bought Premier League football club Manchester City.
After the 2007 election, in which his new People Power Party won a healthy majority, and the forming of a new democratic government by his allies, Shinawatra returned in early 2008 to face his corruption charges in legal courts. However, he and his wife skipped bail – they were convicted in absentia, and a lengthy stay in a Bangkok jail awaits them if they return.
The UK froze his reputed $4bn of assets, forcing him to sell Manchester City to Abu Dhabi’s Sheikh Mansour. To add to his troubles, his UK visa was revoked – oh, and his wife divorced him last week.
“It’s been a busy few months,” he says, laughing at his own predicament. And it’s about to get even busier, as Shinawatra reveals he intends to make a comeback in politics, tackle global poverty, reorganise the Middle East’s healthcare system – and while he’s at it, establish a sizeable foundation to look after Asians hit by the financial crisis.
The really tricky one on the above ‘Shinawatra to-do list’ is return to politics. On October 21, 2008, five members of a nine-member special bench of the Supreme Court found him guilty of a conflict of interest and sentenced him to two years in jail.
The judges found that Shinawatra had ultimate oversight over the Financial Institutions Development Fund, a government-run agency that bought up bank collateral and mortgages. Shinawatra’s wife won a competitive auction for a piece of land owned by the FIDF in 2003, and the judges found that his wife’s purchase of the land was done on his behalf, thus constituting a conflict of interest.
Given the two-year jail term that awaits him upon his his return – not to mention a long list of political enemies who would like to see the back of him for good – a return to his homeland doesn’t sound like the wisest move.
“I have no choice,” he insists. “In the beginning after I was ousted, my wife asked me not to go back to politics. She didn’t like politics, and the whole family went through a lot of hardship so I didn’t go back.
“But now I have been cornered because the country is going down deeply,” he continues. “The confidence is not there; the trust among the foreign community is not there; the poor people in rural areas are in difficulty.
With me at the helm I can bring confidence quickly back to Thailand, and that is why we have to find a mechanism under which I can go back into politics.”
What does his wife think about this? “She has divorced me,” he responds, bluntly – end of subject.
He admits that going back now would be too risky, but insists that “time is on my side”. Last week tens of thousands of anti-government protesters marched on Thailand’s parliament.
The protesters, from the People’s Alliance for Democracy (PAD) blocked all streets leading to parliament and besieged other state buildings, forcing MPs to cancel their business, in response to a grenade attack on the protester’s camp that killed one of their supporters earlier this month.
Violence flared and as Arabian Business went to press, the head of Thailand’s army had asked the government to dissolve parliament and call new elections – circumstances hardly conducive to a return for the former prime minister.
“I can stay here and do some business, enjoy life a bit. But I have to go back for my people and my supporters, most of whom are poor or middle class,” he says.
“In the past the poor didn’t see the future – they only saw the bitter past and short present,” he continues. “After I became PM I gave them hope, I brought them freshness. They saw a future for their children to go to school and for their crops. They were happy – even taxi drivers were happy – and I brought the economy back to normal.”
But could he really be PM again? Shinawatra is adamant that it could happen.
“The coup is still there – it has been transformed from a military coup to a judicial coup,” he explains. “I think a lot depends on the power of the people – if they feel they are in hardship and they need me to help them, I will go back.
“If the King feels I can be beneficial I will go back and he may grant me a royal pardon,” he continues. “If they don’t need me and the King feels I can make no difference then I will stay here and do business. I will live my life with friends.”
Today Shinawatra is in the Gulf rekindling close friendships with business and political leaders in the region. He said he has been made to feel very welcome, unlike in the UK, where many were surprised by the British government’s decision to revoke his visa. Now, he chooses his words carefully, but remains singularly unimpressed at the circumstances of his departure.
“I think the UK is a mature democratic country, and they should understand that I am the victim of the coup d’etat,” he maintains. “I am the victim of dictatorship, even though there was a court verdict.
“But that is like the fruit on the poisoned tree – the whole tree has been poisoned and I am the fruit. The tree was planted by the military coup,” he says, adding: “England must understand better but unfortunately they are now busy with their own problems so they forgot about democratic values.
