ภาพเหตุการณ์พายุไซโคลนนาร์กิสถล่มพม่า สร้างความเสียหายอย่างรุนแรง ในกรุงย่างกุ้ง และเมืองต่างๆ รอบแม่น้ำอิสวดี โดยคาดว่าจะมีผู้เสียชีวิตกว่า 100,000 ราย

โดยภาพคลิปวีดีโอข้างล่างนี้บันทึกโดยสถานีโทรทัศน์ ‘เอ็มอาร์ทีวี’ของทางการพม่า

พร้อมชมคลิปวีดีโอ ความช่วยเหลือจากไทยและอินเดียที่ส่งไปยังพม่า อย่างไรก็ตามรัฐบาลเผด็จการทหารพม่ายังพยายามกีดกันความช่วยเหลือจากชาติตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาซึ่งได้เคยประกาศคว่ำบาตรอย่างรุนแรงกับคณะรัฐบาลทหารพม่า  ขณะนี้ทางการพม่ายังไม่ได้ขอความช่วยเหลือจากสหรัฐ ทำให้ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ต้องออกมาเรียกร้องให้ผู้นำทหารพม่ารับความช่วยเหลือและอนุญาตให้สหรัฐเข้าไปช่วยเหลือในพม่าได้ ตอนนี้แม้แต่คณะทำงานช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ของต่างชาติที่ต้องการเข้าไปช่วยเหลือพม่าก็ยังต้องเจรจากับกระทรวงการต่างประเทศของพม่าและเจ้าหน้าที่อาวุโสของพม่าเสียก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้เข้าไปทำงานได้ เจ้าหน้าที่ของสหประชาชาติเองก็ยังต้องรอวีซ่าเข้าประเทศเช่นกัน ชาวพม่าที่ลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศกล่าวว่า การช่วยเหลือของต่างชาติครั้งนี้ไม่ควรจะให้ช่วยเหลือผ่านทหารพม่าโดยเฉพาะการให้เงินสด แต่ควรช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดยตรง 

นี่คือธรรมชาติของรัฐบาลเผด็จการที่ต้องคำนึงถึงความมั่นคงของตนมาก่อนชีวิตประชาชน

 ยอดผู้ตายจากไซโคลนพม่าอาจสูงถึง 100,000 คน

ฑูตสหรัฐฯในพม่าระบุ ยอดผู้เสียชีวิตจากพายุไซโคลนในพม่าอาจสูงถึง 100,000 คน โดยรวมผู้สูญหายกว่า 70,000 คน

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานว่า นางชารี วิลลาโรซ่า อุปฑูตสหรัฐฯประจำนครย่างกุ้ง เมืองหลวงเก่าของพม่า แถลงเมื่อวานนี้ตามเวลาท้องถิ่นว่า ได้รับข้อมูลซึ่งบ่งชี้ว่ายอดผู้เสียชีวิตจากพายุไซโคลน “นาร์กีส” ถล่มพม่าช่วงวันศุกร์จนถึงวันเสาร์ที่ผ่านมา อาจสูงถึง 100,000 คน ซึ่งสูงกว่ายอดที่รัฐบาลทหารพม่าประเมินไว้ถึง 5 เท่าและเป็นการคำณวนจากข้อมูลขององค์กรเอกชนแห่งหนึ่ง

นางวิลลาโรซ่ากล่าวด้วยว่าร้อยละ95 ของสิ่งก่อสร้างในแถบสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ อิระวดี ถูกทำลาย และมีคนสูญหายไป 70,000 คนจากแถบสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ อิระวดีซึ่งมีประชากรเกือบ 6 ล้านคน ซึ่งสูงกว่ายอดผู้สูญหาย 41,000 คนของทางรัฐบาลทหารพม่า เธอเตือนด้วยว่ายิ่งการให้ความช่วยเหลือล่าช้า จำนวนเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น ท่ามกลางรายงานข่าวที่ว่าเพิ่งมีความช่วยเหลือเพียงเล็กน้อยเข้าไปถึงแถบนั้น และผู้รอดชีวิตผู้หิวโหยได้บุกเข้าไปในร้านค้าที่เพิ่งกลับมาเปิดให้บริการในแถบนั้น ขณะที่สหประชาชาติเรียกร้องให้พม่าให้วีซ่าแก่เจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์นานาชาติ ท่ามกลางการคาดการณ์ว่า มีผู้ไร้ที่อยู่อาศัยมากถึง 1 ล้านคน และพื้นที่ 5,000 ตารางกิโลเมตรของสามเหลี่ยมปากแม่น้ำฯ ยังจมอยู่ใต้น้ำ

นางสาวกอนโดลีซซ่า ไรซ์ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เรียกร้องเมื่อวันพุธอีกครั้งให้พม่ายอมรับความช่วยเหลือ และว่าเธอกำลังเจรจากับผู้นำชาติอื่นๆ ที่อาจช่วยเกลี้ย กล่อมให้ผู้นำพม่ายอมรับความช่วยเหลือได้ ที่ผ่านมา สหรัฐฯประกาศให้เงินบริจาคแก่พม่า 3.25 ล้านเหรียญ รวมทั้งเสนอจะส่งเรือรบของราชนาวีไปช่วยบรรเทาทุกข์หากพม่าต้องการ แต่พม่ายังไม่ตอบรับ ขณะที่นายทหารระดับสูงเปิดเผยว่า ได้ส่งเฮลิคอปเตอร์บรรทุกสินค้า 6 ลำมายังฐานทัพแห่งหนึ่งของไทยแล้ว ในระหว่างรอคำอนุญาตให้เข้าไปในพม่า

อ่านต่อ…

Tags: ,

…’ผมรู้ว่าภายใต้รัฐบาลทักษิณ มีหลายอย่างต้องใช้เป็นบทเรียนปรับปรุงต่อไป โดยเฉพาะการบริหารความสัมพันธ์ในเชิงอำนาจ ซึ่งถือเป็นบทเรียนใหญ่ที่สุด’…  

มีตัวอย่างให้เห็นจาก 2 คนการเมืองที่ออกมาเคลื่อนไหวด้วยท่วงทำนองต่างกัน แต่มีเป้าหมายเดียวกัน คือการพิทักษ์ผู้ถูกโค่นอำนาจที่ชื่อ ‘พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร’ อดีตนายกรัฐมนตรี

เมื่อ 15 เดือนก่อน…

จักรภพ เพ็ญแข คือแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ที่ประกาศตัวเป็นหัวหอกในการโค่นล้มระบบศักดินา

นพดล ปัทมะ ถูกแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายของ พ.ต.ท. ทักษิณ คอยแก้ต่างแทนลูกความทั้งประเด็นที่เกี่ยวกับงานหลวงและงานราษฎร์

6 กุมภาพันธ์ 2551…

‘จักรภพ’ กลายเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขณะที่ ‘นพดล’ ขึ้นแท่นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

จากบรรทัดนี้ไป คือคำบอกเล่าความรู้สึกของ ‘2 องครักษ์พิทักษ์นายใหญ่’ ในโอกาสแรกที่ได้ร่วม ครม. ‘สมัคร 1′ พร้อมเผยความในใจที่ทำให้เขาต้องสู้ยิบตาเพื่อคนจากแดนไกล

จักรภพ เพ็ญแข

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

‘ผมรู้ว่าภายใต้รัฐบาลทักษิณ มีหลายอย่างต้องใช้เป็นบทเรียนปรับปรุงต่อไป โดยเฉพาะการบริหารความสัมพันธ์ในเชิงอำนาจ ซึ่งถือเป็นบทเรียนใหญ่ที่สุด’

- ภายหลังได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี ถือว่าชีวิตถึงฝั่งฝันอีกครั้งหรือไม่

(หัวเราะหึๆ) การได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีเป็นเกียรติประวัติของทุกชีวิต ไม่เฉพาะผมเอง ในฐานะที่เป็นผู้มาต่อท้ายแถวมีความรู้สึกไม่ต่างจากท่านที่ผ่านๆ มา ที่สำคัญคือได้รับพระมหากรุณาธิคุณร่วมกับ ครม.ทั้งหมดในพระบรมราโชวาทที่พระราชทานไว้ในวันถวายสัตย์ปฏิญาณตน (วันที่ 6 กุมภาพันธ์) ยิ่งดื่มด่ำเข้าไปในใจว่าเราต้องมีหน้าที่อะไร เพราะทรงรับสั่งว่าเราคือคน 35 คน ที่ต้องเสียสละเพื่อคน 63 ล้านคน จะต้องทำงานให้เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง จึงจะถือว่าเป็นเกียรติ เป็นศรีแก่วงศ์ตระกูล พระราชดำรัสของพระองค์จะอยู่ในใจผมตลอดไป นี่คือสิ่งที่ผมจะใช้เป็นหลักการในการเริ่มต้นความเป็นรัฐมนตรีคราวนี้และต่อไป ถือเป็นโอกาสแรกของชีวิตที่ได้รับพระบรมราโชวาทโดยตรง ถือเป็นความพิเศษ
อ่านต่อ…

ข้อกล่าวหาจากนายวีระ สมความคิด:

“เตรียมแจ้งความดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและประธานสโมสรแมนเชสเตอร์ซิตี้ เนื่องจากมีการนำธงชาติไทย เขียนตัวอักษรคำว่า “THAKSIN” บนธงชาติและนำไปกางที่สนามซิตี้ออฟแมนเชสเตอร์สเตเดี้ยม ประเทศอังกฤษ ระหว่างการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ชิพ ระหว่างทีมแมนเชสเตอร์ซิตี้ และ ทีมฟูแล่ม เมื่อวันที่ 26 เมษายนที่ผ่านมา โดยนำธงชาติไทยไปประดับคู่กับธงสโมสรแมนเชสเตอร์ซิตี้ บนอัฒจันทร์ “