“I don’t care, though – I thank them because I went there, I bought a football club then sold it and made some money in the process,” he says. “They gave me a place to stay, even though it was short-term. My children went to school there.
One day, they will understand better, and they will feel sorrow for what they have done because they have not respected their own democratic values.”
So what next for Shinawatra? Putting his political problems aside, Shinawatra is focused on tackling poverty in Asia. He speaks passionately about the plight of the poor, and details the measures he took during his reign in Thailand – and how they worked. Top of his agenda is healthcare. During his premiership, Shinawatra wasted no time in introducing a new system of blanket healthcare insurance for the equivalent of just 3 dirhams a month.
“At least 18 million poor people can now enjoy full healthcare,” he says proudly. “If they are having a baby they pay just 3 dirhams. For heart surgery, 3 dirhams. I re-managed the whole public health budget and allocated set amounts to every hospital.
“We added more equipment and built centres of excellence. Now they can get the same service as anyone else, regardless of how poor they are,” he adds.
Does he plan to do the same here? “I think if I can re-manage for the UAE government, I will do exactly the same. I will bring in the same experts who used to work with me. I will not just give treatment but also preventive measures – for example, there is a lot that can be done with nutrition and other advice on healthy living.”
Shinawatra insists that he would increase the number of family doctors available, and also establish clinics nearer to housing districts, in order to free up hospital resources and make life easier for the 80 percent of patients who do not actually require hospital treatment.
As well as improving healthcare services in the emirates, Shinawatra is also putting together his own detailed proposals for tackling poverty on a wider scale.
In particular, he wants governments to use their surpluses to create micro-loans for the poor, in the same way that they were pioneered by Nobel Prize winner Muhammad Yunus, in Bangladesh.
Thailand’s People Bank, giving the poor small loans at just 2.5 percent, has been a huge success and Shinawatra wants to extend the principle across Asia.
In order to achieve this dream, he has launched a new foundation, named ‘Building a Better Future’.
“What does the capitalist economy mean? It means you need capital to create wealth,” he explains. “The poor have no choice but to live in a capitalist economy, but they have no capital. They have no access to it. If you give them that access, it changes everything.”
Shinawatra insists that the poverty issue is one that has been “misunderstood” in the past. “Most countries are run by veteran politicians who only have experience of politics,” he points out. “What is missing is management. Politics is about power and law – politicians don’t understand how to run an organisation.
“As an experienced businessman I think I bring some modern management to the government,” he continues. “It proved to work well in Thailand but they didn’t let me stay that long. If I had stayed the full eight years I think I could have made a big difference.”
With so much on his agenda, it is hard to say what the future holds for Thaksin Shinawatra. He expresses deep gratitude to Abu Dhabi’s HH Sheikh Mansour for engineering the takeover of Manchester City, saying he sold a club but gained “a great friend”. Above all, though, he is looking to go home. He makes no apologies, and has no regrets, about the past.
“I cannot live in my own country. There were many assassination attempts, and my family has been broken up because we all have to live in different countries. I regret the result, but not what I have done. You see, I love the Thai people.”