คำชี้แจงจากอดีตนายกฯทักษิณ:

“ขอแสดงความเสียใจกับคนไทยในเรื่องที่เกิดขึ้น เรื่องทั้งหมดเป็นสิ่งที่แฟนคลับที่เป็นคนอังกฤษทำขึ้นมาด้วยความรักประเทศไทยและรักสโมสร เขาบอกว่าวัฒนธรรมของเขาไม่ถือ จึงไม่รู้ในสิ่งที่ได้ทำลงไป แต่พอเราไปอธิบายให้ฟัง ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น เขาก็แสดงความเสียใจ และฝากเสียใจมายังแฟนคลับชาวไทยด้วย และก็จะหยุดทำ
อ่านต่อ…

Tags: ,

โดยคุณ alienet สายข่าวภาคประชาชน
NewSkyThailand

มีการเตรียมการรัฐประหารครั้งใหม่อย่างครึกโครม

พลโทประยุทธ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 อ้างบัญชาจากสวรรค์ทหารพระราชาปลุกระดมผบ.พล และผบ.พัน ที่ตั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในกองทัพภาคที่ 1 กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1 รอ.), กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.), กองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน (พล.ปตอ.) ภายใต้การบังคับบัญชากองทัพภาค 1 เช่น ในกรมทหารราบที่ 11- ร.11 พัน 1 รอ. , ร.11 พัน 2 รอ. กองบัญชาการใหญ่บางเขน และ ร.11 พัน 3 รอ. จ.เพชรบุรี และในพล.ม 2 รอ. - ม.พัน 1 รอ.สนามเป้า ,ม.พัน 2 รอ.เกียกกาย , ม.พัน 17 รอ.สระบุรี (หน่วยรถถังหลักกองทัพบก) เป็นต้น มีการฝึกการจับกุมแกนนำอย่างกว้างขวางทั้งทางอากาศและบก ด้วยเฮลิคอปเตอร์และรถยนต์ ทั้งการจำลองการปิดล้อมสนามหลวง

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีก็ทราบความเคลื่อนไหวนี้ดีเพราะมีนายทหารหนุ่มรุ่นใหม่จำนวนมากไม่เห็นด้วยกับการเตรียมการครั้งนี้ด้วยเกรงว่าจะทำให้ประเทศชาติเสียหายล่มจม สถาบันทหารถูกดูถูกดูแคลนถูกบอยคอตจากคนไทยและทั่วโลก แต่ด้วยอำนาจจากสถานภาพตำแหน่งตามกฎหมายทำให้ต้องนิ่งเฉยแอบส่งข่าวให้ผู้ใหญ่ได้รับทราบ

การเคลื่อนไหวเตรียมการรัฐประหารครั้งใหม่นี้ประสานเข้ากับแผนการปลุกปั่นยุยงสร้างกระแสของสื่อและการออกมาเปิดประเด็นของบุคคลที่มีสถานะทางสังคมด้วยข้อหาล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ หมิ่นพลเอกเปรมคือหมิ่นเบื้องสูง นำประเทศสู่สาธารณรัฐ เช่นนายชวน หลีกภัย นายชัยอนันต์ สมุทวณิช นายธีรยุทธ บุญมี หรือเรื่องธงชาติ เป็นต้น เพื่อเตรียมการขั้นแตกหักเมื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ คมช.เข้าสู่สภา ตามการประกาศจะชุมนุมใหญ่ปิดล้อมสภาของกลุ่มพันธมิตรพันธมาร
อ่านต่อ…

หากนับความอาวุโส เว็บไซท์ Hi-thaksin ถือเป็นเว็บน้องใหม่เพราะเข้ามาแกว่งไกวดาบได้เพียงแค่ 1 ปีกับอีก 1 เดือนแต่ก็เป็นน้องใหม่ที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วและมากที่สุดในบรรดาเว็บไซท์ต้านรัฐประหารที่ร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ด้วยกันมาด้วยเนื้อหา วิธีการนำเสนอ รูปแบบที่สวยงามของเว็บและที่ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญที่สุดเลยที่ทำให้เว็บไฮ-ทักษิณโด่งดังในระยะเวลาอันรวดเร็วก็คือเป็นเว็บไซท์แรกในขณะนั้นที่ได้กลายเป็น ”ช่องทางเดียว” ที่ทำให้ประชาชนที่ยังรักและศรัทธาในตัวอดีตผู้นำไทย พตท. ทักษิณ ชินวัตร ได้มีโอกาสสื่อสารทางตรงกับผู้นำในดวงใจของพวกเขาขณะที่ท่านยังลี้ภัยการเมืองอยู่ในต่างประเทศ

แต่ความแรงของเว็บก็ไม่หยุดอยู่เพียงแค่นั้นเพราะหลังจากเปิดตัวได้ไม่นานทางเว็บได้ตีแผ่ ”เอกสารลับ” และ “แผนการลับ” หลายชิ้นผ่านความคิดและคมวาทะของ “ประดาบ” ที่เปรียบเสมือนเป็นหอกทิ่มแทงคณะรัฐประหารและกลุ่มผู้สนับสนุน ก่อผลสะเทือนให้กับสังคมแห่งข่าวสารในวงกว้าง จนทำให้ชื่อของ “ประดาบ” กลายเป็นที่จับตามองของนักคอลัมนิสต์ในสื่อกระแสหลักและดังเป็นพลุแตกในระยะเวลาอันสั้นของการปรากฏตัว จึงอนุมานได้ว่าคุณประดาบน่าจะเป็นนักเขียนสมัครเล่นหน้าใหม่ที่ได้รับการพูดถึงตามหน้าสื่อมากที่สุดในช่วงสถาณการณ์รัฐประหารจนถึงปัจจุบัน

จนทำให้ไอซีทีต้องส่งคลื่นรบกวน จับตามองและจ้องเล่นงานเว็บไซท์ไฮ-ทักษิณอย่างไม่คลาดสายตา

จนทำให้มีผู้คัดลอกบทความที่ “ประดาบ” เขียนไปตีพิมพ์จำหน่าย รวมไปถึงหนังสืออีก 5-6 เล่มและคลิปวิดีโอ “1 ปีที่หายไป” ที่ไฮทักษิณผลิตขึ้นมาจนทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ
และ
ทำให้เว็บ Hi-thaksin แห่งนี้กลายเป็นแหล่งอ้างอิงข้อมูลวงในของสื่อกระแสหลักดังๆอย่างมติชน ผู้จัดการฯ ไทยรัฐและอีกหลายสำนักไปโดยปริยาย

เรียกว่าหากต้องการอ่านข้อมูล ”ความเคลื่อนไหว” ของอดีตนายกฯทักษิณ “แผนการลับ” และ “ข่าววงใน” ของคมช.และพวกอย่างถูกต้อง เที่ยงตรงและ “รู้จริง” แล้ว ไม่เฉพาะแต่คนเล่นอินเตอร์เนตธรรมดาที่ต้องเข้าไปหาข้อมูลที่เว็บไซท์ไฮ-ทักษิณ แต่สื่อกระแสหลักหลายสำนักที่เขียนบทความอ้างตัวว่ารู้วงในก็ยังต้องหันมาพึ่งพิง สอดส่องและหยิบยืมข้อมูลจาก “ประดาบ” แห่งไฮ-ทักษิณนี่แหละไปขายข่าวต่อการปรากฎตัวของเว็บไฮ-ทักษิณทำให้สื่อกระแสหลักหลายสำนักกลายเป็น “ผู้รู้ไม่จริง” ไปเลยก็ว่าได้
อ่านต่อ…

Tags: , ,

แล้ววันนี้ก็มาถึง

           เร็วกว่าที่คาด แต่ก็ไม่ช้ากว่าที่คิด

           อ่านแล้วงงๆ กันไหมครับ

           เร็วกว่าที่คาด ก็คือ คาดไว้ว่าจะกลับมาเขียนบทความ เรื่องราวต่างๆ แลกเปลี่ยนทัศนะกับเพื่อนร่วมทาง ไปเรื่อยๆ จนกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะลุล่วงไปได้ด้วยดี แล้วจึงจะบอกลาจากไป

           ไม่ช้ากว่าที่คิด ก็คือ เดิมคิดไว้ว่าเมื่อนายกฯทักษิณ ชินวัตร กลับมายังแผ่นดินไทย และร่วมทำประโยชน์ให้แก่สังคมไทยวันใด วันนั้น ประดาบก็จะอำลาจากไป เนื่องเพราะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้แต่แรกแล้ว

           เหตุที่ต้องอำลาจากกันไป ก็เพราะว่ามีความพยามที่จะสาดโคลนใส่ร้ายป้ายสีเวปไซต์ Hi-thaksin ว่าเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง อันเป็นที่เคารพสักการะของคนไทยทั้งชาติทั่วแผ่นดิน และเชื่อมโยงข้อกล่าวหาไปยัง นายกฯทักษิณ ชินวัตร ว่าเป็นผู้สนับสนุนและเกี่ยวข้องกับการจัดทำเวปไซต์นี้ ทั้งๆ ที่ไม่เป็นความจริง

           นับแต่วันแรกที่ เวปไซต์ Hi-thaksin ปรากฎต่อสายตาผู้อ่าน ผู้ชม และเพื่อนร่วมทาง เราได้แสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีที่มีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ทั้งในส่วนของพวกเรา ผู้จัดทำเวปไซต์ และ นายกฯทักษิณ ผู้ถูกให้ร้ายป้ายสีด้วยข้อกล่าวหาที่ปราศจากพยานหลักฐานมายาวนาน