อย่างน้อยในหลาย ๆ แนวคิดของท่านน่าจะสื่อถึงนักการเมืองในพรรคที่อยู่เมืองไทย ได้ไตร่ตรองลองนำไปปฏิบัติ เพื่อประโยชน์สุขของคนไทยทั้งมวล เชื่อว่าจะเป็นสิ่งที่ประเสริฐ ขณะที่ท่านอยู่ต่างประเทศ แต่ก็ยังสามารถสร้างคุณูปการให้แก่ประเทศชาติได้ไม่แพ้อดีต ปัญหาประเทศไทยไม่มีอะไรมาก เราขาดเพียงการมองปัญหาที่เป็นต้นน้ำ แต่ได้ส่งผลกระทบแตกสาขาไปยังปลายน้ำเป็นผลต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่หากประมวลแก้ที่ต้นน้ำแล้ว สามารถประหยัดงบประมาณ ทรัพยากรมวลรวม เวลา แรงงาน ได้อย่างมากมายมหาศาล คงจำเป็นต้องอาศัยท่านแจ้งแก่ผู้เกี่ยวข้องที่มีอำนาจบริหารพรรค ถึงจะเป็นตัวแทน หรือนอมินีก็จัดว่าเป็นนอมินีที่ดี และไม่มีใครปฏิเสธอย่างแน่นอน ขอบคุณเป็นอย่างยิ่งหากเป็นไปได้จริง คนไทยจะได้พ้นทุกข์จากวิบัติกรรมความขัดแย้งจากกลุ่มก๊วนขาประจำต่าง ๆ ของท่านเสียที
By: เหนือคน on ธันวาคม 5, 2008
at 12:07 am
เรียน ท่านนายกทักษิณ
ท่านครับ ผมไม่สงสัยเลยสักนิดว่าทุกอย่างที่ท่านทำ ทำไมมันถึงได้แทรกเข้าไปอยู๋ในหัวใจของประชาชนคนไทย เพราะทุกอย่างที่ท่านคิด และทำ ล้วนต้องการให้คนจนได้มีโอกาสในการสร้างชีวิตของตนเอง ให้พ้นจากความทุกข์ยากที่ผ่านมาเป็นร้อยๆ ปี
ท่านจะเป็นนายกของผมตลอดไป
อินทัศน์
By: Inthad on ธันวาคม 18, 2008
at 5:38 am
เรียน ท่านอดีตนายก
ผมและกลุ่มเพื่อนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือขอเป็นกำลังใจ
และให้ท่านอดทนซักระยะเมื่อเมฆหมอกสลายไปวันนั้นก็จะเป็น
วันที่ฟ้าสดใสและมีรอยยิ้มตลอดไป…….เชื่อว่าท่านทำได้
By: คนระดับกลาง on ธันวาคม 18, 2008
at 9:47 am
กลุ่มเพื่อนเนวินไม่น่าแยกตัวออกไปเลย
ณ วันนี้ แผนบันได 4 ขั้น ของ คมช. สำเร็จแล้ว
แม้ต้องใช้เวลาอีกกว่าปีหลังการเลือกตั้ง
ผมรู้สึกเคว้งคว้างมาก …
ผมและครอบครัวเลิกดูข่าวการเมืองหรือรายการโทรทัศน์ไปนานแล้ว
เบื่อการบิดเบือนและการสร้างข่าวเท็จ …
มันคงได้ผลกับคนทั่ว ๆ ไป แต่บังเอิญผมเป็นข้าราชการรัฐสภา
จะมีใครรู้จักนักการเมืองได้ดีไปกว่าข้าราชการสภา
… จะทำอะไรก็ทำเถอะครับ …
อย่าให้พวกเรา, ผู้ที่สนับสนุนท่านทักษิณ, ต้องว้าเหว่อีกเลย
By: Theeti on มกราคม 6, 2009
at 4:50 am
เห็นแล้วมันเจ็บปวดไอ้พวกอันธพาลครองประเทศ
By: ooirerair on มกราคม 8, 2009
at 5:56 pm
ท้องฟ้ามืดมัว
อนาคตคนไทยมืดมิด
กฏหมายตกต่ำ
สังคมย่ำแย่
ยาเสพติดกลับมา
เด็กๆติดยา
สมองเยาวชนถูกทำลาย
ปรนะเทศไทยไม่มีทิศทาง
คือความต้องการของพวกเครือข่ายและพวกที่อยู่เบื้องหลังปฎิวัติ2549