อ่านต่อ…

Tags: ,

หลังจากอ่านบทความชิ้นนี้ของอาจารย์มานิตย์จบแล้ว ผู้เขียนมีความเห็นว่า “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตรย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ” ไม่ควรเปลี่ยนชื่อเป็น คมช. แต่ชื่อที่เหมาะสมกับคณะรัฐประหารชุดนี้และ “ผู้มีบารมีในรัฐธรรมนูญ” แต่ใช้ “อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ” คือ “คณะปฏิวัติเพื่อประโยชน์ในการปกครองประเทศด้วยระบอบเผด็จการทหารอันมีหัวหน้าคณะปฏิวัติเป็นประมุข” สอดคล้อง รับกันและถูกต้องตามความจริงมากที่สุดค่ะ :D

สังคมไทยนี่เป็นสังคมที่แปลกพูดคุยกันด้วยความจริงไม่ได้ …เมื่อครั้งตอนที่เกิดรัฐประหารใหม่ๆ คนที่สนับสนุนการทำรัฐประหารและบอกว่ารัฐประหารเป็นสิ่งจำเป็นในการผ่าทางตันการเมือง(จริงๆเดินตามครรลองแห่งประชาธิปไตยมันไม่ตันหรอก) นั่นคือกำลังจะบอกว่ารัฐประหารเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว

ในเมื่อเห็นว่ารัฐประหารเป็นเรื่องที่ชอบธรรมแล้ว คนที่สนับสนุนการทำรัฐประหารน่าจะออกมายืดอกพูดอย่างสง่าผ่าเผยไปเลยว่า “รัฐประหารเป็นการกระทำที่ถูกต้อง” แต่เวลาที่นักข่าวต่างประเทศหรือกลุ่มคนที่ต่อต้านรัฐประหารออกมาบอกว่า ประธานองคมนตรีมีส่วนรู้เห็นและเป็น “คนหนึ่ง” ที่อยู่เบื้องหลังรัฐประหาร แล้วใยจึงปฏิเสธกันพัลวันว่า “โผ้มม ไม่เกี่ยวข้อง” “โผ้มม ไม่ได้ทำอะไรเลย”  ”พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติแต่ก่อนปฏิวัติได้มีการเข้าพบ พล.อ.เปรม เรื่อยมา สัปดาห์ละ 1ครั้งเป็นอย่างน้อย เพื่อเล่าสถานการณ์ต่างๆให้ฟัง”

ส่วนฝ่ายผู้สนับสนุนพลเอกเปรมก็ออกมาขู่ฟอดๆว่าพูดแบบนี้หมิ่นประธานองคมนตรีอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ในเมื่อพวกท่านเห็นว่า “รัฐประหารจำเป็นต้องเกิดขึ้นและเป็นสิ่งที่ชอบแล้ว” แล้วใยจึงกลัวหนักหนาว่าจะถูกนำเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยหรือแสดงความไม่พอใจ นั่นแสดงว่า พวกท่านเองในใจลึกๆก็รู้อยู่เต็มอกว่าการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนนั้นมันเป็นการกระทำที่ผิดกฏหมาย นั่นเอง หรือ พูดง่ายๆให้เข้าใจก็คือ “รัฐประหารเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง” นั่นเอง เลยรู้สึกอายและหน้าบางขึ้นมาทันทีเมื่อถูกโยงเข้าไปเกี่ยวข้องกับรัฐประหาร

ข้อมูลที่คนไทยควรทราบ (เกี่ยวกับการแก้ไขรธน.)
โดย อ.มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ

-ปวงชนชาวไทย ย่อมเขียนกฎของปวงชนชาวไทยไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันของปวงชนชาวไทย

-กฎของปวงชนชาวไทย ภาษาราชการเรียกว่า “กฎหมาย”

-กฎหมาย จึงต้องเขียนโดยปวงชนชาวไทยร่วมกัน หรือ ตั้งผู้แทนให้เข้าไปทำหน้าที่เขียนแทน โดยใช้อำนาจอธิปไตย ที่มีชื่อว่า “อำนาจนิติบัญญัติ”

-ปวงชนชาวไทย เรียกอำนาจสูงสุดของปวงชนชาวไทยว่า “ อำนาจอธิปไตย”

อำนาจอธิปไตย มี 3 อำนาจ ได้แก่
อ่านต่อ…

Tags:

ที่มา: Chronicle of Ideas

ก็เป็นว่าในที่สุดฮิลลารี รอดแฮม คลินตันสามารถคว้าชัยเหนือบารัค โอบามา วุฒิสมาชิกหนุ่มจากรัฐอิลลินอยส์ในการหยั่งเสียงไพรมารี ที่รัฐเพนซิลวาเนียได้เป็นผลสำเร็จด้วยคะแนนเสียง 55 % ต่อ 45 % ตัวเลขนี้ถือเป็นชัยชัยชนะที่สวยสดงดงามของเธอ ที่บอกว่าสวยสดงดงามเพราะเธอสามารถเอาชนะโอบามาแบบทิ้งห่างด้วยคะแนนเป็นตัวเลขสองหลัก คือ 10 % ซึ่งมีนัยยะสำคัญทั้งในด้านคะแนน popular vote เป็นการลดแรงกดดันจากเสียงเรียกร้องให้เธอถอนตัวออกจากการแข่งขันและเป็นการสร้างแรงกดดันไปยังคณะตัวแทนระดับสูงของพรรค (superdelegates) ที่มีโอกาสสูงว่าจะเป็นผู้ชี้ขาดในการประชุมใหญ่ของพรรคที่เดนเวอร์ว่าเธอหรือโอบามา ใครจะถูกส่งไปเป็นตัวแทนพรรคเข้าชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐในปลายปีนี้

ชัยชนะครั้งนี้ของฮิลลารีทำให้เธอได้เดลิเกตส์ไป 81 แต้มส่วนโอบามาได้ไป 72 แต้มรวมคะแนนเดลิเกตส์ล่าสุดในตอนนี้ทั้งโอบามาและฮิลลารีเก็บคะแนนเดลิเกตส์ไปแล้ว 1719 และ 1586 คะแนนตามลำดับโดยโอบามายังนำฮิลลารีอยู่ 133 แต้ม

แล้วผลการหยั่งเสียงขั้นต้นแบบไพรมารีที่เพนซิลเวเนียบ่งบอกอะไรบ้าง?

ประการแรก ผลการหยั่งเสียงที่ออกมาในครั้งนี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่าเรื่องประชากรศาสตร์ (demographics) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอายุ เพศ สีผิว ศาสนา อาชีพ ระดับการศึกษายังเล่นเป็นบทเด่นสำหรับการแข่งขันของพรรคเดโมแครต ทั้งๆที่ค่ายของโอบามาทุ่มทุนหมดเงินไปเยอะกับการรณรงค์หาเสียงครั้งนี้ที่เพนซิลเวเนีย เขาใช้เงินมากกว่าฮิลลารี่คิดเป็นสัดส่วนถึง 3 ต่อ 1 ผลการเลือกตั้งที่ออกมาหากมองในแง่ของประชากรศาสตร์ ลักษณะการลงคะแนนเสียงของผู้ลงคะแนนเสียงในเพนซิลเวเนียไม่แตกต่างจากพฤติกรรมการลงคะแนนเสียงในโอไฮโอ นั่นคือ

ในด้านอายุนั้นคนที่อายุ 65 ปีหรือมากกว่ามีถึงร้อยละ 60 ที่เลือกฮิลลารี เหมือนไพรมารีที่โอไฮโอก่อนหน้านี้ที่ผู้สูงอายุกว่า 75 เปอเซ็นต์เทคะแนนเสียงให้กับฮิลลารี

ในด้านเพศและสีผิว ฮิลลารี่ได้เสียงจากสตรีผิวขาวมากถึง 65 % ผู้ชายผิวขาว 55 % ส่วนโอบามายังคงได้รับคะแนนเสียงจากอาฟริกัน-อเมริกันไปอย่างท่วมท้นเช่นเคยเหมือนกับทุกรัฐที่ผ่านมาที่เขาได้คะแนนจากอเมริกันผิวดำมากกว่า 70 % เทียบกับคนผิวขาวที่เลือกฮิลลารี่แล้วคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ที่น้อยกว่าอเมริกันผิวดำเลือกโอบามามาก

ผู้เขียนจึงไม่เคยเห็นด้วยกับคำพูดที่ว่า “คนอเมริกันยังไงก็ไม่ยอมรับประธานาธิบดีผิวดำเพราะอเมริกายังเหยียดผิวอยู่” แน่นอนว่าการเหยียดผิวในอเมริกานั้นยังมีอยู่จริงแต่ก็น้อยลงไปมากอย่างเทียบไม่ได้ในอดีต และในปัจจุบันคนผิวดำก็มีสิทธิมีเสียงเท่าเทียมกับคนผิวขาวทุกประการหรืออาจมีสิทธิพิเศษมากกว่าคนผิวขาวในบางเรื่องเสียด้วยซ้ำ การเหยียดผิว(racial discrimination)ในอเมริกาถือเป็นเรื่องผิดกฏหมาย หากอเมริกายังนิยมการเหยียดผิวอยู่เราคงไม่ได้เห็น กฏหมายที่ห้ามการเหยียดผิวออกมา เราคงไม่ได้เห็น African-Americans ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรี ผู้ว่าการรัฐทั้งในรัฐทางเหนือและทางใต้ หรือในระดับชาติอย่างผู้พิพากษาศาลฏีกา สมาชิกชิกสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสมาชิกและในคณะรัฐมนตรี