ประชาชนคนไทยต้องปลดแอกนี้ให้ได้
ต่อต้านเผด็จการซ่อนเร้น
คือภารกิจของคนไทยทุกคน
By: กรุงเทพมค.2552 on มกราคม 17, 2009
at 10:57 am
ไม่ต้องห่วง เลือกตั้งครั้งหน้า ผมและครอบครัว
ก็จะเลือกพรรคของท่านอีกอีก ประวัติศาสตร์
บันทึกไว้เสมอ ความดีไม่มีวันลืมไปจากหัวใจของคนไทย
เก็บเนื้อเก็บตัวไว้ครับ อีกไม่กีปีเอง หาประสบการณ์จากทั่วโลกมาพัฒนาเมืองไทย
By: สนทิ จิมทองกุน on มกราคม 17, 2009
at 3:07 pm
เรียนท่านทักษิณ หรือกลุ่มธุรกิจทั่วโลก
ผมสุนทร ขอเสนอแผนการทำศูนย์กลางทัวร์อวกาศโลก ในไทยดอนเมือง หรือลาว หรืออียิปต์ หลายสาขา หรือศูนย์กลางโลกที่ไหนก็ได้ ทัวร์อวกาศด้วยดีไซด์เคื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก บรรทุกได้เป็นล้าน ๆ กก. ทัวร์ตั้งแต่ 7 วันขึ้นไป บริการชมวิว แต่งงานลอยฟ้า ปาร์ตี้กล่ม ฮันนี่มูน พักผ่อน ชมกาแลคซี่ หรืออื่น ๆ ราคาถูกบรรทุกได้ทีละมาก ๆ ทั่วโลก + และ ถนนปลอดรถติด ด้วยระบบใหม่ + ระบบการใช้รถไฟฟ้าคล้ายรถยนต์รักษาโลกร้อนได้ร้อยเปอเซนต์ พร้อมระบบใช้ไฟฟ้าวิ่งได้ตลอด 48 ชม.+ การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังน้ำไม่มีเขื่อน ทั้งหมดราคา หนึ่งร้อยล้ายเหรียญอเมริกา 0854043768 รับรองท่านทักษินหรือกลุ่มทำได้ล้านเปอร์เซนต์ ทั่วโลกเชื่อมืออยู่แล้ว ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองท่านให้ปลอดภัยตลอดเวาลาด้วย หรือกรุณาติดต่อท่านให้ผมด้วยครับ ขอบคุณครับ
By: นาย สุนทร ทรัพย์ไพศาลสกุล on มกราคม 28, 2009
at 3:19 am
เรียนท่านอดีตนายก ทักษิณ ชินวัตร. ผมเกิดในประเทศไทยและรักประเทศไทยมาก แต่มีโอกาสมาเรียนต่อต่างประเทศ และก็ได้อยู่จนถึงทุกวันนี้ แต่ผมได้ติดต่อดูการเมืองของประเทศไทยตลอด ผลงานของท่านฝังใจผมมาก เปรียบเทียบกับรัฐบาลที่ผ่านๆมา ท่านทำงานไม่รู้จักเหนื่อย มีเวลาและมีหูให้กับทุกๆคน ใครเดือดร้อนอะไร ช่วยได้ ท่านจะช่วยเสมอและทันทีด้วย ซึ้งใจมากครับ ถึงแม้ผมจะไม่เคยเห็นตัวจริงของท่าน และก็อยากจะเห็นและสัมผัสท่านมากๆ แต่คงยากครับ
ขอให้ท่านอดีตนายกทักษิณ จงสู้ต่อไปเพื่อชาติและประชาชนไทยน่ะครับ . จากประเทศเยอรมัน
By: นายพรดี มีสุวรรณ on กุมภาพันธ์ 3, 2009
at 11:52 am
ทักษิณทรงพระเจริญ
By: นิรนาม on เมษายน 10, 2009
at 10:15 am
ขอองค์ชินวัตรวงศ์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน LONG LIVE THE THAKSIN SHINAVAT เห้ย พวกคุณเป็นอะไรไปกัน!!!! คำนี้ใช้ได้กับกษัตริย์เท่านั้นหัดจำใส่หัวแล้วสำนึกในบุญคุณของท่านที่ท่านทำเพื่อประเทศ ไม่ไช่ เอาคำนี้ไปใช้กับคนอื่น!
By: ตอกหน้าไอ้นอรนาม on สิงหาคม 21, 2009
at 2:20 pm
ขอองค์ชินวัตรวงศ์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน LONG LIVE THE THAKSIN SHINAVAT
By: นิรนาม on เมษายน 10, 2009
at 10:21 am
ต่างคนต่างจิตใจ คนที่เรารักบางคนอาจไม่ชอบแต่อย่าก้าวก่ายสิทธิ์กันเลยนะ..เราก็ไม่เคยโพส์ข้อความที่ว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์หรือคนเสื้อเหลืองด้วยคำหยาบคายเลยนะ
By: นับถือคุณทักษิณ on เมษายน 14, 2009
at 6:07 am
กราบเรียนท่านนายก..ทักษิณ
หลายวันมานี่บอกตามตรงนอนไม่ไหลับเลย
คิดถึงห่วงใยท่าน..ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง
คนไม่เห็น ฟ้าดิน เทวดท่านมีตา สักวันท่านต้องได้กลับมา
พวกเรารอท่านอยู่เสมอ คิดถึงมาก อยากให้กลับมาทำโครงการ
ต่างๆต่อไปอีก กลับมาเอาความยุติธรรมคืนให้บ้านเมืองนี้
* ไม่ชอบคนหล่อ ดีปากสร้างภาพ *
ทำงานมาจะเข้า 4เดือนแล้ว
พาลทะมิดยังลอยนวล
ข้าวของแพง น้ำมันขึ้นราคา
กู้เงินต่างชาติมาหว่าน สร้างแต่หนี้ หาไม่เป็น
ปล้นประชาธิปไตย ขาดความยุติธรรม
พวกโกงแม่กระทั่งที่ดิน สปก. ถึงไม่มีโอกาสได้เป็นรัฐบาล
*****************
ไม่ว่ารัฐบาลชุดไหนก็คอรัปชั่นทั้งนั้น
ขึ้นอยู่กะว่า คุณคืนให้ประชาชนบ้างไหม
ถ้าเราเปรียบเทียบดีชั่ว……….ท่านทักษิณมีมากกว่าเยอะ
ประเทศเรายุคสมัยนึงไม่มีหนี้
ไม่อายต่างชาติ มีศักดิ์ศรีมีเกรียรติ์
น่าเสียดาย…………พวกลืมง่าย
…………………………….
กลับมาน่ะท่าน..คิดถึงมากจริงๆๆ ..ขอท่านและครอบครัวฝ่าฟันอุปสรรคไปให้ได้……..สักวันท้องฟ้าจะสว่าง
………………………………………………………..
By: เจนจิรา on เมษายน 15, 2009
at 11:56 pm
ขอให้ไ อ้พวกที่มานโกงกินชาติจงพินาศย่อยยับ ขอให้ไ อ้พวกที่ไม่รักประชาธิปไตยจงล่มจ่ม ผมเชื่อว่าเวรกรรมมีจริงครับ อย่าไงผมก้อขอสนับสนุนท่านครับ เพราะท่านเป็นคนดีมาก มากจริงๆ
By: kom on เมษายน 16, 2009
at 11:42 am
you ‘re the best.
But Now
“Let it be
speaking words of wisdom LET IT BE”
take care
See U again in Thailand.
By: นิรนาม on เมษายน 18, 2009
at 3:52 pm
สวัสดีครับ ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรีที่เคารพรัก