และทีสำคัญเราคงไม่ได้เห็นโอบามามาถึงจุดนี้หากไม่ได้รับคะแนนเสียงจากคนผิวขาวด้วยโดยเฉพาะกลุ่มคนผิวขาวการศึกษาสูงที่เป็นฐานเสียงอันเหนียวแน่นของโอบามา
อ่านต่อ…

วันนี้ผู้เขียนขอหลบคลื่นความร้อนการเมืองไทยมาเขียนถึงการเมืองอเมริกันบ้างเพราะมีสิ่งที่น่าสนใจให้พูดถึงหลายประเด็นอีกทั้งการเปลี่ยนตัวผู้นำสหรัฐในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐปลายปีนี้จะมีผลกระทบต่อประเทศไทยและโลกด้านไหน อย่างไรและประเทศไทยจะได้รับประโยชน์อะไรบ้างก็เป็นสิ่งที่เราควรจับตามองไม่ว่าผู้นำสหรัฐคนใหม่จะเป็น วุฒิสมาชิกจอห์น แมคเคน หรือ ฮิลลารี่ คลินตัน หรือ วุฒิสมาชิก บารัค โอบามา และสิ่งที่สำคัญเราได้เรียนรู้ความหมายของคำว่าประชาธิปไตยของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชนอย่างไรบ้างกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในครั้งนี้

คอลัมน์ “ถนนสู่ทำเนียบขาว2008” ณ เว็บไซท์ Chronicle of Ideas แห่งนี้จึงขอทำหน้าที่เกาะติด “ถนนสู่ทำเนียบขาว” ไปพร้อมๆกับสื่อกระแสหลักในประเทศไทย แต่การนำเสนอการเมืองอเมริกันในคอลัมน์ “ถนนสู่ทำเนียบขาว2008” แห่งนี้จะเป็นการมองฉีกมุมที่ต่างไปจากบทความการเมืองระหว่างประเทศที่ปรากฏตามสื่อกระแสหลักในไทยเพราะผู้เขียนเห็นว่า บทความการเมืองต่างประเทศส่วนใหญ่เหล่านั้นจะมีแนวทางการเมืองที่อิงสื่อลิเบอร์รัลในอเมริกาเป็นหลัก ซึ่งก็แน่นอนจะเป็นการเชิดชูความเหนือกว่า ความเป็นคนดีของฮิลลารี่และโอบามาเป็นส่วนใหญ่

คอลัมน์ “ถนนสู่ทำเนียบขาว2008” แห่งนี้จึงขอเป็นกระจกอีกด้านหนึ่งที่สะท้อนมุมมอง แนวคิดและอุดมการณ์ทางการเมืองแบบอนุรักษ์นิยมอเมริกันเป็นหลักค่ะ

ในวันนี้จึงขอประเดิมหัวเรื่อง “หนทางรอดของฮิลลารี่” พูดถึงศึกหยั่งเสียงเลือกตั้งขั้นต้นแบบไพรมารี่ที่รัฐเพนซิลเวเนียในวันอังคารที่ 22 เมษายนนี้ซึ่งก็คงจะรู้ผลอย่างเป็นทางการเย็นนี้ถือเป็นสนามการแข่งขันที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในบรรดาสนามเลือกตั้งที่เหลืออีก 10 สนามด้วยความที่มีจำนวนคะแนนผู้แทนการเลือกตั้งมากที่สุดถึง 158 เสียง ซึ่งในตอนนี้ทั้งวุฒิสมาชิก บารัค โอบามาและอดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งฮิลลารี่ คลินตันต่างต้องช่วงชิงคะแนนผู้แทนการเลือกตั้งอีก 158 เสียง เพื่อให้เข้าใกล้เป้าหมายชัยชนะได้ครองเสียง 2,025 เสียงขณะนี้โอบามาได้จำนวน delegates นำฮิลลารี่อยู่ 1,645 ต่อ 1,504 เสียง การหยั่งเสียงเลือกตั้งขั้นต้นแบบไพรมารี่ที่เพนซิลเวเนียจึงเป็นสนามเลือกตั้งสำคัญที่จะกำหนดอนาคตการแข่งขันของฮิลลารี่ เพราะหากเธอพ่ายแพ้แก่โอบามาที่สนามนี้ เธออาจต้องเจอกับแรงกดดันให้ถอนตัวออกจากการแข่งขัน