ตอนท่านอยู่เป็นนายกผมไม่อยากรบกวนท่านเพราะภารกิจมากแต่ในวันนี้ท่านก็อาจยุ่งอยู่กระผมส่ง ข้อความถึงท่านหลายครั้งแล้ว และครั้งนี้ไม่ทราบว่าท่านจะได้อ่านหรือไม่ บอกตรง ๆ ท่านเป็นนายกที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเป็นคนไทยมา 40 กว่าปี ท่านปรีดี ผมเกิดไม่ทัน อีกท่านที่ผมรักก็คือ ฯพณฯ ท่าน พลเอกชาติชาย ชุณหวัณส่วรไอ้ลูกนอกคอกไกรศักดิ์สุดเลวช่างมัน ผมสังเกตว่าทำไม คนดี เก่ง ต้องการทำประเทศให้เจริญก้าวหน้า กับต้องพบกับวิบากกรรมที่เขาเอามาประเคนให้ ขอให้ท่านอดทน นะครับ คนไทยทุกคนยังคิดถึงท่าน และรักท่าน อยากให้ท่านกับมาบริหารประเทศอีก
รู้ไหมครับ ตอนที่ท่านบริหารประเทศ อยู่นั้นบ้านเมืองมีแต่ความอุดมสมบูรณ ใครใครค้าช้าง ค้า ใครใคร่ค้าม้าค้า กระผมหมดหนี้หมดสินและซื้อคืนทรัพย์ของพ่อแม่ได้เพราะท่านบริหารประเทศ การค้าดี เศรฐกิจดี คล่องตัว ท่านรู้หัวอกของความเป็นหนี้ แต่ปัจจุบันนี้ผมก็มาเป็นหนี้อีกไอ้พวก ไอ้ไม่ง และมารทั้ง 5 ผมทำธุรกิจดี ๆ มีกำไร ก็ซื้อบ้าน ซื้อรถ มันเป็นเรื่องธรรมดาของพ่อค้าแต่ไอ้พวกมารจรรลัยทั้งหลายทำให้การค้าชงักไปหมด แต่ก็ช่างมันเถอะ แค่เป็นหนี้อยู่ 10 กว่าล้านเอง ทุกวันนี้ แม้แต่ญาตพี่น้อง ก็ดูถูก ภรรยาผมก็ต่อว่าต่อขานว่าใจใหญ่ โลภมาก ใครค้าขายไม่อยากโต จริงไหม กระผมก็ได้ตัวอย่างจาก ฯพณฯ ท่านตอนเป็นหนี้ อยู่ 200 กว่าล้านเป็นแรงบันดาลใจอยู่ว่า สักวันหนึ่งเราต้องรุกขึ้นมาให้ได้ ถ้าเทียบกับท่านแล้ว ยังเล็กน้อย ผมก็จะมีกำลังใจในการฟันฝ่าต่อไป กระผมอยากบอกท่านว่าระวังคนใกล้ชิด อย่าไว้ใจใครมากนัก เพราะ ฯพณฯ ท่านเป็นคนดี บุญคุณต้องตอบแทน มีแค้นต้องชำระ แต่อย่าให้ถึง 10 ปีนะ ช้าไป (5555) มีคนบอกว่าในอนาคตท่านจะครอบครองธุรกิจทุกอย่างทำให้การค้าลำบาก ผมก็ว่าไม่จริง ผมนึกถึงคำพูดของผู้ใหญ่ที่สอนมาว่า คนที่เป็นใหญ่เป็นโตแล้วเขาจะไม่กินซี้ซั้ว สุดท้ายนี้ กระผมหวังว่า ฯพณฯ ท่านนายกจะสามารถ ฟันฝ่าอุปสรรค และศัตรูของท่านได้สำเร็จกลับมาบริหารประเทศต่อ นะครับ หวังว่าจดหมายฉบับนี้คงได้ผ่านสายตาของท่านบ้างนะ จากประชาชนคนหนึ่งที่เคารพและรักท่าน
By: ประสาน สิทธิสิริโสภณ on เมษายน 20, 2009
at 4:29 am
ผมขอเป็นกำลังใจให้นะครับ……ขอให้ท่านมีกำลังใจสู้ต่อไป
ผมจะรอวันที่ท่านมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง……..สัญญานะครับ………………….
By: สรวิศ on เมษายน 28, 2009
at 11:26 am
ดิฉันอ่าน are you o-kay จบเมื่อวานนี้ ยิ่ง คิดถึงท่านนายกทักษิณ ขอเป็นกำลังใจ วันหนึ่งคงมีโอกาสเป็นของพวกเรานะคะ
By: mullikamas on เมษายน 29, 2009
at 4:37 am
คนแช่งเขา จะเข้าตัวเอง
By: นิคกี้ on พฤษภาคม 30, 2009
at 11:08 am
คิดถึงท่านนายกทักษิณ คิดถึงมากมาย อยากบอกว่า รัก มากมาย รักเธอมากมาย ไม่มีหน่วยวัดได้หรอกความรักนี้ อยู่ในใจมันมากมาย ล้นอกซ้ายที่ฉันมี ถึงเมื่อไหร่ไม่รู้ ที่รู้ก็จะรักทุกนาที ที่ยังหายใจ
I love u หวอไอนี Ich leber Dish เชอแตม …
By: รักทักษิณและครอบครัว on กรกฎาคม 12, 2009
at 12:42 am
เป็นกำลังใจให้นะคับ ขอให้กลับมาทำงานที่ประเทคไทยยะคับ
By: YINGSAK HENGSENG on กรกฎาคม 24, 2009
at 8:31 am
ยังมีผู้คนอีกมากที่ยังไม่แสดงตัว ที่ไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจโดยไม่ชอบธรรม
นี่หรือเมืองไทย บรรพบุรุษไทยคงเสียใจ ที่ลูกหลานแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน เพื่อประโยนช์ส่วนตัว
By: กรุงเทพ on กรกฎาคม 24, 2009
at 12:57 pm
ขอให้ลุงทักษิณ สุขภาพแข็งแรง ในวันเกิด คิดสิ่งใดขอให้ได้ทุกอย่าง เข้มแข็ง อดทนไว้นะครับ
ทำบุญ สวดมนต์ ทำสมาธิ เยอะ ๆ นะครับ
ผมจะคอยลุงทักษิณกลับมาครับ
By: เด็กน้อย on กรกฎาคม 26, 2009
at 4:01 am
ขอให้ท่านมีสุขภาพที่แข็งแรง พวกเรารอท่านอยู่ ในระหว่างนี้จะขอนำแนวความคิดของท่านมาใช้ให้เกิดประโยชน์ รอวันท่านกลับมาสานต่อ รักและเคารพท่าน
By: คนทักษิณ(ใต้) on กรกฎาคม 27, 2009
at 2:59 am
ขอส่งกำลังใจถีงท่านนายก ขอให้ฟ้าดินลงโทษพวกที่คิดไม่ดีต่อบ้านเมืองและตัวท่าน
By: ประชา รุ่งเรืองพานิช on กรกฎาคม 28, 2009
at 9:19 am
ขอให้ท่านทักษิณ มีสุขภาพกายและจิตใจที่ แข็งแรงเป็น วีระบุรุษในดวงใจของ คนไทยทุกคน ครับ
By: พรหมพัฒน์ on สิงหาคม 10, 2009
at 5:20 am
รักษาสุขภาพด้วยนะครับท่าน
By: กรกช น้ำแก้ว on สิงหาคม 16, 2009
at 1:58 pm
ด้วยใจถึงใจท่านนายกครับน้ำตาผมต้องตกในเมื่อวันที่ 17 ส.ค.2552เพราะคิดถึงท่านมาก กรรมเวรมีจริงพวกเขาจะต้องได้รับไม่ช้าก็เร็ว ท่านเดินทางกลับมาประเทศไทยเมื่อไรจะต้องมารับท่านให้ได้
By: Surachai Kanjanasin on สิงหาคม 18, 2009
at 9:10 pm
กูคนไทย แต่กำเนิด กูขอให้พวกมึงทุกคนใน เวป นี้ จงออกจากประเทศไทยไป เพราะที่นี่คือประเทศไทย หากใครไม่พอใจ อพยพ ออกไปซะ แต่มึงคิดจะมาเปลี่ยนอะไรต่อมิอะไร พวกมึงเป็นใคร ที่นี่ประเทศไทย เป็น ของ ในหลวงและเชื่อพระวงศ์ เท่านั้น หากพวกมึงคิดเทียบชั้น พ่อหลวง นรกจะกินกบาล พวกมึง กูคนไทย แต่กำเนิด ขอสาปแช่งพวก ทำลายชาติ บ้านเมือง ก็คิดว่ามึงหลอกคนโง่ได้ใอ้ทักษิณ แต่ มึงคงไม่เก่งไปกว่าเวรกรรม ที่กำลังไล่ล่าตามหลังมึงมาติด ๆ ทำอะไรไว้ มึงอย่าคิดว่าคนไทยส่วนใหญ่เขาโง่ พวกลิ้วล้อมึงมึเท่าไหร่ มึงก็กรุณาอพยพ พวกมึงออกจากแผ่นดินไทยไปซะ มึงจำไว้ทักษิณ มึงจะตายโดยไม่มีแผ่นดินกลบหน้า
By: ประกิจ on สิงหาคม 31, 2009
at 11:46 am
เวฟฯนี้ขอให้เป็นเฉพาะคนรักท่านทักษิณได้ไหม
หากต้องการด่า หรืออะไรก็ตาม ให้ไปใช้ที่อื่นเถอะครับ
ขอร้องมีเยอะจริง ๆ อย่าเข้ามาที่นี่เลย ผมกราบหละ
คนไม่เคยโกรธกัน ไม่เคยเห็นหน้ากัน โกรธกัน
ผมละอายใจจริง ๆ………….