ซึ่งก่อนหน้านี้นายแพทริก ลีฮี วุฒิสมาชิกอาวุโสแห่งรัฐเวอร์มอนต์อดีต ส.ส. 6 สมัยที่ประกาศตัวสนับสนุนโอบามาอย่างเปิดเผยได้ออกมาจุดประเด็นเรื่องนี้ โดยกล่าวว่าโอกาสของฮิลลารีที่จะรวบรวมจำนวน delegates ให้ได้มากพอที่จะเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตนั้นริบหรี่ลงทุกที เธอจึงควรที่จะถอนตัวออกจากการแข่งขันแล้วหันไปสนับสนุนนายโอบามาแทนทั้งนี้เพื่อผลประโยชน์ของทางพรรคเดโมแครตเอง ขณะที่ก่อนหน้านี้หนึ่งสัปดาห์นายโฮเวิร์ด ดีน ประธานคณะกรรมการแห่งชาติของพรรคเดโมแครตก็ได้ออกมาพูดในเชิงว่าให้พรรคหาทางยุติการแข่งขันระหว่างฮิลลารีกับบารัค โอบามา เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะสร้างความแตกแยกในพรรค ซึ่งจะกลายเป็นการส่งมอบชัยชนะให้กับจอห์น แมคเคน ตัวแทนจากพรรครีพลับลิกัน การออกมาพูดในทำนองนี้ของดีนส์นักวิเคราะห์การเมืองดังอย่างคริส แมทธิวจากค่าย MSNBC ก็ให้ความเห็นว่าคำพูดของดีนส์เป็นเชิงกดดันทางอ้อมให้ฮิลลารี่ถอนตัวจากการแข่งขันนั่นเอง

แต่ฮิลลารี่เธอก็ยืนกรานว่าเธอต้องการอยู่ในสนามแข่งขันต่อเพราะการแข่งขันก็ยังคู่คี่สูสีกันอยู่จึงไม่มีความจำเป็นที่เธอจะต้องรีบถอนตัวในตอนนี้ ดังที่เพื่อนสนิทของเธอคนหนึ่งซึ่งได้พูดคุยกับเธอตลอดการรณรงห์หาเสียงกล่าวว่า “ผู้หญิงคนนี้ไม่มีทางถอนตัวออกจากการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นตัวเธอเองหรือสามีของเธอ อย่าหวังเลยว่าการแข่งขันจะจบลงในเวลาอันใกล้นี้”

หากมองดูโอกาสของฮิลลารี่ที่จะเอาชนะโอบามาในตอนนี้ถือว่ามีโอกาสไม่มากนักเพราะสถานการณ์ยังเป็นรองโอบาม่าทุกด้านไม่ว่าจะเป็นจำนวนคะแนนเสียง(popular vote) ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจของคณะผู้แทนพิเศษ(Superdelegates) หรือจำนวนคะแนนผู้แทนการเลือกตั้ง(delegate) ที่ในตอนนี้โอบามานำอยู่กว่า 141 เสียงแต่ก็ไม่ใช่ว่าเธอจะไม่มีโอกาสเอาชนะโอบามาเลย

หนทางรอดของฮิลลารี่ที่เธอจะเอาชนะโอบามากลายเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตขึ้นชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯในเดือน พ.ย.นี้ จึงเป็นไปได้ 3 ทัศนภาพ(Scenario)
อ่านต่อ…

Tags:

ตารางความแตกต่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๔๐ กับ พุทธศักราช ๒๕๕๐พร้อมเหตุผลโดยสังเขป

คลิ๊กที่ “ตารางความแตกต่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๔๐ กับ พุทธศักราช ๒๕๕๐” เพื่อดาวน์โหลดหนังสือจำนวน 384 หน้า

 

คำนำ

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ ได้บัญญัติให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญและคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้น มีหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางทุกขั้นตอน เมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว สภาร่างรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่ให้ประชาชนทราบและจัดให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบแก่ร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ซึ่งประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงประชามติเห็นชอบให้นำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาใช้บังคับ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติจึงนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ให้ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยสืบไป ซึ่งได้มีพระบรมราชโองการให้ตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับนี้ขึ้นไว้ ณ วันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ เป็นต้นไป

สำนักกรรมาธิการ ๓ ซึ่งได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่าเพื่อให้ข้าราชการฝ่ายรัฐสภาและประชาชนทั่วไปได้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ อย่างชัดเจน และมีความเข้าใจในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มากยิ่งขึ้น จึงได้ดำเนินการจัดทำหนังสือ “ตารางความแตกต่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐กับ พุทธศักราช ๒๕๕๐ พร้อมเหตุผลโดยสังเขป” โดยใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๔๐ เป็นหลักในการแสดงการแก้ไขเพิ่มเติม แต่จัดเรียงลำดับมาตราตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ และได้ทำการศึกษาค้นคว้าจากบันทึกการประชุมและรายงานการประชุมของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและสภาร่างรัฐธรรมนูญ รวมทั้งเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อสรุปเหตุผลในการแก้ไขเพิ่มเติมโดยสังเขปไว้ด้วยสำนักกรรมาธิการ ๓ จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าของข้าราชการฝ่ายรัฐสภาและประชาชนทั่วไป

คณะผู้จัดทำ
มกราคม ๒๕๕๑

Tags:

Categories