คิดถึงท่านทักษิณนะครับ ถ้ามาแล้วอันตรายก็อย่าเพิ่งกลับเลยครับ
หากกลับแล้วดี และปลอดภัยให้รีบกลับครับท่าน
คนไทยคิดถึงท่าน
By: red war on กันยายน 4, 2009
at 8:29 pm
ฟังประโยคที่ท่านกลั่นออกมาด้วยความสุดแสนจะรันทดแล้ว ต้องยอมรับว่าถูกต้อง แต่หากถามฝ่ายตรงข้ามเขาย่อมไม่ถูกใจเสมือนถูกท้าทาย แบบต่างก็คงไม่ยอมแพ้ต่อกัน ต้องหาทางกลั่นแกล้งท่านต่อไปให้ได้ นี่เป็นสังคมตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ค่อยชอบความจริง ชอบแต่ความถูกใจ ช่วงนี้จำเป็นท่านก็ต้องจำศีลบางส่วน ทำธุรกิจที่สามารถสร้างความร่ำรวยให้แก่ตัวท่านเองเพิ่มขึ้นอีก หากสามารถทำได้ก็ช่วยสงเคราะห์ผู้ด้อยโอกาสบางส่วนของบ้านเมืองเพื่อดำรงภาพลักษณ์บทบาทไว้เปรียบเทียบกับพวกทองคำเปลวขี้โม้ไปวัน ๆ
By: คนไทย on กันยายน 4, 2009
at 11:16 pm
จะขอบคุณมาก ๆ หากผู้เกี่ยวข้องภาครัฐจะใจกว้างเปิดช่องทางให้สื่อสารกันอย่างเปิดเผย ท่านจะได้ทราบ และเห็นอีกมุมมองของความเห็นต่าง จะได้ไม่เดินหลงทางเข้ารกเข้าพงกันไปใหญ่ โดยพฤติกรรมของการแสวงหาทางออกของระบบการสื่อสารจะได้ไม่มุดลงดิน ซึ่งจะทำให้ท่านดำเนินการควบคุมได้ลำบากยากยิ่งขึ้น ท่านต้องไม่มองความเห็นต่างเหล่านี้ว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม เขาทุกคนต่างก็เป็นคนไทยเหมือน ๆ กับท่าน อย่าได้บังคับให้เขาต้องคิดเห็นเหมือนกันกับท่าน เพราะความรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ความเป็นจริงถูกต้องเป็นธรรม สามารถชี้วัดได้จากคุณภาพของแต่ละสำนึกทางบุคคล มิใช่ต้องเอารูปแบบของบางท่านมายกย่อง ไม่ว่าจะเป็นรัฐบุรุษ หรือตำแหน่งอะไรก็ไม่สามารถมาเป็นหลักค้ำประกันคุณภาพความถูกต้องเป็นจริงกันได้ ตราบใดที่ความเป็นจริงมิได้เป็นไปตามคำยกย่องยกหางของคนบางกลุ่มบางพวกกันอย่างแท้จริง ฉะนั้นขออย่าได้เอาอำนาจที่ท่านมีอยู่ในวันนี้มาเป็นข้อสรุปว่าท่านจะไม่มีวันตกต่ำเมื่อวาระของฟ้าเปลี่ยนสี จะได้ไม่ทุกข์หนัก และกังขา ว่าทำดีให้แก่ผู้บริหารในวันนี้แล้วในวันหน้าที่เปลี่ยนผู้บริหารแล้วทำไม จึงไม่ได้ดี
By: คนไทย on กันยายน 8, 2009
at 9:22 pm
i am a thai man.i love thailand very much.and you are same a hero for me.make thailand for the future.not alway same 100 year before.taksin he is good mam for me forever.bye bye dynasty…..enough
By: Sammy on ตุลาคม 1, 2009
at 11:46 am